[BT] Akom: 000 (ส่งท้าย)
posted on 27 Sep 2009 18:55 by eveba in Blodwenเอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของ
ต่อจาก
อาคม: 000 (ส่งท้าย - จบ)
รวินทร์ไม่แน่ใจว่าตนเองผ่านเหตุการณ์ในคืนนั้นมาได้อย่างไร
ขณะนี้ หญิงสาวเดินอยู่บนถนนซึ่งคลาคล่ำไปด้วยผู้คน แดดแผดเปรี้ยงลงกลางหัว ละไอร้อนจากถนนกรุ่นจนพาลให้นึกไปว่าเท้าของเด็กขายพวงมาลัยข้างหน้าอาจสุกไปแล้วโดยที่เจ้าของไม่รู้ตัว
ญาติผู้หวังดีประคองเธอเดินข้ามถนน ตรงไปยังอาคารหลังที่เธอได้พบชายชื่ออาคม หากไปเล่าให้คนอื่นฟังคงไม่มีใครเชื่อ ดังนั้นเธอจึงเลือกเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ญาติผู้เชื่อเรื่องลี้ลับผู้นี้ฟังเพียงคนเดียว
“หนูวินโชคดี ดวงแข็ง” เธอกล่าว แม้อยู่ในวัยกลางคน แต่เธอก็ยังดูเหมือนสาวๆ
“ค่ะ” เป็นครั้งแรกที่รวินทร์ดีใจที่มีหญิงผู้นี้เป็นญาติ นอกจาก ‘ป้ารตี’ แล้ว จะมีใครอีกที่เชื่อเธอ
“เรื่องเครื่องรางที่หายน่ะช่างมันเถอะ ป้าหาเอาใหม่ได้ ชีวิตหนูสิสำคัญที่สุด” คำพูดของป้าแท้ๆ ทำให้หัวใจของเธอชุ่มชื่นขึ้น ทั้งที่ตลอดมา เธอเคยมองว่าป้า ‘แปลกๆ’ จนไม่อยากใกล้ชิดด้วย
“แล้วเรื่องงานจะเอายังไงลูก?” คำว่าลูกหลุดจากปากหญิงสูงวัยกว่าอย่างอ่อนโยน มันส่งความอบอุ่นผ่านไปถึงหัวใจของหญิงสาว
รวินทร์ส่ายหน้า เธอเลือกลาออกจากตำแหน่งงานที่เพิ่งได้มาใหม่หมาด
“งานที่โกงคนอื่นจนได้มา หนูไม่อยากทำหรอกค่ะ” หญิงสาวกล่าว
เรื่องนี้เป็นความหวังดีของพ่อและแม่เธอโดยแท้ เมื่อรู้ว่าลูกสาวคนเดียวลงสอบชิงตำแหน่งก็แอบยัดเงินล็อค หวังให้ลูกสาวดีใจที่ได้งานในฝัน
...คนที่ควรจะได้ตำแหน่งถูกประกาศตัดสิทธิ์ไปเสียเฉยๆ
ใครจะนึก ความแค้นที่รุนแรงบวกอารมณ์ชั่ววูบ ทำให้ฝ่ายถูกโกงหันไปพึ่งไสยศาสตร์...ถูกหมอผีขูดรีดเงินทอง ครอบครัวกดดัน และได้เลือกการฆ่าตัวตายเป็นทางออกสุดท้าย ซ้ำร้ายวิญญาณแค้นวนเวียนไม่ยอมไปไหน
“เค้ายังแค้นหนูนะคะป้า” รวินทร์กล่าว เธอติดออกเสียงเขาเป็น ‘เค้า’ แถมเค้าในที่นี้ยังหมายถึง ‘เธอ’ อีกต่างหาก
“มันไม่ใช่ความผิดของหนู” รตีปลอบหลานสาว
รวินทร์ส่ายหน้า ผ่านไปหลายสัปดาห์ แต่สายตาเคียดแค้นที่เธอเห็นในค่ำคืนนั้นยังคงหลอกหลอน แม้ว่าชายชื่ออาคมจะยืนยันหนักแน่น...จากนี้ ยังไง ‘เค้า’ ก็มายุ่งเกี่ยวไม่ได้อีก ข้ามภพแล้ว
...ถึงดวงตาเปี่ยมแววอาฆาตคู่นั้นจะจางหายไปต่อหน้าต่อตา แต่ภาพก็ยังตรึงอยู่ในหัว...
รวินทร์สยิวกายเมื่อนึกย้อนไปถึงคืนนั้น คืนที่เธอได้เผชิญหน้ากับวิญญาณแค้นของหญิงสาวซึ่งเลือกการเผาตัวตายเป็นทางออก สุดท้ายก็ไม่สามารถ ‘คุย’ กันได้ สุดท้ายก็ไม่ยกโทษให้กัน บางที...สัญญาความแค้นนี้อาจส่งผลไปถึงชาติภพหน้า...หากมันมีอยู่จริง
เมื่อตอนทำบุญตามไปให้ หญิงสาวอธิษฐานจากใจ หากจะมาเกิด ขอให้มาเกิดเป็นลูกเธอ...จะชดใช้ให้
อย่าแค้นกันเลย
คลินิกยังไม่เปิด จะเปิดเฉพาะเวลาเย็น
รวินทร์ล้วงกระเป๋า แตะสายประคำที่นอนสงบนิ่งอยู่ในนั้น ขณะสาวเท้าตรงไปยังคลินิกใต้อาคาร
ป้ารตีแยกไปนั่งดื่มชารอที่ร้านกาโตว์ เฮ้าส์ เมื่อหลานสาวบอก...ไม่แน่ใจว่าธุระจะเสร็จเมื่อไร
ถ้าเป็นไปได้ รวินทร์ก็ไม่อยากย่างเท้ามาแถวนี้อีก แต่เพราะรับปากเอาไว้...
อาคมไม่ได้เรียกค่าตอบแทนเป็นเงิน แต่ให้จ่ายเป็นการกระทำ
จะว่าไปมันก็เป็นคำของ่ายๆ
คนขอย้ำชัด ระบุวัน วานหญิงสาวเอาประคำเส้นนี้มาให้ลุงแย้ม...ชายที่แนะนำให้เธอมาพบเขา เนื่องจากตัวเขาไม่สามารถมาพบด้วยตนเองได้ และไม่ปรารถนามาพบด้วย
เขาว่า หากพบหน้าแล้ว...กลัวใจตัวเอง
รวินทร์พลิกข้อมือ มองนาฬิกา เหลียวซ้ายแลขวา ยังไม่เห็นลุงแย้ม เธอก้มลงหยิบหนังสือพ็อคเก็ตบุคส์ในกระเป๋าออกมายืนอ่านฆ่าเวลา หนังสือเล่มนั้นว่าด้วยชีวิตและผลงานของศิลปินแนวเซอร์เรียลลิสต์ท่านหนึ่ง เธอซื้อมาเพราะชอบใจภาพวาดนาฬิกานิ่มย้วยบนหน้าปก
เวลาผ่านไป
รวินทร์เงยหน้าจากหนังสือเป็นระยะ
“สวัสดีครับ ไปหาท่านแล้วใช่ไหม?”
เสียงทักในระยะประชิดทำเอาหนังสือแทบกระเด็นหลุดจากมือหญิงสาว เธอรีบยกมือไหว้คนทัก ลุงแย้มเดินมายืนข้างๆ ตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้
“เขาวานให้หนูเอานี่มาให้ค่ะ” หญิงสาวควานกระเป๋า หยิบประคำออกมา ลูกประคำสีดำมันวาวเหมือนโลหะนั้นเย็นฉ่ำอยู่ในอุ้งมือ เธอนึกถึงคำพูดเจ้าของ
ไม่ใช่เหล็กไหลหรอกนะ เฮมาไทต์ธรรมดานี่ละ ลุงแย้มแกขอไว้นานแล้ว ให้หาซื้อเองก็ไม่เอา จะเอาของผมให้ได้ ผมก็ดันผ่าไปบอกแกว่าตายแล้วค่อยว่ากัน แกเลิกขอเลย...ผมมันใจร้ายชะมัด ว่าไหม?
ว่าตัวเองก็ได้ด้วย คนอะไร
“ท่านฝากมาหรือครับ? ...อย่างนั้นเองหรือ” ลุงแย้มเอ่ย รอยยิ้มกึ่งยินดีกึ่งเศร้าถูกจุดขึ้นบนใบหน้า “เสียดาย ไม่มีโอกาสไปส่งท่านเสียแล้ว”
รวินทร์จำได้ว่าลุงแย้มเคยบอกเรื่องการเดินทางไปต่างประเทศของอาคม และยังจำได้ด้วยว่าลุงแย้มศรัทธาเขามาก ขนาดโดนเปิดโปงว่าหลอกลวงแล้วก็ยังไม่สั่นคลอน พูดถึงหลอกลวง...หญิงสาวรู้สึกตะขิดตะขวงใจขึ้นมา
หลอกลวงหรือ? รวินทร์ตกลงใจว่าจะต้องหาคลิปบันทึกรายการนั่นมาดูให้ได้
“ท่านอยากไปตั้งนานแล้วละครับ แต่ไปไม่ได้ คนเดือดร้อนมาพึ่งกันเยอะ ก็ปากต่อปากนั่นละ แก้ให้คนนั้นได้ คนนู้นคนนี้ก็ตามมา จะปฏิเสธก็ลำบาก” ลุงแย้มพูดไปยิ้มไป “ท่านเป็นคนมีน้ำใจ ปากร้ายไปอย่างนั้นแหละ ใครมาหาก็ช่วยหมด”
“ค่ะ เขาก็ช่วยฉ..หนู...เหมือนกัน” รวินทร์เออออ
“ผมเห็นของผมมาตั้งแต่เล็ก เคยเป็นคนสวนบ้านท่าน เล็กๆ ท่านชอบหนีออกจากบ้านตอนดึกๆ ดื่นๆ คุณเชื่อไหม? เด็กตัวกะเปี๊ยกเดียว...ชอบหนีไปนั่งสมาธิในสวนเรื่อย ผมนี่แหละเป็นคนเอาก้านมะยมวิ่งไล่กลับเข้าบ้านเสียทุกที ป่านนี้ตัวท่านคงจำไม่ได้แล้ว” สีหน้าปลาบปลื้มส่งให้รู้ชัดว่าลุงแย้มแกรักของแกจริง
“ค่ะ” รวินทร์นึกหน้าคนถูกพูดถึงแล้วอดไม่ได้ ต้องหัวเราะคิก
“ขอโทษด้วย แก่แล้วก็อย่างนี้ นึกถึงแต่อดีตน่ะครับ”
“อะไรกัน ยังไม่แก่หรอกค่ะ” รวินทร์รีบพูด อีกฝ่ายน่าจะอายุมากกว่าคุณพ่อของเธอไม่กี่ปี
...ความรู้สึกตงิดๆ เรื่องการ ‘ถูกเปิดโปง’ ของอาคมยังบินว่อนอยู่ในใจ
“รายการนั้นผมเป็นคนติดต่อไปเองล่ะครับ” จู่ๆ ลุงแย้มก็พูดขึ้น วิธียิ้มของเขาชวนให้หญิงสาวนึกถึงคนที่ป่านนี้ไปอยู่ไหนแล้วไม่รู้ “ท่านบอกผมว่ามีความคิดดีๆ อยู่ ให้ผมติดต่อทางรายการ ไอ้ผมก็นึกไม่ถึงว่าท่านจะทำแบบนั้น...มันก็ตลกดีนะครับ หลอกคนอื่นว่าตัวเองหลอกลวง”
รวินทร์เพิ่งนึกได้ว่าเธอไม่ได้ให้ประคำกับลุงแย้ม
การคุยอย่างถูกคอถึงเกือบชั่วโมงทำให้เธอลืมจุดประสงค์เดิมไปเสียสนิท จนแยกจากลุงแย้มแล้วก็ยังไม่ทันนึก ไปเดินดูโน่นดูนี่กับญาติต่อจนเย็นค่ำ
กว่ารวินทร์จะย้อนกลับมายังจุดเดิม คลินิกก็เปิดจนเกือบจะปิดอีกรอบแล้ว
หญิงสาวผลักประตู ก้าวเข้าไปในคลินิก แอบหวังว่าจะบังเอิญเจอลุงแย้มนั่งรอรับยาอยู่ในนั้น
แน่นอนว่าเธอไม่เจอใคร
“สวัสดีค่ะ คุณรวินทร์” พนักงานสาวคนเดิมทักเธอทันที “วันนี้เป็นอะไรมาคะ?”
ความจำของพนักงานสาวดีจนน่าปรบมือให้
“เปล่าค่ะ” รวินทร์ปฏิเสธ รีบเข้าเรื่องทันที เธอหยิบสายประคำกับแบงค์ร้อยออกจากกระเป๋า อย่างหลังสำหรับพนักงานสาว จะไหว้วานใครอย่างน้อยก็ต้องมีค่าเหนื่อย...เธอถูกสอนมาเช่นนั้น
“ลุงแกมาเมื่อไร ฝากให้ด้วยนะคะ” เธอกล่าวย้ำหลังอธิบายความประสงค์ “วันนี้ยืนคุยกันตั้งนาน แต่ก็ลืมให้จนได้”
พนักงานสาวทำตาโต
“คุณว่า...วันนี้...ได้คุยเหรอคะ?”
“ค่ะ”
“เป็นไปไม่ได้ คุณจำคนผิดหรือเปล่า? ลุงแกเพิ่งเสียไปเมื่อสัปดาห์ก่อน...ครบเจ็ดวันพอดี แกล้มไปตรงทางม้าลายนี่เอง”
คราวนี้เป็นทีที่รวินทร์ต้องทำตาโตบ้าง
“นี่ดิฉันยังไม่กล้าบอกคุณหมอเลยนะคะ” พนักงานสาวพึมพำ “ปกติ...คืนนี้เป็นคืนที่ลุงแกจะมาแวะคลินิก เมื่อกี้คุณหมอยังถามถึงอยู่เลย”
“หมอจะกลับแล้วนะ คุณฉวี” พูดถึงหมอ หมอก็โผล่หน้าออกมา พนักงานสาวยังไม่ทันเหลียวกลับไปตอบ คุณหมอก็มองเลยไหล่รวินทร์ไป และพูดต่ออย่างร่าเริง “อ้าว ลุงมาเมื่อไหร่? หมอนึกว่าจะไม่มาแล้ว”
พนักงานสาวชื่อฉวีมองตามสายตาคุณหมอ ดวงตาที่โตอยู่แล้วยิ่งโตขึ้นไปอีก เธอนิ่งค้างอยู่ในท่านั้น
รวินทร์ยืนตัวแข็งทื่อ ขนที่หลังลุกเกรียว เธอไม่อาจละสายตาจากสายประคำที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์ตรงหน้า
มือข้างหนึ่งยืดเอื้อมมาจากด้านหลังรวินทร์ แตะประคำ...
“ผมลืมของครับ”
**************
EVE: อาคม: 000 จบแล้วค่ะ~ เย้เย ขอบคุณที่ติดตามและรอคอยนะคะ
เป็นตอนเปิดตัวที่ใช้เวลาเขียนย๊าวยาว ฮ่าๆๆ...ฮ่า...orz ขอโทษค่ะ
พูดถึงอาคม ก็ต้องพูดถึงเรื่องผี แต่อีฟก็ไม่อยากให้ชาว BT หลอนกันเกินไป คิดว่าแบบนี้...คงพอจะโอเคขึ้นนะคะ สำหรับสองเอนทรี่ที่ผ่านมา ขอบคุณทุกคอมเมนต์ค่ะ
)
กลัวมาก (วิ่งหนีไป...)

55555555555555555555555555+
คมหลอกคนอื่นว่าหลอกลวง ว้าววว เท่ห์นะเนี่ยยย
เจ๋งไปเรยยยยยยยยย /กอดรัดพี่อีฟ
ชอบๆๆๆๆๆๆ พี่อีฟเป็นไทแล้วว 55555555555+
สนุกมากเลยนะ พี่อีฟ /ขี่คอ
แต่งอีกนะ
#1 By Raveno Sinyor on 2009-09-27 19:19