สป๊อคต้องตาย - บทสุดท้าย
posted on 04 Jun 2009 19:33 by eveba in Fiction
สป๊อคต้องตาย
(Spock Must Die!)
เจมส์ บลิช เขียน, ชลธิชา จินดากุล แปล
15.
………… “ผมอาจถูก”
ปูมกัปตัน เวลาอวกาศ 4205.5
เสียเวลาหลายชั่วโมงกว่าหัวหน้าแผนกทุกคนที่เกี่ยวข้องจะสรุปเรื่องเสร็จ และทำให้รายงานการเข้าไปพัวพันกับเรื่องยุ่งทั้งหมดเข้าใจได้ง่ายขึ้น แม้จะสั่งรายงานไปแล้ว โลกก็ยังถามคำถามเพิ่มเติมอีกมากมาย แต่เราก็สามารถตอบคำถามได้ทุกข้อ และปฏิบัติการเพื่อช่วยดาวออร์กาเนียให้เป็นอิสระ ทำให้เราได้รับการชมเชยอย่างเป็นทางการจากกองบังคับการอวกาศ ซึ่งผมได้ส่งให้ทุกคนดู
มีคำถามบางข้อที่กองบังคับการไม่ได้ถาม และผลก็คือว่าเป็นผลดีแก่เรา เพราะผมเองยังไม่แน่ใจว่าเรารู้คำตอบนั้นแล้ว หรือน่าจะรู้คำตอบจริงหรือไม่
เคิร์กหยุดพูด สป๊อคซึ่งกำลังบังคับปูมกัปตันเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์หันมายังเก้าอี้ผู้บังคับการ
“ผมขอถามอะไรหน่อยได้มั้ยครับกัปตัน คำถามพวกนั้นคืออะไร ผมพอจะช่วยคุณตอบได้บ้างมั้ย?”
“ผมคิดว่าคุณน่าจะช่วยได้นะคุณสป๊อค” เคิร์กวางไมโครโฟนเข้าที่ตั้งบนแผงควบคุม “ที่จริงแล้วคำถามพวกนั้นเกี่ยวถึงคุณด้วย เลยทำให้ผมลังเลที่จะบันทึกลงไป”
“ทำไมล่ะครับกัปตัน?”
“เพราะมันเป็นเรื่องส่วนตัว และไม่มีสาระพอที่กองบังคับการจะต้องมาสนใจ คุณไม่จำเป็นต้องตอบก็ได้ถ้าคุณไม่อยากตอบ”
“ผมยังไม่อาจตกลงใจได้ ถ้าไม่รู้ว่าคำถามนั้นว่ายังไง” เจ้าหน้าที่อันดับหนึ่งพูด
“ตกลง งั้นเริ่มเลย........ในขณะที่เรายังมีร่างจำลองร่วมเดินทางมาด้วย คุณยืนกรานเด็ดขาดไม่ยอมทำงานร่วมกับเขาและต้องการทำลายเขา แต่ในขณะเดียวกันคุณก็ปฏิเสธที่จะอธิบายเหตุผลที่ยืนกรานเช่นนั้น มันเป็นอันตรายสำหรับคุณด้วย เพราะทัศนคติของคุณทั้งคู่ไม่เหมือนกับสป๊อคคนก่อน ก็อย่างที่ผมบอกหมอแม็คคอยไปแล้ว มันทำให้ผมสงสัยว่าคุณจะเป็นร่างจำลอง ว่ากันไปแล้วผมเคยมั่นใจว่าคุณเป็นร่างจำลองอยู่พักหนึ่งด้วยซ้ำไป”
“ผมเข้าใจ” สป๊อคพูด “ผมจะอธิบายให้ฟังครับกัปตัน คุณก็ทราบอยู่แล้วว่า ผมมีพลังจิตซึ่งเป็นมรดกตกทอดทางสายวัลแคน”
“ทราบรึ คุณพระช่วย มันช่วยชีวิตพวกเรามาหลายครั้งแล้ว จะลืมได้ยังไงกัน”
“คำถามของผมเป็นการเล่นโวหาร” สป๊อคพูด “คุณรู้อยู่แล้วว่าโทรจิตอันแท้จริงเป็นสิ่งที่หายากเหลือเกินในจักรวาล โดยเฉพาะบุคคลที่อยู่ในฐานะศัตรูกัน พวกเขาจะเป็นบุคคลน่าสะพรึงกลัวมาก”
ในขณะที่เขาพูด แม็คคอยและสก๊อตตี้ขึ้นมาที่ห้องบังคับการ ซูลูและอูฮูร่าอยู่ที่นั่นก่อนแล้ว เคิร์กมองดูสป๊อคเป็นเชิงถาม แต่เจ้าหน้าที่อันดับหนึ่งไม่แสดงท่าทางสนใจว่ามีคนอื่นร่วมฟังอยู่ด้วย
“พวกเขาทำได้จริงๆ” เคิร์กพูด “ประสบการณ์ของเรากับพวกเมลโคเนียน เป็นตัวอย่างที่ดี”
“ใช่ครับ หรือกรณีของชาวคลิงกอนกับชาวออร์กาเนียน แต่สำหรับเรื่องที่เราถกเถียงกันอยู่นี้ เราพูดถึงความสามารถที่มีทั้งส่วนได้ส่วนเสียและหาได้ยาก มันอาจจะอธิบายให้ชัดเจนได้ยาก สมมติฐานแรกก็คือ มนุษย์จำนวนมากอาจมีโทรจิตตั้งแต่เกิด และความสามารถนั้นไม่แสดงออกมาทันที ภายใต้ประสบการณ์ที่พรั่งพรูเข้ามา โดยเฉพาะการสร้างความเจ็บปวดให้กับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่อยู่รอบกาย”
“เป็นการจุดชนวนระเบิดตัวเองซิ” สก๊อตแสดงความเห็น
“ก็ทำนองนั้นแหละครับ” สป๊อคเห็นด้วย “สมมติฐานอีกอย่างก็คือ สภาพจิตใจแบบนี้ขึ้นอยู่กับการสั่งการของสมองเหมือนสิ่งมีชีวิตผู้ทรงพลังอย่างชาวออร์กาเนียน หรือแบบผสมผสานอย่างชาวเมลโคเนียน พลังเหล่านั้นยังอ่อนกำลังเกินกว่าจะถ่ายเทให้กันได้ แม้ว่าคำสั่งอันสูงสุดของทั้งคู่อาจอนุเคราะห์ก็ตาม เว้นแต่ว่ามันจะเป็นสภาพจิตใจระหว่างสองมันสมองซึ่งถูกสร้างขึ้นมาเหมือนกันจนแทบแยกไม่ออกอย่างกรณีของฝาแฝด มีตัวอย่างปรากฏอยู่มากมายในประวัติศาสตร์ของโลกเกี่ยวกับการเชื่อมโยงโทรจิตของฝาแฝดเหมือนกันหลายคู่ที่เกิดมาด้วยกันแต่แตกต่างกันทางยีนสืบพันธุ์”
“ผมพอจะเข้าใจบ้างแล้ว” แม็คคอยพูด “สมองของร่างจำลองเหมือนของคุณมากกว่าฝาแฝดเสียอีก และคุณอาจมีการสมานจิตใจเชื่อมเข้ากับเขาได้ใช่มั้ย?”
“ทั้งใช่และไม่ใช่” สป๊อคพูด “จำไว้ว่า ถึงแม้สมองของเขาจะเหมือนของผมมาก แต่อคติของเราตรงข้ามกัน แม้แต่ระบบประสาทก็เวียนตรงข้ามกัน การเชื่อมโยงระหว่างร่างจำลองและผมไม่ใช่โทรจิต แต่เป็นการสมานกันทางอารมณ์ไม่ใช่ทางสติปัญญา ผมไม่เคยบอกได้เลยว่าเขาคิดอะไรอยู่แต่ผมทราบความรู้สึกทางร่างกายและอารมณ์ของเขา
ผมจะไม่พูดมากไปกว่านี้ นอกจากขอบอกว่าผมพบว่ามันเหลือทนจริง ยังไงก็ตามมันก็ช่วยให้ผมมั่นใจยิ่งขึ้นว่า การกระทำของเขา ศีลธรรมของเขา ความซื่อสัตย์ของเขาตรงข้ามกับของผม ความรู้สึกสะสมและการฝึกหัดทั้งหมดของผม แม้แต่การกระทำที่เกิดจากประสาทโดยไม่อยู่ในอำนาจจิตของผมและความรู้อย่างละเอียดลออของผมเกี่ยวกับยานเอ็นเตอร์ไพร้ส์ ลูกเรือทุกคนและสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ดังนั้นผมจึงรู้ว่าเขาเป็นอันตรายร้ายแรงสำหรับพวกเราทุกคน และเขาอาจถูกชักชวนให้เข้ากับฝ่ายตรงข้ามเมื่อไหร่ก็ได้ เขาจะต้องถูกกำจัดก่อนที่จะติดต่อกับพวกคลิงกอนได้ ไม่มีทางอื่นที่เราจะทำได้อีก”
“ไม่น่าเชื่อเลย” แม็คคอยพูด “ถ้างั้นสมมติฐานข้อสองก็ได้รับการพิสูจน์แล้วซิ”
“ผมน่าจะพูดยังงั้น” สป๊อคพูด “มันเป็นสิ่งที่อาจถือเป็นหลักฐานได้ ผมเชื่ออย่างนั้น แต่เราไม่อาจตัดสมมติฐานแรกที่ดูไม่สมเหตุผลนั้นทิ้งไปได้ ถ้านึกถึงหลักตรรกะแล้ว สมมติฐานทั้งคู่อาจเป็นจริงได้”
“อาจเป็นอย่างคุณว่าก็ได้” เคิร์กพูด “แต่ผมยังรู้สึกว่างเปล่าอยู่นั่นแหละ ทำไมคุณถึงไม่บอกเรื่องนี้ตั้งแต่แรกคุณสป๊อค มันจะได้ช่วยให้ผมตัดสินใจแก้ปัญหาสป๊อคสองได้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องลังเล ก่อนที่ร่างจำลองจะทันหลบหนีไปได้”
“คุณน่าจะยกโทษให้ผมนะกัปตัน” สป๊อคพูด “ผมไม่แน่ใจว่าผลจะลงเอยแบบนี้ หลักฐานของร่างจำลองต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำของเขาเองเท่านั้น จึงจะทำให้ทุกคนมั่นใจได้ ถึงแม้คุณจะยอมรับฟังคำชี้แจงของผม คุณก็ต้องนึกว่าการสมานจิตใจกัน อาจทำให้ผมเป็นอันตรายร้ายแรงได้เช่นกัน ผมรู้ดีว่าผมควบคุมตนเองได้ แม้ว่าค่อนข้างจะล่อแหลมสักหน่อย แต่คุณคงไม่เชื่อผมแน่ แล้วคุณก็ต้องจำกัดบริเวณผมจนกว่าจะหาทางแก้ปัญหาสป๊อคตัวจริงตัวปลอมได้ ดังนั้น เพื่อช่วยเหลือยานลำนี้ ผมจำเป็นต้องอยู่อย่างอิสระ ในฐานะเจ้าหน้าที่อันดับหนึ่ง”
“อืม........” เคิร์กพูด “มันช่วยตอบคำถามอีกข้อของผมด้วยซี ผมกำลังสงสัยว่าคุณรู้ได้ยังไงกันว่าร่างจำลองไม่ได้อยู่บนเอ็นเตอร์ไพร้ส์แล้ว แต่อยู่ที่ใดที่หนึ่งในอวกาศ และทำไมคุณถึงปฏิเสธที่จะบอกผมว่าคุณรู้ได้ยังไง”
“ถูกแล้วครับ แต่ผมขอเสริมอีกหน่อยว่า ผมไม่ได้ตัดสินใจเรื่องนี้ทันที ผมถามคอมพิวเตอร์ถึงปฏิกิริยาของคุณต่อการเปิดเผยความจริงเรื่องการสมานอารมณ์ของผม และคอมพิวเตอร์ก็ตอบว่า คุณคงจะกักบริเวณผมต่อไป อย่างน้อยก็น่าจะเป็นไปได้ถึงแปดสิบสามเปอร์เซ็นต์ และขอบเขตของความเชื่อใจมีแค่จุดศูนย์ศูนย์ห้าเท่านั้น ที่จริงแล้วผมน่าจะปรึกษาหมอแม็คคอยเกี่ยวกับปัญหาทางจิตทำนองนั้น แต่กรณีแวดล้อมต่างๆ ทำให้ผมตัดสินใจไม่ทำเช่นนั้น”
“ผมเข้าใจ” เคิร์กพูด “ดีแล้วคุณสป๊อค เราจะไม่ส่งข้อมูลเพิ่มเติมอย่างนี้ไปกองบังคับการอวกาศ ถ้าเขาไม่ถามมาตรงๆ ผมไม่เห็นว่ามันจะช่วยให้เขาเข้าใจรายงานของเรามากขึ้นแค่ไหน แต่คุณควรบันทึกมันไว้ในคลังข้อมูล มันอาจมีค่าต่อคณะที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ก็ได้ พวกเขาอาจมีโครงการเกี่ยวกับโทรจิต หรืออาจต้องการเริ่มต้นศึกษาเรื่องนี้อย่างละเอียดก็ได้”
“ตกลงครับกัปตัน”
“ข่าวจากกองบังคับการค่ะ กัปตัน” อูฮูร่ารายงาน “เราต้องรายงานไปยังฐานอวกาศที่สิบหกเป็นเวลาสองสัปดาห์นับจากนี้เป็นต้นไป และรับงานใหม่ด้วย เรือโทเพอร์ดี้ เจ้าหน้าที่สื่อสารที่นั่นต้องการให้ดิฉันสอนภาษายูริชให้เขา ดิฉันหวังว่าเขาคงพูดเล่นนะคะ”
“เอาล่ะ ปฏิบัติการตามคำสั่ง คุณซูลู กำหนดเส้นทางบิน” เคิร์กเงียบไปครู่หนึ่ง “ผมขอบอกอะไรหน่อยคุณสป๊อค วิเศษมากที่ได้คุณกลับคืนมา”
“ขอบคุณครับกัปตัน” สป๊อคพูด “มันเป็นประสบการณ์ที่น่าสนใจมาก ตัวผมเองสนใจอยู่เรื่องเดียวที่วิธีกำจัดร่างจำลองของผมเกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน จนผมไม่สามารถหาแหวนประจำตำแหน่งมาคืนคุณได้”
“ลืมเสียเถอะคุณสป๊อค เรื่องเล็ก ผมหาใหม่ก็ได้ ผมดีใจที่ไม่ต้องสูญเสียมากไปกว่านั้น”
“ผมเกรงว่ามันยังว่างเปล่าอยู่นะจิม” แม็คคอยพูดอย่างครุ่นคิด “และที่แย่กว่านั้น เราต้องกลับไปเริ่มต้นที่เก่าอีก กลับไปหาลานจอดยานต่อไป แต่บางทีหลังจากประสบการณ์ในการสมานอารมณ์กับร่างจำลอง คุณสป๊อคคงตอบคำถามข้อหนึ่งได้”
“อะไรล่ะ?” เคิร์กถาม
“มนุษย์ที่มาจากอีกปลายทางหนึ่งของการเดินทางด้วยระบบขนส่งวิญญาณเป็นอมตะหรือเปล่า?”
ทุกคนเงียบไปครู่ใหญ่
“ผมไม่รู้” สป๊อคพูดขึ้นในที่สุด “แต่ผมแนะนำคุณได้เพียงว่าถ้าใครบังคับให้ผมต้องตอบคำถามนี้ ผมจะหาทางทดสอบคำตอบของผมยังไง ดังนั้นจึงถือว่าคำถามข้อนี้ไม่มีความหมาย”
“ผมหวังว่าอย่างนั้นเหมือนกัน” แม็คคอยพูดอย่างใจสงบ “ยังไงก็ตาม ผมคิดว่ามันคงเป็นไปตามที่คุณบอก”
เคิร์กหวังว่าสป๊อคคงรู้คำตอบ แต่เขาสังเกตว่าเจ้าหน้าที่อันดับหนึ่งของเขามีท่าทางลังเลเล็กน้อย หรือเขาก็ตอบไม่ได้.
(Spock Must Die!)
เจมส์ บลิช เขียน, ชลธิชา จินดากุล แปล
15.
………… “ผมอาจถูก”
ปูมกัปตัน เวลาอวกาศ 4205.5
เสียเวลาหลายชั่วโมงกว่าหัวหน้าแผนกทุกคนที่เกี่ยวข้องจะสรุปเรื่องเสร็จ และทำให้รายงานการเข้าไปพัวพันกับเรื่องยุ่งทั้งหมดเข้าใจได้ง่ายขึ้น แม้จะสั่งรายงานไปแล้ว โลกก็ยังถามคำถามเพิ่มเติมอีกมากมาย แต่เราก็สามารถตอบคำถามได้ทุกข้อ และปฏิบัติการเพื่อช่วยดาวออร์กาเนียให้เป็นอิสระ ทำให้เราได้รับการชมเชยอย่างเป็นทางการจากกองบังคับการอวกาศ ซึ่งผมได้ส่งให้ทุกคนดู
มีคำถามบางข้อที่กองบังคับการไม่ได้ถาม และผลก็คือว่าเป็นผลดีแก่เรา เพราะผมเองยังไม่แน่ใจว่าเรารู้คำตอบนั้นแล้ว หรือน่าจะรู้คำตอบจริงหรือไม่
เคิร์กหยุดพูด สป๊อคซึ่งกำลังบังคับปูมกัปตันเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์หันมายังเก้าอี้ผู้บังคับการ
“ผมขอถามอะไรหน่อยได้มั้ยครับกัปตัน คำถามพวกนั้นคืออะไร ผมพอจะช่วยคุณตอบได้บ้างมั้ย?”
“ผมคิดว่าคุณน่าจะช่วยได้นะคุณสป๊อค” เคิร์กวางไมโครโฟนเข้าที่ตั้งบนแผงควบคุม “ที่จริงแล้วคำถามพวกนั้นเกี่ยวถึงคุณด้วย เลยทำให้ผมลังเลที่จะบันทึกลงไป”
“ทำไมล่ะครับกัปตัน?”
“เพราะมันเป็นเรื่องส่วนตัว และไม่มีสาระพอที่กองบังคับการจะต้องมาสนใจ คุณไม่จำเป็นต้องตอบก็ได้ถ้าคุณไม่อยากตอบ”
“ผมยังไม่อาจตกลงใจได้ ถ้าไม่รู้ว่าคำถามนั้นว่ายังไง” เจ้าหน้าที่อันดับหนึ่งพูด
“ตกลง งั้นเริ่มเลย........ในขณะที่เรายังมีร่างจำลองร่วมเดินทางมาด้วย คุณยืนกรานเด็ดขาดไม่ยอมทำงานร่วมกับเขาและต้องการทำลายเขา แต่ในขณะเดียวกันคุณก็ปฏิเสธที่จะอธิบายเหตุผลที่ยืนกรานเช่นนั้น มันเป็นอันตรายสำหรับคุณด้วย เพราะทัศนคติของคุณทั้งคู่ไม่เหมือนกับสป๊อคคนก่อน ก็อย่างที่ผมบอกหมอแม็คคอยไปแล้ว มันทำให้ผมสงสัยว่าคุณจะเป็นร่างจำลอง ว่ากันไปแล้วผมเคยมั่นใจว่าคุณเป็นร่างจำลองอยู่พักหนึ่งด้วยซ้ำไป”
“ผมเข้าใจ” สป๊อคพูด “ผมจะอธิบายให้ฟังครับกัปตัน คุณก็ทราบอยู่แล้วว่า ผมมีพลังจิตซึ่งเป็นมรดกตกทอดทางสายวัลแคน”
“ทราบรึ คุณพระช่วย มันช่วยชีวิตพวกเรามาหลายครั้งแล้ว จะลืมได้ยังไงกัน”
“คำถามของผมเป็นการเล่นโวหาร” สป๊อคพูด “คุณรู้อยู่แล้วว่าโทรจิตอันแท้จริงเป็นสิ่งที่หายากเหลือเกินในจักรวาล โดยเฉพาะบุคคลที่อยู่ในฐานะศัตรูกัน พวกเขาจะเป็นบุคคลน่าสะพรึงกลัวมาก”
ในขณะที่เขาพูด แม็คคอยและสก๊อตตี้ขึ้นมาที่ห้องบังคับการ ซูลูและอูฮูร่าอยู่ที่นั่นก่อนแล้ว เคิร์กมองดูสป๊อคเป็นเชิงถาม แต่เจ้าหน้าที่อันดับหนึ่งไม่แสดงท่าทางสนใจว่ามีคนอื่นร่วมฟังอยู่ด้วย
“พวกเขาทำได้จริงๆ” เคิร์กพูด “ประสบการณ์ของเรากับพวกเมลโคเนียน เป็นตัวอย่างที่ดี”
“ใช่ครับ หรือกรณีของชาวคลิงกอนกับชาวออร์กาเนียน แต่สำหรับเรื่องที่เราถกเถียงกันอยู่นี้ เราพูดถึงความสามารถที่มีทั้งส่วนได้ส่วนเสียและหาได้ยาก มันอาจจะอธิบายให้ชัดเจนได้ยาก สมมติฐานแรกก็คือ มนุษย์จำนวนมากอาจมีโทรจิตตั้งแต่เกิด และความสามารถนั้นไม่แสดงออกมาทันที ภายใต้ประสบการณ์ที่พรั่งพรูเข้ามา โดยเฉพาะการสร้างความเจ็บปวดให้กับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่อยู่รอบกาย”
“เป็นการจุดชนวนระเบิดตัวเองซิ” สก๊อตแสดงความเห็น
“ก็ทำนองนั้นแหละครับ” สป๊อคเห็นด้วย “สมมติฐานอีกอย่างก็คือ สภาพจิตใจแบบนี้ขึ้นอยู่กับการสั่งการของสมองเหมือนสิ่งมีชีวิตผู้ทรงพลังอย่างชาวออร์กาเนียน หรือแบบผสมผสานอย่างชาวเมลโคเนียน พลังเหล่านั้นยังอ่อนกำลังเกินกว่าจะถ่ายเทให้กันได้ แม้ว่าคำสั่งอันสูงสุดของทั้งคู่อาจอนุเคราะห์ก็ตาม เว้นแต่ว่ามันจะเป็นสภาพจิตใจระหว่างสองมันสมองซึ่งถูกสร้างขึ้นมาเหมือนกันจนแทบแยกไม่ออกอย่างกรณีของฝาแฝด มีตัวอย่างปรากฏอยู่มากมายในประวัติศาสตร์ของโลกเกี่ยวกับการเชื่อมโยงโทรจิตของฝาแฝดเหมือนกันหลายคู่ที่เกิดมาด้วยกันแต่แตกต่างกันทางยีนสืบพันธุ์”
“ผมพอจะเข้าใจบ้างแล้ว” แม็คคอยพูด “สมองของร่างจำลองเหมือนของคุณมากกว่าฝาแฝดเสียอีก และคุณอาจมีการสมานจิตใจเชื่อมเข้ากับเขาได้ใช่มั้ย?”
“ทั้งใช่และไม่ใช่” สป๊อคพูด “จำไว้ว่า ถึงแม้สมองของเขาจะเหมือนของผมมาก แต่อคติของเราตรงข้ามกัน แม้แต่ระบบประสาทก็เวียนตรงข้ามกัน การเชื่อมโยงระหว่างร่างจำลองและผมไม่ใช่โทรจิต แต่เป็นการสมานกันทางอารมณ์ไม่ใช่ทางสติปัญญา ผมไม่เคยบอกได้เลยว่าเขาคิดอะไรอยู่แต่ผมทราบความรู้สึกทางร่างกายและอารมณ์ของเขา
ผมจะไม่พูดมากไปกว่านี้ นอกจากขอบอกว่าผมพบว่ามันเหลือทนจริง ยังไงก็ตามมันก็ช่วยให้ผมมั่นใจยิ่งขึ้นว่า การกระทำของเขา ศีลธรรมของเขา ความซื่อสัตย์ของเขาตรงข้ามกับของผม ความรู้สึกสะสมและการฝึกหัดทั้งหมดของผม แม้แต่การกระทำที่เกิดจากประสาทโดยไม่อยู่ในอำนาจจิตของผมและความรู้อย่างละเอียดลออของผมเกี่ยวกับยานเอ็นเตอร์ไพร้ส์ ลูกเรือทุกคนและสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ดังนั้นผมจึงรู้ว่าเขาเป็นอันตรายร้ายแรงสำหรับพวกเราทุกคน และเขาอาจถูกชักชวนให้เข้ากับฝ่ายตรงข้ามเมื่อไหร่ก็ได้ เขาจะต้องถูกกำจัดก่อนที่จะติดต่อกับพวกคลิงกอนได้ ไม่มีทางอื่นที่เราจะทำได้อีก”
“ไม่น่าเชื่อเลย” แม็คคอยพูด “ถ้างั้นสมมติฐานข้อสองก็ได้รับการพิสูจน์แล้วซิ”
“ผมน่าจะพูดยังงั้น” สป๊อคพูด “มันเป็นสิ่งที่อาจถือเป็นหลักฐานได้ ผมเชื่ออย่างนั้น แต่เราไม่อาจตัดสมมติฐานแรกที่ดูไม่สมเหตุผลนั้นทิ้งไปได้ ถ้านึกถึงหลักตรรกะแล้ว สมมติฐานทั้งคู่อาจเป็นจริงได้”
“อาจเป็นอย่างคุณว่าก็ได้” เคิร์กพูด “แต่ผมยังรู้สึกว่างเปล่าอยู่นั่นแหละ ทำไมคุณถึงไม่บอกเรื่องนี้ตั้งแต่แรกคุณสป๊อค มันจะได้ช่วยให้ผมตัดสินใจแก้ปัญหาสป๊อคสองได้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องลังเล ก่อนที่ร่างจำลองจะทันหลบหนีไปได้”
“คุณน่าจะยกโทษให้ผมนะกัปตัน” สป๊อคพูด “ผมไม่แน่ใจว่าผลจะลงเอยแบบนี้ หลักฐานของร่างจำลองต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำของเขาเองเท่านั้น จึงจะทำให้ทุกคนมั่นใจได้ ถึงแม้คุณจะยอมรับฟังคำชี้แจงของผม คุณก็ต้องนึกว่าการสมานจิตใจกัน อาจทำให้ผมเป็นอันตรายร้ายแรงได้เช่นกัน ผมรู้ดีว่าผมควบคุมตนเองได้ แม้ว่าค่อนข้างจะล่อแหลมสักหน่อย แต่คุณคงไม่เชื่อผมแน่ แล้วคุณก็ต้องจำกัดบริเวณผมจนกว่าจะหาทางแก้ปัญหาสป๊อคตัวจริงตัวปลอมได้ ดังนั้น เพื่อช่วยเหลือยานลำนี้ ผมจำเป็นต้องอยู่อย่างอิสระ ในฐานะเจ้าหน้าที่อันดับหนึ่ง”
“อืม........” เคิร์กพูด “มันช่วยตอบคำถามอีกข้อของผมด้วยซี ผมกำลังสงสัยว่าคุณรู้ได้ยังไงกันว่าร่างจำลองไม่ได้อยู่บนเอ็นเตอร์ไพร้ส์แล้ว แต่อยู่ที่ใดที่หนึ่งในอวกาศ และทำไมคุณถึงปฏิเสธที่จะบอกผมว่าคุณรู้ได้ยังไง”
“ถูกแล้วครับ แต่ผมขอเสริมอีกหน่อยว่า ผมไม่ได้ตัดสินใจเรื่องนี้ทันที ผมถามคอมพิวเตอร์ถึงปฏิกิริยาของคุณต่อการเปิดเผยความจริงเรื่องการสมานอารมณ์ของผม และคอมพิวเตอร์ก็ตอบว่า คุณคงจะกักบริเวณผมต่อไป อย่างน้อยก็น่าจะเป็นไปได้ถึงแปดสิบสามเปอร์เซ็นต์ และขอบเขตของความเชื่อใจมีแค่จุดศูนย์ศูนย์ห้าเท่านั้น ที่จริงแล้วผมน่าจะปรึกษาหมอแม็คคอยเกี่ยวกับปัญหาทางจิตทำนองนั้น แต่กรณีแวดล้อมต่างๆ ทำให้ผมตัดสินใจไม่ทำเช่นนั้น”
“ผมเข้าใจ” เคิร์กพูด “ดีแล้วคุณสป๊อค เราจะไม่ส่งข้อมูลเพิ่มเติมอย่างนี้ไปกองบังคับการอวกาศ ถ้าเขาไม่ถามมาตรงๆ ผมไม่เห็นว่ามันจะช่วยให้เขาเข้าใจรายงานของเรามากขึ้นแค่ไหน แต่คุณควรบันทึกมันไว้ในคลังข้อมูล มันอาจมีค่าต่อคณะที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ก็ได้ พวกเขาอาจมีโครงการเกี่ยวกับโทรจิต หรืออาจต้องการเริ่มต้นศึกษาเรื่องนี้อย่างละเอียดก็ได้”
“ตกลงครับกัปตัน”
“ข่าวจากกองบังคับการค่ะ กัปตัน” อูฮูร่ารายงาน “เราต้องรายงานไปยังฐานอวกาศที่สิบหกเป็นเวลาสองสัปดาห์นับจากนี้เป็นต้นไป และรับงานใหม่ด้วย เรือโทเพอร์ดี้ เจ้าหน้าที่สื่อสารที่นั่นต้องการให้ดิฉันสอนภาษายูริชให้เขา ดิฉันหวังว่าเขาคงพูดเล่นนะคะ”
“เอาล่ะ ปฏิบัติการตามคำสั่ง คุณซูลู กำหนดเส้นทางบิน” เคิร์กเงียบไปครู่หนึ่ง “ผมขอบอกอะไรหน่อยคุณสป๊อค วิเศษมากที่ได้คุณกลับคืนมา”
“ขอบคุณครับกัปตัน” สป๊อคพูด “มันเป็นประสบการณ์ที่น่าสนใจมาก ตัวผมเองสนใจอยู่เรื่องเดียวที่วิธีกำจัดร่างจำลองของผมเกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน จนผมไม่สามารถหาแหวนประจำตำแหน่งมาคืนคุณได้”
“ลืมเสียเถอะคุณสป๊อค เรื่องเล็ก ผมหาใหม่ก็ได้ ผมดีใจที่ไม่ต้องสูญเสียมากไปกว่านั้น”
“ผมเกรงว่ามันยังว่างเปล่าอยู่นะจิม” แม็คคอยพูดอย่างครุ่นคิด “และที่แย่กว่านั้น เราต้องกลับไปเริ่มต้นที่เก่าอีก กลับไปหาลานจอดยานต่อไป แต่บางทีหลังจากประสบการณ์ในการสมานอารมณ์กับร่างจำลอง คุณสป๊อคคงตอบคำถามข้อหนึ่งได้”
“อะไรล่ะ?” เคิร์กถาม
“มนุษย์ที่มาจากอีกปลายทางหนึ่งของการเดินทางด้วยระบบขนส่งวิญญาณเป็นอมตะหรือเปล่า?”
ทุกคนเงียบไปครู่ใหญ่
“ผมไม่รู้” สป๊อคพูดขึ้นในที่สุด “แต่ผมแนะนำคุณได้เพียงว่าถ้าใครบังคับให้ผมต้องตอบคำถามนี้ ผมจะหาทางทดสอบคำตอบของผมยังไง ดังนั้นจึงถือว่าคำถามข้อนี้ไม่มีความหมาย”
“ผมหวังว่าอย่างนั้นเหมือนกัน” แม็คคอยพูดอย่างใจสงบ “ยังไงก็ตาม ผมคิดว่ามันคงเป็นไปตามที่คุณบอก”
เคิร์กหวังว่าสป๊อคคงรู้คำตอบ แต่เขาสังเกตว่าเจ้าหน้าที่อันดับหนึ่งของเขามีท่าทางลังเลเล็กน้อย หรือเขาก็ตอบไม่ได้.