[BT] Akom: 000 (ครึ่งหลัง)
posted on 26 Sep 2009 20:14 by eveba in Blodwenเอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของ
ต่อจาก อาคม: 000 (ครึ่งแรก)
อาคม: 000 (ครึ่งหลัง)
.
.
.
.
เลือดหยดลงพื้น
รวินทร์มองชายชื่ออาคม...ซึ่งยังคงเป็นชายแปลกหน้าสำหรับเธอ...ยกมือขึ้นปาด จากที่กำลังตระหนกอยู่แล้วยิ่งตระหนกมากขึ้น เธอลุกพรวดพราด ก้าวถอยหลัง
“เอ้า ใจเย็นๆ” คนเลือดกำเดาไหลโกรกกล่าวด้วยเสียงเอื่อยเฉื่อยขณะเดินไปหยิบทิชชู่มาอุดจมูก
“เป็นอะไรหรือเปล่าคะ?” หญิงสาวถาม เสียงสั่น
“ไม่” อีกฝ่ายตอบ แล้วเดินหายเข้าไปหลังประตูกระจกซึ่งกั้นเป็นครัวเล็กๆ ไม่นาน เขากลับออกมาพร้อมยาในมือ ไม่ใช่ยาผีบอกหรือยาลูกกลอน แต่เป็นแคปซูลนิ่มบรรจุสารละลายไอบูโพรเฟน เขาส่งยาเข้าปากตามด้วยน้ำทับทิมที่รวินทร์ดื่มเหลือ
“ทำหน้าอย่างนั้นทำไม? ไม่เคยดูหนังแฟนตาซีเหรอ? เวลาใช้พลังจิตมากๆ ก็เลือดกำเดาไหลงี้แหละ”
“ง...งั้นเหรอคะ?” หญิงสาวกลืนน้ำลาย
“เปล่า ผมพูดเล่น อากาศมันแห้ง เลือดกำเดาไหลนี่เรื่องปกติ” เขาตอบหน้าตาเฉย พลางทิ้งตัวลงบนโซฟา
“มองอะไรอยู่ได้? กลับไปได้แล้วไป”
รวินทร์อ้าปากค้าง รู้สึกบอกไม่ถูกเมื่อโดนอีกฝ่าย – ซึ่งเธอเผลอมองเป็นขอนไม้ใกล้มือสำหรับคนตกน้ำ - โบกมือไล่หน้าตาเฉย
“แต่เมื่อกี้คุณบอกว่ายังมีอะไรตามตัวฉันอยู่...?!” หญิงสาวกล่าว ขึ้นเสียงสูงอย่างไม่ตั้งใจ
“ใช่” เขาตอบ หลับตา เงยหน้า
“คุณบอกว่าจะช่วยฉันนี่”
“ก็ช่วยแล้วไง ที่เหลือเรื่องของคุณ ช่วยฟรีแล้วยังเรื่องมากอีกเหรอ?”
“คุณ...” หญิงสาวอึกอัก มันก็จริงของเขา
ตลอดชีวิตรวินทร์เชื่อแต่สิ่งที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้ แต่สิ่งที่เธอได้เห็นตั้งแต่อยู่ในลิฟต์จนกระทั่งถึงเมื่อครู่ก็ช่างขัดแย้งกับสิ่งที่เธอเชื่อ และมันทำให้เธอ...กลัว
กลัวตาย
หญิงสาวบอกตนเองว่ามันไม่ผิดอะไรหากจะกลัวในสิ่งที่ไม่รู้ และทำทุกอย่างเพื่อให้เกิดความมั่นใจ
“ฉันจะจ่ายค่ะ” เธอกล่าวในที่สุด
อีกฝ่ายเด้งขึ้นจากโซฟาทันควัน ปรบมือดังๆ ครั้งหนึ่ง
“เยี่ยมมาก! ผมรอคำนี้อยู่เลย ขอบคุณพระเจ้าที่ส่งคุณมาหาผมก่อนเดินทาง ไปอยู่โน่นคงไม่มีเรื่องสนุกๆ อย่างนี้” เขากล่าว ส่งจูบขึ้นฟ้า แล้วสำลักกะทันหัน เลือดปนน้ำลายกระเซ็นเปรอะโต๊ะ รวินทร์กรีดร้อง
“โถ ซกมกหน่อย อย่าเพิ่งหัวใจวายไปซะก่อนนะ” เขาพึมพำ รวบผมเกล้าเป็นมวยหลวมๆ หยิบแก้วน้ำตรงหน้าขึ้นมาถ่มเลือดทิ้ง
สิ่งที่ปนออกมากับเลือดคือเศษตะปู
รวินทร์เบิกตากว้าง แต่อีกฝ่ายทำไม่รู้ไม่ชี้ โยนลงถังไปทั้งแก้ว
“ผิดพลาดทางเทคนิค โชว์ออฟมากไปหน่อย แต่ก่อนเคยทำได้สบาย ...เผลอนึกว่าเดี๋ยวนี้ทำได้เหมือนเดิมเรื่อย ลืมตัว” เขาพึมพำ
ห้องบนชั้นสองโล่ง ไม่มีเฟอร์นิเจอร์
“กับคนอื่นผมจะสร้างบรรยากาศให้ดูขลังกว่านี้ เฟิร์สอิมเพรสชั่นมันสำคัญ แต่กับคุณ...” อาคมยักไหล่ “...สายไปแล้วมั้ง”
ขณะนี้เขาผลัดไปสวมชุดผ้าเนื้อบางใส่สบาย สีเสื้อกับกางเกงตัดกันจนแสบตา
“นั่งสิ ยืนหัวโด่อยู่ได้”
รวินทร์ลงนั่งขัดสมาธิด้วยท่าทางลังเล ขณะที่อีกฝ่ายนั่งลงตรงข้าม เข่าเกือบจะชนเข่า
“มาดูกันว่าใครทำคุณ แล้วคุณเคยไปทำใคร เราจะแก้ปัญหากันที่ต้นเหตุ ดีไหม?”
รวินทร์พยักหน้า ก้มมองมือตนเอง ภาพที่เห็นในลิฟต์วนกลับมาหลอกหลอน
“ไม่ต้องกลัว อย่างมากแค่ตาย คุณตายนะ...ไม่ใช่ผม”
“ฉันต้องทำยังไงบ้างคะ?”
“ตั้งสติ หลับตาสวดมนต์ไปก็แล้วกัน”
“สวดบทไหน? ฉันสวดไม่เป็น” เธอยอมรับอย่างไม่ลังเล ไม่ใช่เวลาที่จะมามัวอาย เรื่องสวดมนต์ไหว้พระห่างไกลจากชีวิตประจำวันของเธอมากเหลือเกิน แม้ในบัตรประชาชนจะระบุว่าเป็นชาวพุทธ แต่เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าวันสำคัญทางศาสนามีวันอะไร และตรงกับวันไหนบ้าง
“อะไรก็ได้ โตโยต้า ฮอนด้า ยามาฮ่า อีซูซุ...”
รวินทร์เหลือบมองใบหน้าเปื้อนยิ้มของอีกฝ่ายทันควัน แม้แต่เวลานี้เขายังพูดเล่นอยู่ได้ บุคลิกของเขาไม่น่าเชื่อถือเอาเสียเลย ความรู้สึกที่ว่าตนเองกำลังทำอะไรเหลวไหลหลั่งเข้ามาอีกครั้ง แต่สิ่งที่เพิ่งเห็นไปยังคงกระตุ้นความกลัว...ความไม่มั่นใจ
“มันไม่สำคัญหรอกว่าคุณจะสวดห่าอะไร คำสวดก็แค่สิ่งเหนี่ยวให้จิตสงบ” คำหยาบหลุดปนออกมาอย่างเป็นธรรมชาติจนรวินทร์แทบจะฟังผ่านไป “เอ่อ...ไม่เชิงสิ คำบางคำก็มีพลังในตัว”
งั้น ’โอมมะลึกกึ๊กกึ๋ย’ ใช้ได้ไหมล่ะ? ความคิดแปลกๆ หลุดเข้ามาในห้วงความคิดของหญิงสาว อีกฝ่ายหัวเราะก๊ากราวกับได้ยิน
“เอาแค่ โอม คำเดียวก็ได้” เขากล่าวยิ้มๆ หญิงสาวหน้าร้อนผ่าว เกือบโพล่งถามไปว่าเขารู้ความคิดเธอได้อย่างไร? แต่ก็ยั้งเอาไว้ เหลือเชื่อเกินไป แค่บังเอิญมากกว่า
เมื่ออีกฝ่ายหลับตาลง รวินทร์จึงหลับตาบ้าง เธอท่องคำเดียวที่เขาแนะนำซ้ำๆ ในใจ หัวใจเต้นรัวแรง หูรับรู้เสียงภายนอกได้มากขึ้นเมื่อการมองเห็นถูกปิด ร่างกายนิ่งแต่ภายในวอกแวก...ไหวเหมือนเปลวเทียนต้องลม
เสียงบริกรรมคาถาหนักแน่นส่งแรงสะเทือนมาถึงภายใน หญิงสาวขนลุกซู่
...ไหนว่าคำสวดไม่จำเป็น?
รวินทร์พยายามบังคับตัวเองให้นิ่งเมื่อรู้สึกถึงปลายนิ้วที่ไล้เขียนอะไรบางอย่างบริเวณหน้าผาก หยาดเหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นมา เธอหลับตาแน่นขึ้น เพ่งเข้าไปในความมืดใต้เปลือกตา นิ่งอยู่เช่นนั้นจนกระทั่งเสียงและสัมผัสจางหายไป
ผ่านไปครู่ใหญ่ รวินทร์ลืมตาขึ้น และพบว่าอีกฝ่ายกำลังจ้องอยู่
“ไป เราไปแก้ปัญหากัน” เขากล่าว อีกครั้งที่มืออบอุ่นทั้งสองข้างยื่นมากุมมือเธอเอาไว้
“ที่ไหนคะ?”
“ไม่ทราบ คุณต้องเป็นคนนำผมไป”
อาคารพักอาศัยหลังนั้นเก่าซอมซ่อ
รวินทร์จอดซีตรองคันป้อมไว้ข้างตัวตึก เปิดประตู เจ้าของรถบิดขี้เกียจก่อนก้าวตามลงมา
“เสร็จงานนี้คุณจ่ายผมนะ ห้ามเบี้ยว” เขากล่าวย้ำ
ท่ามกลางแสงสลัวจากเสาไฟหน้าตัวตึก รองเท้าแตะสีชมพูสดของเขาโดดเด่นเป็นสง่า เมื่อเขาก้าวเท้า หญิงสาวก้าวตามไปอย่างกระชั้นชิด แผ่นหลังของเขาไม่ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยขึ้นเลยแม้สักนิดเดียว เขาสาวเท้าเร็วขึ้น เธอรีบเอื้อมมือจับชายเสื้อย้วยๆ ของเขาเอาไว้
การสัมผัสทำให้เธอนึกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านไปหมาดๆ หลังเขาจับมือเธอในห้องชั้นสอง เขารูดมือออก หงายฝ่ามือ ในนั้นมีผีเสื้อกลางคืนอยู่ตัวหนึ่ง เขาถามเธอว่าเห็นอะไร เธอตอบ เขาให้เธอตามมันไป...
ตลอดทางที่ขับรถตามผีเสื้อ...หรืออะไรก็ตามที่รวินทร์เห็นเป็นผีเสื้อ เขาเสียบหูฟัง ฮัมเพลงด้วยเสียงไม่ค่อยจะเบานัก
“อา...” เมื่อเดินเข้าใต้ตัวอาคารซึ่งทำเป็นลานจอดรถ เขาแหงนหน้า ทำจมูกฟุดฟิด “...นึกแล้วไม่มีผิด”
“อะไรคะ?” รวินทร์ยืนชิดเขามากกว่าเดิม ขนที่หลังคอลุกชูชัน
“แถวนี้มีขี้หมาจริงๆ ด้วย ผมเพิ่งเหยียบไปเนี่ย” เขาพูดต่อ ยกพื้นรองเท้าให้เธอดู
ผีเสื้อกลางคืนตัวนั้นบินนำไปหยุดหน้าห้องห้องหนึ่ง
อีกครั้งที่รวินทร์ขนลุกเกรียว
“คุ้นบ้างไหม? เคยมาหรือเปล่า?” อาคมถาม แต่ไม่มอง เขากำลังสาละวนกับการถูรองเท้าแตะกับขอบบันได
“ไม่ค่ะ ไม่เคยมา” รวินทร์ตอบตามตรง เธออยากจะดันก้นเขาให้เดินขึ้นไปพ้นบันไดเสียที ความมืดที่โอบล้อมบริเวณบันไดชวนให้รู้สึกไม่ปลอดภัยเอาเสียเลย
เมื่อไถจนพอใจหรือไม่ก็ปลงแล้ว...อาคมจึงก้าวต่อ เขาเคาะประตูห้องดังกล่าวอย่างไม่ลังเลและไม่เสียเวลาหันมาถามความเห็นรวินทร์ หญิงสาวหลบวูบไปอยู่ข้างหลัง ประตูเก่าๆ ส่งเสียงเอี๊ยดขณะเปิด ชายวัยราวห้าสิบเศษท่าทางอมทุกข์ยืนอยู่หลังประตูบานนั้น เขาจ้องผู้มาเยือนทั้งสองด้วยดวงตาฉ่ำแดง กลิ่นแอลกอฮอล์โชยออกมาขณะเอ่ยปาก
“มาหาใคร?”
“ไม่ใช่คุณ” อาคมตอบพร้อมรอยยิ้ม ยกมือดีดหน้าผากอีกฝ่ายเบาๆ
ชายเจ้าของห้องล้มทรุด หลับไปต่อหน้าต่อตา
“ทางสะดวก ลุยกันเลย” อาคมหันมากล่าวกับรวินทร์ สาวเท้าข้างที่สวมรองเท้าแตะเปื้อนอุจจาระสุนัขก้าวข้ามพุงคนล้มเข้าไปภายในห้อง
ห้องเล็กด้านในเป็นห้องผู้หญิง รวินทร์บอกได้ทันที
บนโต๊ะเขียนหนังสือมุมห้องมีสำรับอาหารวางไว้หน้ากรอบรูปคว่ำ อาคมเอื้อมมือจะหยิบขึ้นดู ไฟในห้องกะพริบวูบหนึ่งแล้วกลับเป็นปกติ รวินทร์ผวาเข้าชิดตัวเขา กรอบรูปหล่นลงพื้น เศษกระจกกระจายเกลื่อน
“ไอ้ตัวที่รังควานคุณมันต้องชอบดูหนังผีแหงๆ มุกเก่าไปแล้ว” อาคมบ่นขณะก้มลงหยิบกรอบรูปขึ้นมา
รวินทร์มั่นใจว่าตนเองไม่รู้จักหญิงสาวในรูป แต่ก็คุ้นเคย คลับคล้ายคลับคลาอย่างไรบอกไม่ถูก
“นึกออกยัง?” อาคมเลิกคิ้วถามหญิงสาว แต่ไม่ได้รับคำตอบ ผีเสื้อกลางคืนบินมาเกาะภาพ เขาตะปบมันไว้ จากนั้น รวินทร์ไม่ได้เห็นมันอีก แต่นั่นจะเป็นเรื่องที่เธอนึกได้ในภายหลัง
“ไม่ค่ะ ไม่แน่ใจ” เธอส่ายหน้า ละสายตาจากอีกฝ่าย
“นั่น!”
“คะ?!”
“อะไรขี่หลังอยู่น่ะ?!”
รวินทร์ร้องลั่น กระโดด อาคมหัวเราะ
“ผมล้อเล่น นี่ไม่ใช่ ‘ชัตเตอร์’ สักหน่อย เห็นทำหน้าเคร...”
“ไอ้บ้า!” หญิงสาวลืมตัว ตวัดฝ่ามือตบคน ‘ล้อเล่น’ เต็มแรง
คนโดนตบนิ่งไป คนตบหน้าซีด
“ขอโทษ...”
รอยยิ้มเอื่อยเฉื่อยปรากฏบนใบหน้าอาคม เขาขอโทษหญิงสาวอย่างนุ่มนวล
“อย่ากลัวเลย ผีที่ไหนก็ทำอะไรคุณไม่ได้ เพราะผมเก่ง” เขาตบท้ายด้วยการชมตัวเองแบบเต็มปากเต็มคำ แถมไม่มีทีท่ากระดากแม้แต่น้อย หากเป็นเพื่อนหรือรุ่นน้องรวินทร์คงเอื้อมมือไปบิดหูแล้ว
หญิงผู้ทำของใส่รวินทร์เสียชีวิตไปแล้ว...
รูปถ่าย เส้นผม เข็มกลัดที่หายไป และกระดาษใส่วันเดือนปีเกิดของรวินทร์พร้อมอุปกรณ์การทำคุณทำของต่างๆ ถูกซ่อนอยู่ใต้เตียง อาคมบอกเธอว่าวิญญาณที่ตามพัวพันก็คงจะเป็นวิญญาณอาฆาตของผู้หญิงคนดังกล่าว แล้วยังบอกเลยไปถึงขั้นว่าหญิงคนนั้นคงตายศพไม่สวยนัก ยิ่งไปกว่านั้น การทำของในลักษณะนี้ หญิงคนนั้นต้องมีอาจารย์...หรือไม่ก็ขอความช่วยเหลือจากหมอผีรายไหนสักราย ซึ่งเขาคงไม่สืบต่อไปถึงส่วนนั้น ไม่เกี่ยวข้องกัน
“แล้วฉันต้องทำยังไง?”
“ทำแบบเรื่อง เดอะ ริง มั้ง?”
หญิงสาวหน้าถอดสี
“ผมล้อเล่น คุณควรจะขอโทษเธอซะ ทำบุญกรวดน้ำไปให้บ้าง มันอาจจะไม่ค่อยช่วยอะไร แต่ก็...” อาคมทำหน้าพิกล ยกมือเกาคาง “...ก็มีผลน่ะนะ”
“ฉันไม่เคยรู้จักผู้หญิงคนนี้”
“แต่เธอรู้จักคุณ ซอรี่” อาคมพึมพำ ขณะกวาดตามองรอบห้อง ทิศทางสายตาของเขาทำให้เธอรู้สึกหวาด ไม่กล้ามองตาม
“อยากคุยกับเธอไหม?” เขาถามขึ้นในที่สุด หลังปล่อยความเงียบทอดตัวอยู่นานถึงเกือบห้านาทีเต็มๆ
รวินทร์ทั้งอยากและไม่อยาก
“ไม่ต้องกลัว บอกแล้วไงว่าผมเก่ง”
วูบหนึ่ง กลิ่นน้ำมันโชยเข้าจมูก รวินทร์ผงะ
“คุณเคยเห็นผีไหมรวินทร์?” เขาถาม รวินทร์ส่ายหน้าถี่ เธอไม่แน่ใจว่าบอกชื่อให้เขาทราบไปตั้งแต่เมื่อไร
“วันนี้จะได้เห็น” เขากล่าว เดินเข้าหาหญิงสาวที่เริ่มขาสั่น “คุณเตรียมใจไว้ เธอเพิ่งเสียชีวิต โกรธแค้น และยังติดภาพตอนตัวเองตาย”
“เธอ...ตายยังไงคะ?” รวินทร์ถาม เสียงสั่นทั้งที่พยายามบังคับแล้ว
อีกครั้งที่สายตาของอาคมมองเลยรวินทร์ไป
“เกรียม”
.
.
.
(จบครึ่งหลัง)
คาดว่าเอนทรี่นี้จะทำให้เห็นคาแรคเตอร์ของอาคมชัดเจนขึ้น
ไม่ใช่หนุ่มไทยสุดเท่อย่างคุณกรกับคุณกานต์หรอกนะ...ฮึก
ปล. รีบโพสต์่ก่อนจะนานเกินไป
แต่ไม่ได้ตัดจบเท่านี้นะคะ จะมี "000 - จบ" อีกติ่งตามมา (ทั้งที่ตั้งใจจะแบ่งเป็นแค่สองช่วง orz ใช่สิ...ตัวฉัน...)
ปล.2 เปลี่ยนแผน ไม่ได้เขียนอย่างที่ตั้งใจไว้ เนื่องจากยิ่งเขียนยิ่งออกทะเล orz ขอค่อยๆ เล่าในเอนทรี่ต่อๆ ไปของอาคมนะคะ ขอบคุณที่ติดตามค่ะ
พี่อีฟนี่....cliffhanger (ตัดจบแบบตบหน้าให้ร้องว่า เฮ้ย อย่าทิ้งให้คาใจเด้) มากๆเลยอ่ะ
ฮือออออ ยิ่งรักอาคมเข้าไปใหญ่
#1 By Esther on 2009-09-26 20:40