[MIE] Fiction: In the Arms of Shaitan (1/2)

posted on 04 Jan 2013 18:51 by eveba in Fiction
เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของ
 

- ฟิคนี้เป็นส่วนขยายภารกิจสุดท้ายของ เซอร์กาน โคล (006)
- เพื่อความกระจ่างยิ่งขึ้น  โปรดอ่านประวัติ เซอร์กาน โคล ที่นี่ >>>Link<<< ก่อนอ่านฟิค
- เหตุการณ์เกิดขึ้น ณ จักรวาล MIE ซึ่งเป็นเพียงโลกเสมือนในจินตนาการ (ไม่เข้าใจโปรดคิดถึงจักรวาล Marvel กับจักรวาล DC --- Foot in mouth)  ตัวละคร ประเทศ และกลุ่มองค์กรต่าง ๆ ไม่มีอยู่จริง, สรุปสั้น ๆ ว่าโม้หมดเลย

(*จิ้มนิ้วเขี่ยดิน* ค...ความจริงง่า Undecided...ฟิคนี้เนี่ย...เกิดจากความเข้าใจผิด คิดว่าส่วน Writing Sample ในแบบฟอร์มสมัคร  หมายถึงให้เขียนฟิคเป็นตัวอย่างให้ทางคอมมู.พิจารณา *ซับน้ำตาแห่งความเปิ่น* เขียนไปแล้วหลายดราฟท์เพิ่งรู้ตัว)
 

In the Arms of Shaitan

Part 1/2

-0-

Terrorists


ผู้ก่อการร้าย  ไม่ได้เรียกตนเองว่าผู้ก่อการร้าย

            ในมุมมองของพวกเขา  สิ่งที่ทำไม่ใช่การก่อการร้าย  แต่เป็นการก่อสันติภาพ

                เป็นการต่อสู้เพื่อครอบครัว  เพื่อพี่น้อง

                เป็นการตอบโต้แบบตาต่อตา  ฟันต่อฟัน

                เป็นการดิ้นรนของผู้ไร้ซึ่งความหวัง...ของผู้ถูกรุกราน...ของผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรม

                สำหรับพวกเขา  นี่คือญิฮาด  ไม่มีหนทางอื่นใดอีกแล้ว

.

.

.

 

-1-

Eye for an Eye

 

ถ้อยแถลงของหัวหอกกลุ่มก่อการร้ายก้องกังวาน

            คาวเลือดและไอแค้นคลุ้งคั่ง  คราบเลือดบนหน้าผู้แถลงยังสดใหม่  มันกระเซ็นสู่ฟ้าเมื่อเขาสะบัดศีรษะ  ตะโกนปลุกเร้าสมาชิก

                ทหารอเมริกัน 5 นายถูกจับมัดติดเก้าอี้  เรียงเป็นแถวประจันหน้ากับกล้องถ่ายทอดสด

                ไม่มีการปิดบังโฉมหน้า

                เพชฌฆาตจ้องตาอเมริกันชนดวงกุด...ตาต่อตา

                ชีวิตต่อชีวิต

 

ล่ามแปลสารด้วยอาการสงบ

            กลุ่มผู้ก่อการร้ายไม่ต้องการต่อรอง  แต่ต้องการล้างแค้น  ทุกคนพร้อมตายในการต่อสู้

                พวกเขายอมรับว่าเหตุระเบิดฆ่าตัวตายเมื่อสองวันก่อนเป็นฝีมือของกลุ่ม  และยอมรับอีกว่าอยู่เบื้องหลังการก่อวินาศกรรมเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

                เลือดจากคอทหารนายแรกหยุดแล้ว  ชีวิตหลุดจากร่างไปนานแล้ว  ทหารนายต่อไปหลับตาแน่น  รอรับความตาย

                ภาวนาต่อพระไครสต์  ขอให้ความตายมาเยือนในเวลาไม่นาน

 

.

.

.

 

อีกมุมหนึ่งของแผ่นดินเดียวกัน...

            ประชาชนวิ่งเตลิด  เสียงปืนระรัวผสานเสียงร้องโหยหวน

                ทหารของรัฐสนับสนุนทหารต่างชาติ  ผู้บริสุทธิ์ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้าย

                เด็กหญิงชาวพื้นเมืองวิ่งฝ่ากระสุนจากมุมหนึ่งของตึก  ตรงไปยังซากปรักหักพังที่น้องชายแอบซ่อนอยู่  ไอแดดร้อนฉ่าแผดเผาผิวกาย สองเท้าถูกทิ่มตำด้วยเศษอิฐปูน

                ในชั่วขณะเป็นตาย  เธอนึกออกเพียงคำเดียว  คำนั้นคือนามของพระเป็นเจ้า

                ขอพระองค์โปรดคุ้มครองน้องของเธอด้วย

 

เสียงปืนดังสนั่น

            เด็กหญิงวิ่งไม่ถึงจุดหมาย  ร่างผอมล้มคว่ำ  มันสมองสาดกระจาย

                ทหารต่างชาติเหยียบย่ำข้ามศพเธอ  กราดยิงต่อเนื่อง

                เด็กชายเบิกตากว้าง  มองเห็นทุกเหตุการณ์จากที่ซ่อน  เขาเบียดตัวลึกเข้าไปในแผ่นซากผุพัง  ปรารถนาจะละลายเป็นหนึ่งเดียวกับมัน

 

เสียงปืนดังขึ้นอีก

            เด็กชายผงะหงายหลัง  เลือดสาดชุ่มดิน

 

.

.

.

 

ดินแดงด้วยเลือด

            ทหารทั้งห้านายถูกปาดคอ  หัวแอ่นพับไปด้านหลัง  คล้ายซากไก่รอถูกชำแหละกิน

                มีดยังอยู่ในมือเพชฌฆาต

                ตาต่อตา  ฟันต่อฟัน

                ชีวิตต่อชีวิต

 

.

.

.

 

-2-

The Innocent

 

“รู้ไหมครู...พวกมันเปลี่ยนมัสยิดเป็นโรงเลี้ยงหมู”

            เด็กชายหย่อนร่างกร้านเกร็งลงเบื้องหน้าชายที่กำลังนั่งหลับตา  จัดแจงปลดปืนจากไหล่มาพาดตัก  ลงมือทำความสะอาด

                “เธอเห็นด้วยตาตัวเองหรือ  จาวิด”  อีกฝ่ายปรือตามอง

                “ครูชอบถามอย่างนี้เรื่อย”  เด็กชายแค่นหัวเราะ  เดาะลิ้น  “ใครเขาก็พูดกัน”

                “เป็นอันว่าไม่เห็น”

                “โธ่  ครู...ใครจะมาโกหก”  เด็กชายชักหงุดหงิด  “ทำไมเชื่ออะไรยากจริง”

                “อย่าว่าแต่ฉัน”  ผู้ถูกเรียกเป็นครูยิ้มจาง  “เธอเรียกฉันว่าครูแท้ ๆ  แต่เธอเองก็ไม่เคยเชื่อฉัน”

                “ขืนเชื่อครู  ผมก็ตายไปเจ็ดแปดรอบแล้วละสิ”  คนถูกว่ายังต่อปากต่อคำ

                “วันนี้ฆ่าไปเท่าไหร่ล่ะ”  คำถามเรียบ  แต่คนฟังสะดุด

                เด็กชายนิ่งไปพักหนึ่ง  ยักไหล่  เขาจำท่านี้จากในหนัง  “ห้ามั้ง  ไม่ก็เจ็ด”

                “บาปนะ...”

                “ครูมั่วแล้ว  บาปที่ไหน”  เขาหัวเราะ  “ไม่บาปหรอก  มีใครบ้างงอมือไม่ฆ่าศัตรู  ไม่ฆ่าซิบาป !”

                “...”

                “ใครก็ฆ่าทั้งนั้น  ครูก็ฆ่า”

                คำพูดของเด็กชายสะท้อนในสิ่งปลูกสร้างชั่วคราวอันคับแคบ  ยามติดอาวุธชะโงกหน้ามองผ่านช่องประตู  แล้วเดินเลยไปเงียบ ๆ

                ลมพัดเมฆ  แสงแดดเปลี่ยนทิศ  ลำแดดเรียวยาวตัดผ่านระหว่างคู่สนทนาต่างวัย  เวลานี้...ค่ายผู้ก่อการร้ายเงียบสงัด  เหล่านักรบฉกรรจ์นอนกลิ้งจากฤทธิ์ยาเสพติด  นี่คือช่วงพักผ่อนหลังได้รับชัยชนะ

                “ตอนเจรจากับกลุ่มไอ้โกฟี  หัวหน้ามันหงายหลังตกผาไปเองเสียเมื่อไหร่  มือยังถือระเบิดอยู่เลย”

                จาวิดชันเข่าขึ้น  ตั้งท่าประทับปืน  ขนาดของปืนสงครามขัดกับขนาดตัวอย่างน่าขัน  แต่คงไม่มีใครขำออกเมื่อถูกยิง  เด็กชายเหยียดมุมปาก  สอดนิ้วลูบไก

                “ครูซุ่มยิงมัน...จากข้างบน”  เขาพูดต่อโดยไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายสอดคำ  “อาฮะ  อย่านะครู  ไม่ต้องถาม”

                ทั้งสองสบตากันนิ่ง  ก่อนเด็กชายจะเปิดปากอีกครั้งอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า

                “ผมเห็นกับตา”

               

จาวิดเห็นกับตา...

            ยามเมื่อทหารบุกเข้ามาในหมู่บ้าน  ไล่ฆ่าคน  ฆ่าพ่อแม่  ฆ่าพี่น้อง

                เขาเห็นกับตา

                แต่รอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์

                ไม่มีใครสังเกตเห็นเด็กชายที่ขดตัวอยู่ใต้ชั้นล้างจาน  เยี่ยวราดนองพื้น

                ไม่มีใครสังเกตเห็นเลย

                เด็กชายขดอยู่ในท่านั้น  ไม่รู้วันคืน  จนกระทั่งกลุ่มก่อการร้ายเข้ามาในหมู่บ้าน  เวลานั้น  ทั้งหมู่บ้านเต็มไปด้วยศพเน่าอืด  แต่เด็กชายยังไม่ตาย

                กลุ่มก่อการร้ายเรียกตนเองว่า  กลุ่มผู้ต่อสู้เพื่ออิสรภาพ  ทุกคนในกลุ่มถือเป็นพี่น้อง

                พวกเขาอ้าแขนรับเด็กชายเข้ามาเป็นหนึ่งในครอบครัว  สอนให้เด็กชายสู้  สอนให้เด็กชายฆ่า  เปลี่ยนเขาจากลูกแกะให้กลายเป็นนักรบ

                เขากลายเป็นผู้ฆ่า

                จนถึงวันนี้  เขายังคงรอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์  ราวกับพระเจ้าได้ประทานพรในการมีชีวิตมาให้เขาโดยเฉพาะ

 

.

.

.

 

“มนุษย์ทุกคนเป็นพี่น้องกัน”

            จาวิดฟังคำอีกฝ่าย  ช้อนตามองฟ้า

                บนฟ้า  ดวงจันทร์สีนวลลอยเด่น  สาดแสงอ่อนโยนลงบนผืนดินเผือดซีดเหมือนผิวคนตาย  พื้นที่นอกค่ายว่างโล่ง  ไม่มีอะไรเคลื่อนไหวในระยะสายตา

                หนึ่งเด็กหนึ่งผู้ใหญ่นั่งเคียงกัน  หลังพิงกำแพงเย็นเยือก

                “เมื่อไรที่เธอฆ่าพี่น้องของเธอได้โดยไม่รู้สึกอะไร  เมื่อนั้นเธอจะสูญเสียความเป็นมนุษย์”

                “งั้นผมก็เสียมันไปนานแล้วแหละ”  เด็กชายว่า

                “เธอน่ะหรือ  ไม่หรอก”  ครูยิ้มละไม

                คืนนี้  จาวิดเป็นเวรเฝ้าค่าย  เขาขอกึ่งบังคับให้ครูออกมานั่งด้วย

                เขาเรียก ‘ครู’ ว่าครู  แต่ความจริงครูคือล่ามของกลุ่ม  ครูพูดได้หลายภาษา  รวมทั้งภาษาถิ่นซึ่งเป็นภาษาเดียวที่เด็กชายพูดได้  ครูสอนให้เขารู้จักภาษาอื่น  ทั้งภาษาประจำชาติ  ภาษาอาหรับ  และภาษาของศัตรู  สอนทั้งพูดและอ่าน  แม้ว่าเขาจะไม่สนใจเรียนรู้ทั้งสองทางก็ตาม

                บางครั้ง  ครูสอนผ่านการเล่าเรื่อง  แต่เรื่องเล่าของครูมักมีส่วนแตกต่างจากเรื่องเล่าที่เขาเคยฟังมา

                บางครั้ง  เรื่องเล่าเกี่ยวพันกับคำสอน

                คำสอนขัดแย้งกัน

                อ่านเอาซิ  ครูจะพูดอย่างนั้นเมื่อเขาแย้ง  แต่ผมอ่านไม่ออก  เขามักเถียง  ทำไมครูไม่บอกเสียเลยว่าอะไรกันแน่ที่ถูกต้อง  คำสอนใดกันแน่ที่จารไว้ในคัมภีร์  แบบนั้นง่ายกว่าไม่ใช่หรือ

                ครูไม่เคยทำอย่างนั้น

                “ครูจะมารู้ใจผมได้ยังไง”  จาวิดชักสีหน้า  มองตาครู

                ใต้แสงจันทร์  ดวงตาของครูแป