[MIE] Fiction: In the Arms of Shaitan (2/2)

posted on 23 Jan 2013 18:37 by eveba
เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของ
 
 
 
- ฟิคนี้เป็นส่วนขยายภารกิจสุดท้ายของ เซอร์กาน โคล (006)
- เพื่อความกระจ่างยิ่งขึ้น  โปรดอ่านประวัติ เซอร์กาน โคล ที่นี่ >>>Link<<< ก่อนอ่านฟิค
- เหตุการณ์เกิดขึ้น ณ จักรวาล MIE ซึ่งเป็นเพียงโลกเสมือนในจินตนาการ (ไม่เข้าใจโปรดคิดถึงจักรวาล Marvel กับจักรวาล DC --- Foot in mouth)  ตัวละคร ประเทศ ความเชื่อ  และกลุ่มองค์กรต่าง ๆ ไม่มีอยู่จริง, สรุปสั้น ๆ ว่าโม้หมดเลย
- มีการอ้างอิงคำศัพท์และข้อมูลบางส่วนจากโลกจริง  เพื่อให้ได้อรรถรส(หรือจะดับอรรถรส orz)ในการอ่านเท่านั้น  บางส่วนเหมือนจะจริงแต่อาจไม่จริงก็เป็นได้  โปรดใช้วิจารณญาณ  ห้ามไว้ใจผู้เขียนโดยเด็ดขาด
 
 
 
 

In the Arms of Shaitan

 Part 1/2

Part 2/2

 

-0-

มุญาฮิดีน

Mujahidin

 

อิสรภาพ...

                เพราะอิสรภาพถูกช่วงชิง  จึงต้องลุกขึ้นสู้

            ผู้ใดต่อสู้เพื่ออิสรภาพ  ผู้นั้นได้รับการขนานนามมุญาฮิด 

            มุญาฮิด  ตามความหมายแห่งคำคือผู้ต่อสู้ดิ้นรน...คือนักรบเพื่ออิสรภาพ

 

มุญาฮิดีน...คือกลุ่มนักรบเพื่ออิสรภาพ

            เป็นนักรบผู้พร้อมพลีชีพ  ไม่หวั่นเกรงภัย

                เป็นนักรบผู้ภักดีต่ออำนาจยิ่งใหญ่เพียงหนึ่งเดียว

                พระผู้เป็นเจ้า

           

.

.

.

 

แต่ทุกวันนี้  ในโลกที่โสมมใบนี้

ความงดงามของคำ มุญาฮิดีน ถูกย่ำยีแปดเปื้อน

นามศักดิ์สิทธิ์ของพระเป็นเจ้า  ยิ่งถูกฉุดลงมาให้แปดเปื้อนยิ่งกว่า

 

.

.

.

 

 

-1-

คืนแรก

Confession

 

“แด่พระเจ้า!

            ผู้ก่อการร้าย...มุญาฮิดีน...ตะโกน  ขณะพุ่งเข้าหาศัตรูพร้อมระเบิดในรถ

                เสียงระเบิดดังสนั่น

                .

                .

                .

                เศษมนุษย์ปลิวกระจาย

               

.

.

.

 

บ้านเรือนถูกถล่มด้วยอาวุธสงคราม

            อาคารสีซีดยับเยิน  ปอกเปิก  คล้ายกล่องกระดาษแข็งที่ถูกฉีกด้วยมือเด็กซน

                เมืองที่เคยคึกคักกลายเป็นเมืองร้าง

                จาวิดเดินเคียงครูร่างสูงของเขา  มือกร้านยังแตะอยู่ที่ปืน  เตรียมพร้อม  สองตากราดไปตามซอกมุมที่เต็มไปด้วยศพ  เด็กชายรั้งสายตากลับมามองครูเมื่อมือของอีกฝ่ายวางลงบนไหล่  ไม่ไกลนัก  กลุ่มผู้ก่อการร้ายปรากฏตัวจากซากปรักหักพัง  ที่ไหล่ของแต่ละคนคาดผ้าเขียนข้อความ...

                อัล ญิฮาด 

            ฟี ซาบิลลิลลอฮฺ...เพื่อพระเจ้า

            แต่วลีที่แสดงถึงความศรัทธาต่อพระเจ้า  ปัจจุบันกลับกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งสงคราม  เมื่อใดที่ถูกนำมาใช้  เมื่อนั้น...จะไม่มีการยินยอมต่อข้อตกลงใด ๆ  มีเพียงเลือดและความตายเท่านั้น

               

โจนส์ถูกผลักล้มคะมำ

                ตัวประกันชาวอเมริกันแทบไม่มีแรงลุก  ขณะแหงนหน้า  ชายที่น่าสงสารหรี่ตาจนแทบจะเหลือเส้นเดียว  ทั้งที่เบื้องหน้าเขามีเพียงแสงจันทร์นวลนุ่ม

                คืนนี้คือคืนแรก  นับจากที่เขาถูกตัดสินให้ตาย

                อีกสองคืน  ภาพความตายของเขาจะถูกถ่ายทอดสดไปทั่วโลก  แทรกสัญญาณถ่ายทอดการประชุมเพื่อสันติภาพโลก  ทุกคน...ไม่ว่าอยู่ที่ไหน...จะได้เห็นความตายของเขา

                มันคือคำขู่  คำเตือน  และคำเย้ยหยันของผู้ก่อการร้ายต่อสหรัฐอเมริกาโดยตรง

                แน่ละ  มันจะสร้างความหวาดกลัวไปทั่วโลก

                กลุ่มก่อการร้ายคิดว่าความหวาดกลัวจะก่อให้เกิดสันติภาพ

                ...โจนส์ไม่คิดอย่างนั้น

                เขาพยายามลุกแต่ก็ล้มลงอีก  เด็กชายที่ครั้งหนึ่งเคยถ่มน้ำลายรดเขาก้าวตรงเข้ามา  กระชากร่างผอมแห้งของเขาขึ้นจากพื้น  กล่าวด้วยน้ำเสียงเสียดเย้ย

                “ขอสันติภาพบังเกิดแก่คุณ...คุณโจนส์”

 

ความตายของโจนส์ต้องมาตรงเวลา  เร็วไม่ได้  ช้าไม่ได้

                ดังนั้น  เขาจึงถูกพาตัวออกจากที่คุมขังเดิม  ไปยังฐานของกลุ่มก่อการร้ายซึ่งลึกลับกว่า...ปลอดภัยกว่า

                ผู้ก่อการร้ายร่างสูงที่ช่วยประคองเขาขึ้นรถกระซิบบอก  ทุกอย่างกำลังจะจบ 

                เขาได้แต่หัวเราะขื่น

                เมื่อถึงที่หมาย  เขาคาดว่าจะถูกจับยัดเข้าห้องขังสกปรก  แต่สิ่งที่รออยู่กลับเป็นห้องสี่เหลี่ยมสว่างไสวที่มีเตียงและฟูกพร้อมใช้งาน

                กลุ่มผู้ก่อการร้ายกลับไปกับรถคันเดิม  เหลือเพียงสองคนที่รั้งอยู่

                คนหนึ่งคือผู้ก่อการร้ายที่ประคองเขา  อีกคนคือผู้ก่อการร้ายรุ่นเยาว์ที่พูดภาษาอังกฤษได้

                เขาจำชื่อคนหลังได้...

                จาวิด

 

.

.

.

 

“ท่านต้องมีชีวิตอยู่  จนกว่าจะถึงเวลา”

            ใกล้สาง  ผู้ก่อการร้ายร่างสูงเข้ามาให้ยาและเอ่ยกับโจนส์เป็นภาษาอังกฤษ...ภาษาที่นุ่มหูที่สุดสำหรับเขา

                เขาปรือตามองอีกฝ่าย

                “นาย...”

                โจนส์เพิ่งสังเกตเป็นครั้งแรกว่าตาของอีกฝ่ายเป็นสีเขียว  มันโดดเด่นอยู่ท่ามกลางวงหน้าที่โดนแดดเผาเป็นสีน้ำตาลอ่อน  ภาพน้ำทะเล  ชายหาด  และรอยยิ้มของลูก ๆ กระเพื่อมโผล่ขึ้นในใจ  เขาหัวเราะแห้งโหย

                อีกเดี๋ยวก็ตายแล้ว 

                เชื่อกันว่าเวลาในโลกหลังความตายเร็วกว่าโลกใบนี้  อีกไม่นานคงได้พบกัน

                “ทำไม...ต้อง...”  เขาเค้นเสียงพูดกระท่อนกระแท่น  ตอนนี้ไม่มีแม้แรงจะตาย  “...มีชีวิต...”

                “เพื่อประเทศของท่าน  และเพื่อประเทศของผมด้วย”  เสียงตอบอ่อนโยนยิ่ง

                โจนส์น้ำตารื้น  ไม่มีเหตุผลใดนอกจากน้ำเสียงนั้นชวนให้คิดถึงบ้าน  บ้านซึ่งเขาไม่มีวันได้กลับ  เขายึดแขนผู้ก่อการร้ายหนุ่มไว้  กำแน่นเท่าที่แรงจะมี...

                “เพื่อประเทศ...ให้ฉันตายตอนนี้เถอะ...”

                “ไม่ได้ครับ  ผมได้รับคำสั่งให้มาคุ้มครองชีวิตท่าน”

                เมื่อได้ฟัง ตัวประกันผู้ผ่ายผอมขดตัวกับเตียง  แต่ยังไม่ปล่อยมือ  เขาขดม้วนราวกับเจ็บปวดและส่งเสียงร่ำไห้  แต่ไม่นานนักก็เงียบลง

                ผู้ก่อการร้ายยังคงมอง  แววตาอ่อนโยนไม่ผิดจากน้ำเสียง

                “ท่านต้องมีชีวิตอยู่  จนกว่าเราจะได้รับสัญญาณ&rdqu