Fiction

สป๊อคต้องตาย
(Spock Must Die!)

เจมส์ บลิช เขียน, ชลธิชา จินดากุล แปล

15.
    ………… “ผมอาจถูก”

ปูมกัปตัน  เวลาอวกาศ  4205.5

เสียเวลาหลายชั่วโมงกว่าหัวหน้าแผนกทุกคนที่เกี่ยวข้องจะสรุปเรื่องเสร็จ  และทำให้รายงานการเข้าไปพัวพันกับเรื่องยุ่งทั้งหมดเข้าใจได้ง่ายขึ้น  แม้จะสั่งรายงานไปแล้ว  โลกก็ยังถามคำถามเพิ่มเติมอีกมากมาย  แต่เราก็สามารถตอบคำถามได้ทุกข้อ  และปฏิบัติการเพื่อช่วยดาวออร์กาเนียให้เป็นอิสระ  ทำให้เราได้รับการชมเชยอย่างเป็นทางการจากกองบังคับการอวกาศ  ซึ่งผมได้ส่งให้ทุกคนดู
    มีคำถามบางข้อที่กองบังคับการไม่ได้ถาม  และผลก็คือว่าเป็นผลดีแก่เรา  เพราะผมเองยังไม่แน่ใจว่าเรารู้คำตอบนั้นแล้ว  หรือน่าจะรู้คำตอบจริงหรือไม่


    เคิร์กหยุดพูด  สป๊อคซึ่งกำลังบังคับปูมกัปตันเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์หันมายังเก้าอี้ผู้บังคับการ
    “ผมขอถามอะไรหน่อยได้มั้ยครับกัปตัน  คำถามพวกนั้นคืออะไร  ผมพอจะช่วยคุณตอบได้บ้างมั้ย?”
    “ผมคิดว่าคุณน่าจะช่วยได้นะคุณสป๊อค”  เคิร์กวางไมโครโฟนเข้าที่ตั้งบนแผงควบคุม  “ที่จริงแล้วคำถามพวกนั้นเกี่ยวถึงคุณด้วย  เลยทำให้ผมลังเลที่จะบันทึกลงไป”
    “ทำไมล่ะครับกัปตัน?”
    “เพราะมันเป็นเรื่องส่วนตัว  และไม่มีสาระพอที่กองบังคับการจะต้องมาสนใจ  คุณไม่จำเป็นต้องตอบก็ได้ถ้าคุณไม่อยากตอบ”
    “ผมยังไม่อาจตกลงใจได้  ถ้าไม่รู้ว่าคำถามนั้นว่ายังไง”  เจ้าหน้าที่อันดับหนึ่งพูด
    “ตกลง  งั้นเริ่มเลย........ในขณะที่เรายังมีร่างจำลองร่วมเดินทางมาด้วย  คุณยืนกรานเด็ดขาดไม่ยอมทำงานร่วมกับเขาและต้องการทำลายเขา  แต่ในขณะเดียวกันคุณก็ปฏิเสธที่จะอธิบายเหตุผลที่ยืนกรานเช่นนั้น  มันเป็นอันตรายสำหรับคุณด้วย  เพราะทัศนคติของคุณทั้งคู่ไม่เหมือนกับสป๊อคคนก่อน  ก็อย่างที่ผมบอกหมอแม็คคอยไปแล้ว  มันทำให้ผมสงสัยว่าคุณจะเป็นร่างจำลอง  ว่ากันไปแล้วผมเคยมั่นใจว่าคุณเป็นร่างจำลองอยู่พักหนึ่งด้วยซ้ำไป”
    “ผมเข้าใจ”  สป๊อคพูด  “ผมจะอธิบายให้ฟังครับกัปตัน  คุณก็ทราบอยู่แล้วว่า  ผมมีพลังจิตซึ่งเป็นมรดกตกทอดทางสายวัลแคน”
    “ทราบรึ  คุณพระช่วย  มันช่วยชีวิตพวกเรามาหลายครั้งแล้ว จะลืมได้ยังไงกัน”
    “คำถามของผมเป็นการเล่นโวหาร”  สป๊อคพูด  “คุณรู้อยู่แล้วว่าโทรจิตอันแท้จริงเป็นสิ่งที่หายากเหลือเกินในจักรวาล  โดยเฉพาะบุคคลที่อยู่ในฐานะศัตรูกัน  พวกเขาจะเป็นบุคคลน่าสะพรึงกลัวมาก”
    ในขณะที่เขาพูด  แม็คคอยและสก๊อตตี้ขึ้นมาที่ห้องบังคับการ  ซูลูและอูฮูร่าอยู่ที่นั่นก่อนแล้ว  เคิร์กมองดูสป๊อคเป็นเชิงถาม  แต่เจ้าหน้าที่อันดับหนึ่งไม่แสดงท่าทางสนใจว่ามีคนอื่นร่วมฟังอยู่ด้วย
    “พวกเขาทำได้จริงๆ”  เคิร์กพูด  “ประสบการณ์ของเรากับพวกเมลโคเนียน  เป็นตัวอย่างที่ดี”
    “ใช่ครับ  หรือกรณีของชาวคลิงกอนกับชาวออร์กาเนียน  แต่สำหรับเรื่องที่เราถกเถียงกันอยู่นี้  เราพูดถึงความสามารถที่มีทั้งส่วนได้ส่วนเสียและหาได้ยาก  มันอาจจะอธิบายให้ชัดเจนได้ยาก  สมมติฐานแรกก็คือ  มนุษย์จำนวนมากอาจมีโทรจิตตั้งแต่เกิด  และความสามารถนั้นไม่แสดงออกมาทันที  ภายใต้ประสบการณ์ที่พรั่งพรูเข้ามา  โดยเฉพาะการสร้างความเจ็บปวดให้กับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่อยู่รอบกาย”
    “เป็นการจุดชนวนระเบิดตัวเองซิ”  สก๊อตแสดงความเห็น
    “ก็ทำนองนั้นแหละครับ”  สป๊อคเห็นด้วย  “สมมติฐานอีกอย่างก็คือ  สภาพจิตใจแบบนี้ขึ้นอยู่กับการสั่งการของสมองเหมือนสิ่งมีชีวิตผู้ทรงพลังอย่างชาวออร์กาเนียน  หรือแบบผสมผสานอย่างชาวเมลโคเนียน  พลังเหล่านั้นยังอ่อนกำลังเกินกว่าจะถ่ายเทให้กันได้  แม้ว่าคำสั่งอันสูงสุดของทั้งคู่อาจอนุเคราะห์ก็ตาม  เว้นแต่ว่ามันจะเป็นสภาพจิตใจระหว่างสองมันสมองซึ่งถูกสร้างขึ้นมาเหมือนกันจนแทบแยกไม่ออกอย่างกรณีของฝาแฝด  มีตัวอย่างปรากฏอยู่มากมายในประวัติศาสตร์ของโลกเกี่ยวกับการเชื่อมโยงโทรจิตของฝาแฝดเหมือนกันหลายคู่ที่เกิดมาด้วยกันแต่แตกต่างกันทางยีนสืบพันธุ์”
    “ผมพอจะเข้าใจบ้างแล้ว”  แม็คคอยพูด  “สมองของร่างจำลองเหมือนของคุณมากกว่าฝาแฝดเสียอีก  และคุณอาจมีการสมานจิตใจเชื่อมเข้ากับเขาได้ใช่มั้ย?”
    “ทั้งใช่และไม่ใช่”  สป๊อคพูด  “จำไว้ว่า  ถึงแม้สมองของเขาจะเหมือนของผมมาก  แต่อคติของเราตรงข้ามกัน  แม้แต่ระบบประสาทก็เวียนตรงข้ามกัน  การเชื่อมโยงระหว่างร่างจำลองและผมไม่ใช่โทรจิต  แต่เป็นการสมานกันทางอารมณ์ไม่ใช่ทางสติปัญญา  ผมไม่เคยบอกได้เลยว่าเขาคิดอะไรอยู่แต่ผมทราบความรู้สึกทางร่างกายและอารมณ์ของเขา
    ผมจะไม่พูดมากไปกว่านี้  นอกจากขอบอกว่าผมพบว่ามันเหลือทนจริง  ยังไงก็ตามมันก็ช่วยให้ผมมั่นใจยิ่งขึ้นว่า  การกระทำของเขา  ศีลธรรมของเขา  ความซื่อสัตย์ของเขาตรงข้ามกับของผม  ความรู้สึกสะสมและการฝึกหัดทั้งหมดของผม  แม้แต่การกระทำที่เกิดจากประสาทโดยไม่อยู่ในอำนาจจิตของผมและความรู้อย่างละเอียดลออของผมเกี่ยวกับยานเอ็นเตอร์ไพร้ส์  ลูกเรือทุกคนและสถานการณ์ที่เกิดขึ้น  ดังนั้นผมจึงรู้ว่าเขาเป็นอันตรายร้ายแรงสำหรับพวกเราทุกคน  และเขาอาจถูกชักชวนให้เข้ากับฝ่ายตรงข้ามเมื่อไหร่ก็ได้  เขาจะต้องถูกกำจัดก่อนที่จะติดต่อกับพวกคลิงกอนได้  ไม่มีทางอื่นที่เราจะทำได้อีก”
    “ไม่น่าเชื่อเลย”  แม็คคอยพูด  “ถ้างั้นสมมติฐานข้อสองก็ได้รับการพิสูจน์แล้วซิ”
    “ผมน่าจะพูดยังงั้น”  สป๊อคพูด  “มันเป็นสิ่งที่อาจถือเป็นหลักฐานได้  ผมเชื่ออย่างนั้น  แต่เราไม่อาจตัดสมมติฐานแรกที่ดูไม่สมเหตุผลนั้นทิ้งไปได้  ถ้านึกถึงหลักตรรกะแล้ว  สมมติฐานทั้งคู่อาจเป็นจริงได้”
    “อาจเป็นอย่างคุณว่าก็ได้”  เคิร์กพูด  “แต่ผมยังรู้สึกว่างเปล่าอยู่นั่นแหละ  ทำไมคุณถึงไม่บอกเรื่องนี้ตั้งแต่แรกคุณสป๊อค  มันจะได้ช่วยให้ผมตัดสินใจแก้ปัญหาสป๊อคสองได้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องลังเล  ก่อนที่ร่างจำลองจะทันหลบหนีไปได้”
    “คุณน่าจะยกโทษให้ผมนะกัปตัน”  สป๊อคพูด  “ผมไม่แน่ใจว่าผลจะลงเอยแบบนี้  หลักฐานของร่างจำลองต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำของเขาเองเท่านั้น  จึงจะทำให้ทุกคนมั่นใจได้  ถึงแม้คุณจะยอมรับฟังคำชี้แจงของผม  คุณก็ต้องนึกว่าการสมานจิตใจกัน  อาจทำให้ผมเป็นอันตรายร้ายแรงได้เช่นกัน  ผมรู้ดีว่าผมควบคุมตนเองได้  แม้ว่าค่อนข้างจะล่อแหลมสักหน่อย  แต่คุณคงไม่เชื่อผมแน่  แล้วคุณก็ต้องจำกัดบริเวณผมจนกว่าจะหาทางแก้ปัญหาสป๊อคตัวจริงตัวปลอมได้  ดังนั้น  เพื่อช่วยเหลือยานลำนี้  ผมจำเป็นต้องอยู่อย่างอิสระ  ในฐานะเจ้าหน้าที่อันดับหนึ่ง”
    “อืม........”  เคิร์กพูด  “มันช่วยตอบคำถามอีกข้อของผมด้วยซี  ผมกำลังสงสัยว่าคุณรู้ได้ยังไงกันว่าร่างจำลองไม่ได้อยู่บนเอ็นเตอร์ไพร้ส์แล้ว  แต่อยู่ที่ใดที่หนึ่งในอวกาศ  และทำไมคุณถึงปฏิเสธที่จะบอกผมว่าคุณรู้ได้ยังไง”
    “ถูกแล้วครับ  แต่ผมขอเสริมอีกหน่อยว่า  ผมไม่ได้ตัดสินใจเรื่องนี้ทันที  ผมถามคอมพิวเตอร์ถึงปฏิกิริยาของคุณต่อการเปิดเผยความจริงเรื่องการสมานอารมณ์ของผม  และคอมพิวเตอร์ก็ตอบว่า  คุณคงจะกักบริเวณผมต่อไป  อย่างน้อยก็น่าจะเป็นไปได้ถึงแปดสิบสามเปอร์เซ็นต์  และขอบเขตของความเชื่อใจมีแค่จุดศูนย์ศูนย์ห้าเท่านั้น  ที่จริงแล้วผมน่าจะปรึกษาหมอแม็คคอยเกี่ยวกับปัญหาทางจิตทำนองนั้น  แต่กรณีแวดล้อมต่างๆ ทำให้ผมตัดสินใจไม่ทำเช่นนั้น”
    “ผมเข้าใจ”  เคิร์กพูด  “ดีแล้วคุณสป๊อค  เราจะไม่ส่งข้อมูลเพิ่มเติมอย่างนี้ไปกองบังคับการอวกาศ  ถ้าเขาไม่ถามมาตรงๆ  ผมไม่เห็นว่ามันจะช่วยให้เขาเข้าใจรายงานของเรามากขึ้นแค่ไหน  แต่คุณควรบันทึกมันไว้ในคลังข้อมูล  มันอาจมีค่าต่อคณะที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ก็ได้  พวกเขาอาจมีโครงการเกี่ยวกับโทรจิต  หรืออาจต้องการเริ่มต้นศึกษาเรื่องนี้อย่างละเอียดก็ได้”
    “ตกลงครับกัปตัน”
    “ข่าวจากกองบังคับการค่ะ  กัปตัน”  อูฮูร่ารายงาน  “เราต้องรายงานไปยังฐานอวกาศที่สิบหกเป็นเวลาสองสัปดาห์นับจากนี้เป็นต้นไป  และรับงานใหม่ด้วย  เรือโทเพอร์ดี้  เจ้าหน้าที่สื่อสารที่นั่นต้องการให้ดิฉันสอนภาษายูริชให้เขา  ดิฉันหวังว่าเขาคงพูดเล่นนะคะ”
    “เอาล่ะ  ปฏิบัติการตามคำสั่ง  คุณซูลู  กำหนดเส้นทางบิน”  เคิร์กเงียบไปครู่หนึ่ง  “ผมขอบอกอะไรหน่อยคุณสป๊อค  วิเศษมากที่ได้คุณกลับคืนมา”
    “ขอบคุณครับกัปตัน”  สป๊อคพูด  “มันเป็นประสบการณ์ที่น่าสนใจมาก  ตัวผมเองสนใจอยู่เรื่องเดียวที่วิธีกำจัดร่างจำลองของผมเกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน  จนผมไม่สามารถหาแหวนประจำตำแหน่งมาคืนคุณได้”
    “ลืมเสียเถอะคุณสป๊อค  เรื่องเล็ก  ผมหาใหม่ก็ได้  ผมดีใจที่ไม่ต้องสูญเสียมากไปกว่านั้น”
    “ผมเกรงว่ามันยังว่างเปล่าอยู่นะจิม”  แม็คคอยพูดอย่างครุ่นคิด  “และที่แย่กว่านั้น  เราต้องกลับไปเริ่มต้นที่เก่าอีก  กลับไปหาลานจอดยานต่อไป  แต่บางทีหลังจากประสบการณ์ในการสมานอารมณ์กับร่างจำลอง  คุณสป๊อคคงตอบคำถามข้อหนึ่งได้”
    “อะไรล่ะ?”  เคิร์กถาม
    “มนุษย์ที่มาจากอีกปลายทางหนึ่งของการเดินทางด้วยระบบขนส่งวิญญาณเป็นอมตะหรือเปล่า?”
    ทุกคนเงียบไปครู่ใหญ่
    “ผมไม่รู้”  สป๊อคพูดขึ้นในที่สุด  “แต่ผมแนะนำคุณได้เพียงว่าถ้าใครบังคับให้ผมต้องตอบคำถามนี้  ผมจะหาทางทดสอบคำตอบของผมยังไง  ดังนั้นจึงถือว่าคำถามข้อนี้ไม่มีความหมาย”
    “ผมหวังว่าอย่างนั้นเหมือนกัน”  แม็คคอยพูดอย่างใจสงบ  “ยังไงก็ตาม  ผมคิดว่ามันคงเป็นไปตามที่คุณบอก”
    เคิร์กหวังว่าสป๊อคคงรู้คำตอบ แต่เขาสังเกตว่าเจ้าหน้าที่อันดับหนึ่งของเขามีท่าทางลังเลเล็กน้อย  หรือเขาก็ตอบไม่ได้.