[MIE MISSION] - (7) Serkan Cole

posted on 16 Dec 2013 23:21 by eveba
[MIE MISSION] - (7)
 
เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของ
 
 

Mission 07

 

1

To Kill

ฆ่าซะ...

            เหนี่ยวไกซะ

 

การดับชีวิตง่ายกว่าการรักษาชีวิตเป็นล้านเท่า… 

            นั่นคือสิ่งที่ เซอร์กาน โคล เรียนรู้นับตั้งแต่วันแรกที่ได้ฆ่า

                วันนี้  ขณะนอนราบ  ปล่อยให้แดดร้อนเปรี้ยงย่างแผ่นหลังและเปลี่ยนปืนซุ่มยิงให้เป็นแท่งร้อนฉ่า  เขานึกถึงประสบการณ์คร่าชีวิตครั้งแรกของตน

                มดแมลงไม่นับ  เขาหมายถึงการฆ่าสิ่งมีชีวิตที่ใหญ่กว่านั้น

               

.

.

.

 

ความทรงจำวัยเด็กผุกร่อนไปตามกาล  เหลือเพียงบางส่วนที่ยังสมบูรณ์ชัด

                หนึ่งในนั้นคือความทรงจำเกี่ยวกับการฆ่า

                ความทรงจำเกี่ยวกับแมว

                เซอร์กานมักจะเจอแมวในห้องหนังสือ  แมวตัวเดิมทุกครั้ง  มันมีขนสีดำหนาดูดีเกินกว่าจะเป็นแมวจรจัด  และดวงตาสีเหลืองวาวดูฉลาดเฉลียวเกินกว่าจะเป็นสัตว์สี่เท้า

                เมื่อเขาเข้าใกล้  มันขู่ฟ่อ

                แน่ละ...มันไม่เชื่อง  ไม่มีใครรู้ว่ามันเข้ามาในบ้านได้อย่างไร  รู้เพียงว่ามันลอบเข้ามาเสมอ  บางครั้งเข้ามาลักอาหารจากครัว  บางครั้งเข้ามาพร้อมซากนกหรือหนูตาย  มันทำตัวเป็นเจ้าบ้าน  และเห็นได้ชัดว่ามันรู้จักซอกมุมในบ้านหลังนี้ดีกว่าลูกชายเจ้าของบ้านซึ่งนาน ๆ ครั้งจะมาพักเสียอีก

 

                เป็นที่รู้กันว่าเซอร์กานมีนิสัยอ่อนโยน  แต่เขาไม่ใช่คนรักสัตว์...

 

                เขาจำไม่ได้เสียแล้วว่าอะไรเป็นตัวกระตุ้น  แต่เขาจำวินาทีที่ตนจ้วงใบมีดทื่อของมีดเปิดซองจดหมายทะลุท้องแมวตัวนั้นได้  เขาจำเสียงร้องและอาการตะเกียกตะกายของมันได้  จำดวงตาเหลือกลานและกรงเล็บที่เหยียดยืดออกได้  และยังจำได้ด้วยว่าขณะนั้นเขารู้สึกพึงพอใจเพียงใด  ก่อนที่ความตื่นตระหนกจะโหมซัดเข้าใส่

                อาการทุรนทุรายของมันทำให้เขาหวาดกลัว

                อารามตกใจ  เขาพยายามจะจับตัวมัน  ต้องการพาไปหาคนรักษา  แต่การตะครุบตัวแมวคลุ้มคลั่งยากยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด  มันน่าจะกัดเขา  แต่เขาจำไม่ได้ว่าตนเองโดนกัด

                ท้ายที่สุด  เขาจับมันฟาดเข้ากับตู้หนังสือ  ฟาดแรงพอที่จะทำให้ลำคอบอบบางหัก  มันส่งเสียงครืดคราดอยู่พักหนึ่งก่อนจะแน่นิ่ง

                หัวใจของเขาเต้นกระหน่ำ

                เขาต้องใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อดึงมีดเปิดซองจดหมายออกจากท้องของมัน  และต้องใช้ความพยายามมากกว่าเดิมที่จะไม่อาเจียน  หลังเห็นว่าหัวด้านที่ตะแคงหงายของมันยุบผิดรูปผิดร่าง

                ความทรงจำเรื่องการจัดการซากพร่าเบลอ  เขาอาจไม่ได้ทำอะไรเลย  แต่เขาจำได้แม่นยำว่ายกมีดเปิดซองจดหมายให้เด็กชายคนหนึ่งไป...

               

                เขายกให้ไรอัน

                เด็กชายผู้มีลำคอบอบบางคล้ายแมว

.

.

.

 

เสียงปืนดังระรัวสะบั้นภาพจากอดีต

                ผู้ก่อการร้ายสองกลุ่มปะทะกัน  สาดกระสุนใส่กันไม่ยั้ง

                จากที่ซุ่ม...เซอร์กาน โคล  เอเจนต์รหัส 006 เหนี่ยวไก  ชายที่อยู่ในวงล้อมการ์ดล้มทรุด

                เป้าหมายหมดประโยชน์แล้ว  การปลิดชีพเป็นวิธีอันทรงประสิทธิภาพสูงสุด

                ภารกิจเสร็จสิ้น

                เมื่อเซอร์กานออกจากที่ซุ่ม  มุ่งหน้าไปยังจุดนัดหมาย  ตัวตนเทียมที่เขาใช้หลอกลวงผู้อื่นก็ตายตามไปด้วย  เขาใช้เวลาน้อยนิดปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์และปรับจูนตัวเองให้กลายเป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง

                ช่วงที่ยังเป็นมือใหม่...เขามักทุ่มเทให้บทบาทสมมติมากเกินไป  แต่ช่วงหลัง...เขาก็แค่ลอกมันทิ้ง  ลืมมันไปเหมือนถุงมือยางที่ผ่านการใช้งานแล้ว  มีไม่กี่บทบาทที่ทำให้เขาติดอกติดใจเสียจนทำเกินหน้าที่

                “ทำไมมีดเปิดจดหมายถึงไปอยู่ตรงนั้นนะ...”  เขาเอ่ยพึมพำ

                “ว่าอะไรนะครับ”  เจ้าหน้าที่ประสานงานฉงนฉงาย  เข้าใจว่าเขากำลังสื่อสารด้วยรหัสลับ

                “ไม่มีอะไร”  เขาตอบด้วยน้ำเสียงร่าเริง

 

            คราวนี้จะหิ้วอะไรไปฝากเอ็ม  เตอร์กิชดีไลท์สักกล่องก็ไม่เลว

 

 

 

2

To Live

 

เพื่ออิสรภาพ!

                เสียงกู่ร้องก่อนตายของเหล่านักรบยังก้องอยู่ในหู  แม้เวลาจะผ่านไปยาวนาน

                การละทิ้งทุกสิ่งแล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่ไม่ใช่เรื่องยาก  แต่การใช้ชีวิตใหม่นั้นต่างหากที่ยาก  อย่างน้อยก็สำหรับจาวิด  เขายังคงได้ยินเสียงปืนและได้กลิ่นคาวเลือด  แม้อยู่ในสถานที่ซึ่งห่างไกลจากทั้งสองสิ่งลิบลับ

                กลางดึก  เด็กหนุ่มชันตัวขึ้นจากเตียง  ย่องเงียบฝ่าความมืดราวกับแมว  เปิดประตูห้องนอนของเจ้าบ้านอย่างเงียบเชียบ  จรดฝีเท้าไปยังหัวเตียง  ยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง  ท่อนแขนเกร็งขึ้นราวจะทำอะไรบางอย่าง  แต่แล้วก็ถอนใจ

                “ผมรู้ว่าคุณตื่นอยู่”  เด็กหนุ่มเอ่ย  เย็นชา

                “หลับอยู่ต่างหาก”  ผู้อยู่บนเตียงตอบกลับ  หัวเราะเบา

                “งั้นหรือ  รู้งี้ผมน่าจะปาดคอคุณซะ”

                “อย่าทำเลย  ผ้าปูเตียงจะเลอะ  ซักยาก”  คราวนี้น้ำเสียงจริงจัง

                จาวิดมุ่นคิ้ว  เขวี้ยงมีดที่ซ่อนไว้เบื้องหลังลงพื้นอย่างไม่สบอารมณ์  “ถ้าซักยากนัก  ผมจะปลุกผีคุณขึ้นมาซัก  006!”

               

006 ... จาวิดเรียกอีกฝ่ายเช่นนั้นมาตลอด

            แม้ว่า 006 จะดึงเด็กหนุ่มออกมาจากนรกที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้านเกิดแสนงาม  แต่ใช่ว่าเขาอยากจะออกมาเอง  นั่นเป็นการบังคับขืนใจ  ดังนั้นไม่มีทางที่เขาจะรู้สึกต่อชายผู้นี้เช่นเดียวกับที่เคยรู้สึกต่อครู  ต่อให้อีกฝ่ายเป็นครูของครูก็ตาม

                ถ้ามีโอกาสเมื่อไร...ฉันจะฆ่าให้ตายไปเสียเลย  เด็กหนุ่มคิดเช่นนั้น  แต่ขณะเดียวกันก็รู้ว่าไม่มีทางทำได้  ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรที่การลอบเข้าหา 006 พร้อมอาวุธกลายเป็นกิจวัตรปกติธรรมดา  พอ ๆ กับการสวมกอดตามมารยาท

                “โรงเรียนเป็นไงบ้าง”  006 ถาม

                ทำอย่างกับเป็นผู้ปกครอง 

                “ก็เป็นอย่างเดิม”  จาวิดตอบ

                ความจริงแล้วเด็กหนุ่มมีโอกาสพบ 006 น้อยมาก  ที่แผ่นดินนี้  เขาใช้ชีวิตส่วนใหญ่กินนอนอยู่ในโรงเรียนพิเศษ  ถูกจับตามองโดยบรรดาผู้เชี่ยวชาญที่ทำท่าเหมือนเข้าอกเข้าใจ  แต่ความจริงแล้วไม่เข้าใจอะไรเลย  และจะออกจากโรงเรียนได้ก็ต่อเมื่อได้รับการยินยอมจากคนโน้นคนนี้มากมาย

                หากไม่นับการพบกันครั้งแรก  นี่เป็นครั้งที่ 3 ที่จาวิดได้อยู่กับ 006  2 ครั้งแรกนั้น 006 ขลุกอยู่บ้านกับเด็กหนุ่มทั้งวันเป็นเวลากว่า 1 สัปดาห์  ครั้งนี้ก็คงเป็นเช่นเดียวกัน

                006 ที่เด็กหนุ่มเห็นขณะนี้แตกต่างจาก 006 คนที่เขาเห็นครั้งแรก  เมื่อหนวดเคราครึ้มผ่านการโกนแต่งอย่างประณีต  และผมยาวได้รับการตัดเข้าทรง  ชายหนุ่มก็ดูเป็นคนเมืองเต็มร้อย  และถึงกับดูอ่อนโยนอยู่ในที  ไม่เหมือนกับ 006 คนที่แฝงตัวอยู่ในหมู่ผู้ก่อการร้าย

                ไม่เหมือนคนที่ฆ่าคนได้...

 

จาวิดนั่งลงบนเตียงของ 006 อย่างระแวดระวัง

                เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่มีปฏิกิริยา  เขาก็ทิ้งตัวลงนอนเหยียดข้างร่างใหญ่กว่าโดยแรง

                เขานอนนิ่งอยู่เช่นนั้นและรอคอย  เช่นเดียวกับคืนอื่น ๆ  เขารู้ว่าในไม่ช้าจะได้ยินเสียงแผ่วทุ้มบอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยสำเนียงภาษาถิ่นของเขาเอง

                นี่คือส่วนที่ครูของเขากับ 006 เหมือนกัน...

                ทั้งสองต่างก็เป็นนักเล่า...

                เพียงแต่เรื่องราวที่ 006 ถ่ายทอดนั้นกว้างกว่าครู  หรืออาจกล่าวได้ว่าไม่มีหัวข้อพิเศษเฉพาะ...สะเปะสะปะ  มีตั้งแต่นิทานโบราณโบร่ำ  เรื่องตลกใต้สะดือ  ชีวิตประจำวัน  ไปจนกระทั่งถึงบทกวี

                จาวิดพบว่าตนเองชอบถ้อยคำของ คาลิล ยิบราน

 

                It is the mind in us that yields to the laws made by us,

                but never the spirit in us.*

 

                ไม่แน่ว่าแท้จริงแล้ว  สิ่งที่ปลอบประโลมใจเด็กหนุ่มอาจไม่ใช่บทกวี  ไม่ใช่เนื้อหาของเรื่องราว  แต่เป็นภาษาที่คุ้นเคย

                ภาษาของแม่....ภาษาของแผ่นดินเกิด

 

006 เอ่ยถึงแทบทุกเรื่องบนโลก  ยกเว้นเรื่องบ้านเกิดของจาวิด

            “ถ้าเธออยากกลับไป  ฉันไม่ห้าม  แต่เธอจะต้องเป็นผู้ใหญ่ก่อน”  เขาบอกเด็กหนุ่มเช่นนั้น  “เธอจะได้รู้ทุกเรื่องเมื่อพร้อมจะรู้  คิดเสียว่านี่คือช่วงเวลาหยุดพัก”

                “ผมไม่ต้องการหยุดพัก!”

                “ตัวหนอนยังต้องพักในดักแด้เพื่อกลายเป็นผีเสื้อเลย”

                “ผมไม่ใช่หนอนผีเสื้อ  แล้วผมก็ไม่ได้เลือกมาที่นี่ด้วยตัวเอง  คุณบังคับพาผมมาต่างหาก”

                “อ้าว  ฉันอุตส่าห์ตัดสินใจแทนเธอ  เธอจะได้ไม่ต้องเสียใจกับการตัดสินใจแบบเด็ก ๆ ของตัวเองทีหลัง”  006 ทวงบุญทวงคุณด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม  “สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าผู้ใหญ่หายใจอยู่บนโลกเพื่อการนี้แหละ”

                “คุณไม่มีความเป็นผู้ใหญ่เลยสักนิด”  เด็กหนุ่มพูดเสียงต่ำ  รู้สึกเหมือนถูกชวนทะเลาะ...ซึ่งก็คงจริงตามนั้น  “คุณยังรีดเสื้อเองไม่เป็นด้วยซ้ำ”

                ...นี่ก็น่าจะจริงอีกเหมือนกัน

                006 ยกสองมือยอมแพ้

               

ในบางแง่  จาวิดทำให้ 006 นึกถึงไรอัน

            ไรอัน...เด็กชายฝีปากกล้า  1 ในความทรงจำจากวัยเด็กของเซอร์กาน โคล 

                006 หลุดปากเรื่องนี้ออกมาเอง

                ไม่ใช่ว่าเด็กทั้งสองเหมือนกัน  แต่บางอย่างในตัวจาวิดทำให้เซ