[BT] Akom: 000 (ครึ่งแรก)
posted on 18 Sep 2009 23:52 by eveba in Blodwenเอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของ
อาคม 00 (ครึ่งแรก)
.
.
.
รวินทร์ค่อยๆ ลุกขึ้น รถมอเตอร์ไซค์คันนั้นปาดหนีไปพร้อมกระเป๋าเป้ของเธอ เศษเงินกับหนังสือในเป้เธอไม่เสียดาย แต่เครื่องรางในนั้นนี่สิ...
หลายวันก่อน รวินทร์เริ่มรู้สึกหนักบริเวณหลัง และไหล่ ซ้ำร้าย มือข้างซ้ายของเธอก็บวมเอาบวมเอาทั้งที่แน่ใจว่าไม่เคยกระแทกโดนอะไร กินอะไรก็อาเจียนออกมาเกือบหมด แถมในอาเจียนนั้นยังมีสิ่งแปลกปลอมปนออกมา เช่นเศษด้าย ก้อนดิน กระจุกผม...รวินทร์คิดว่ามันอาจติดมากับอาหารที่ทาน แต่ญาติสนิทผู้เชื่อเรื่องไสยศาสตร์เชื่อว่าเธอโดนของ และอุตส่าห์เดินทางจากต่างจังหวัดเพื่อนำบรรดาเครื่องรางทั้งหลายมาให้เธอ โดยทั้งสองนัดแนะกันที่โรงแรมแห่งหนึ่งใกล้เวิ้งนาครเขษม เมื่อได้พบหน้ากัน ญาติของเธอถึงกับอุทาน เธอยอมรับว่าตนเองผอมและคล้ำลง แต่ก็ไม่ได้ผอมจนน่าใจหายอย่างที่ญาติกล่าว อย่างไรก็ดี เพื่อความสบายใจของญาติ เธอรับเครื่องรางและให้สัญญาว่าจะพกติดตัว
ทว่า...แยกกันยังไม่ทันไร เป้ใส่เครื่องรางก็โดนกระตุกเสียก่อน
“เป็นอะไรหรือเปล่า?” ใครคนหนึ่งก้มลงพยุงเธอขึ้นมา รวินทร์กล่าวขอบคุณ และบอกว่าเธอไม่เป็นไรมาก อีกฝ่ายพยักหน้าแต่เมื่อเห็นมือของรวินทร์ก็แนะนำกึ่งบังคับให้เธอไปหาหมอที่คลินิกซึ่งอยู่ใกล้ที่สุด...มันเป็นคลินิกเล็กๆ ที่อยู่ใต้ห้างแห่งหนึ่งซึ่งไม่ไกลจากบริเวณนั้นมากนัก
ในคลินิกมีคนไข้รอรับยาอยู่แค่คนเดียว
พนักงานประจำเคาน์เตอร์ให้รวินทร์กรอกชื่อและอายุ ก่อนเชิญไปนั่งรอที่เก้าอี้ หมอกำลังตรวจคนไข้อีกรายอยู่ แอร์ในห้องรอเล็กๆ นั้นหนาวจับจิต
รวินทร์หันซ้ายหันขวา ตอนนี้น่าจะราวๆ หกโมงเย็นแล้ว เธอแวะไปแจ้งความที่สน.(ซึ่งก็อยู่ใกล้ๆ ห้าง)ก่อนแล้วจึงแวะกลับมาที่คลินิกแห่งนี้ ขณะนั่ง เธอสำรวจตัวเอง แผลตอนล้มน่ะไม่เท่าไร แต่อาการบวมที่มือนี่สิ...บางที ให้หมอดูสักหน่อยก็คงดี
เมื่อเสียงเรียกชื่อดัง หญิงสาวเดินเข้าไปในห้อง คนไข้คนก่อนหน้าเดินสวนออกไป เขาชะงักเมื่อเห็นมือของเธอ
“คะ?” รวินทร์มองเขางงๆ
“คุณ...เอ่อ...”
“คะ?”
“คุณรีบไหมครับ?”
“?”
“เอ่อ...ไม่มีอะไรครับ” เขาเดินสวนออกไป
รวินทร์หันมาสนใจคุณหมอซึ่งมีใบหน้ากลมและรอยยิ้มเป็นกันเอง...คุณหมอไม่พบกระดูกหักหรือร้าว ไม่พบเส้นเอ็นตรงไหนฉีกขาด ไม่พบอะไรเลย มือของเธอแค่บวม...
ขณะรอรับยา...ซึ่งมีเพียงยาแก้อักเสบ ชายคนเดิมขยับเข้ามานั่งใกล้รวินทร์ หญิงสาวยืดตัวขึ้น ระวัง
“ขอโทษนะครับ มือคุณ...เป็นมานานหรือยังครับ?”
“สักพักแล้วค่ะ แต่ไม่เป็นไรมาก”
“เอ่อ...” ชายคนนั้นอ้ำอึ้ง
“คะ?”
“ขอโทษนะครับ คุณไม่ต้องเชื่อผมก็ได้ แต่ผมคิดว่าคุณน่าจะไปหาหมอข้างบนนี้นะ ท่านช่วยคุณได้แน่”
“เอ่อ...ขอบคุณนะคะ แต่ว่า...”
“นะครับ ถ้าคุณไม่รีบมากก็แวะขึ้นไปหาท่านสักหน่อย ให้ท่านดู ลิฟต์อยู่ใกล้ๆ นี่เองครับ ขึ้นลิฟต์ไปแป๊บเดียว” ชายคนเดิมยัดเยียดกระดาษจดชื่อที่อยู่ใส่มือรวินทร์ เธอสังเกตเห็นว่าเขากำลังขนลุก
“เอ่อ...ท่านไหนคะ?” เธอสงสัยสรรพนามที่เขาใช้เรียก ‘หมอ’ ภาพหมอแผนโบราณเคราขาวปรากฏขึ้นในหัว
“คุณไปเถอะครับ ก่อนที่มันจะหนักกว่านี้ โอย ผมขนลุกไปหมดแล้ว” เขาขนลุกจริงอย่างว่า “อำนาจบุญคงดลจิตดลใจให้คุณมาที่นี่วันนี้ ช้ากว่านี้คงไม่ได้พบท่านแล้วครับ ท่านกำลังจะเดินทางไปต่างประเทศ”
เมื่อชายคนนั้นรับยาเสร็จ เขารีบเดินออกไปนอกคลินิก ลูบแขน ท่าทางหวาดๆ ลุกลี้ลุกลนบอกไม่ถูก รวินทร์มองตาม และหันกลับมามองพนักงานจ่ายยาหน้าเคาน์เตอร์ พนักงานส่งยิ้มให้ในเชิงขออภัย
“ลุงแกเป็นความดันค่ะ มาบ่อย แต่แกหลงๆ แล้วล่ะ เอ่อ...” พนักงานสาวทำท่าจะพูดอะไรอีก รวินทร์ให้ความสนใจ...พนักงานสาวลดเสียงลง
“คุณจำข่าวเมื่อปลายปีได้ไหมคะ? เรื่องแหกตา...ที่รายการนั้นไปเปิดโปงไงคะ...อา...รายการอะไรนะ เจ้าสำนักยังหนุ่มอยู่เลย คุณจำได้ไหม?”
รวินทร์ไม่ค่อยสนใจดูโทรทัศน์เท่าไร แน่นอนว่าเธอจำไม่ได้ ดีไม่ดีอาจไม่เคยดู
“พอออกอากาศวันนั้นเรื่องก็เงียบๆ ไป เงินมันปิดได้ทุกอย่าง แต่คนที่นี่เขารู้กันค่ะ พ่อหมอเจ้าสำนักแกมาซื้อเพนท์เฮ้าส์บนนี้อยู่ แกรวยค่ะ บ้านรวย ข่าวว่าเรียนก็สูง จบเมืองนอกเมืองนา ไม่น่าทำเรื่องอย่างนั้นเลย สงสารคนโดนหลอก นี่ก็ยังมีพวกลูกศิษย์ลูกหามาเรื่อยๆ นะคะ ความเชื่อคนเราเปลี่ยนยาก อย่างลุงคนนั้น ทุกวันนี้แกก็ยังเชื่อค่ะ”
“เอ่อ...บนนี้...มีบ้านด้วยเหรอคะ?” รวินทร์ถามออกไป เธอเคยมาที่นี่หลายครั้งแต่ไม่เคยรู้เลยว่ามีเพนท์เฮ้าส์
รวินทร์มองที่อยู่บนกระดาษ กดลิฟต์ขึ้นไปยังชั้นบนสุดของห้าง...ชั้นที่เธอไม่เคยขึ้น
แม้ขณะนี้ เธอก็ยังไม่แน่ใจในการตัดสินใจของตนเองนัก
ช่างเถอะ เธอปลอบใจตนเองขณะก้มมองมือบวมเป่ง
เพื่อความสบายใจ ไปหาสักหน่อยจะเป็นไรไป
“Tell me that you love me, lady…one more time….” เสียงเพลงดังแว่วๆ จากหูฟังของเพื่อนร่วมลิฟต์ เขาเปิดเพลงดังเอาเรื่อง รวินทร์เหลือบมอง เห็นเส้นผมหยักศกยาวถูกปล่อยรุ่ย บังเสี้ยวหน้าด้านข้างเกือบมิด
“…give me one good reason baby why I’d leave…Why I’d leave you here…”
ฟังไม่ฟังเปล่า ยังร้องคลอไปด้วย
รวินทร์ผินหน้าหนีไปอีกทาง รู้สึกเขินขึ้นมา...อาจเพราะเนื้อเพลง
ในกระจก เงาหมองคล้ำของเธอสะท้อนให้เห็นเต็มตา
ลิฟต์ตัวนี้กรุกระจกสามด้าน รวินทร์เห็นภาพตนเองกำลังมองเงาซ้อนกันไปเรื่อย เล็กลง เล็กลง จนกระทั่งมองไม่เห็น เงาซ้อนเงาไม่จบสิ้น
ไฟในลิฟต์กะพริบติดๆ ดับๆ
รวินทร์ใจคอไม่ดี เธอเคยติดอยู่ในลิฟต์ครั้งหนึ่งตอนยังเด็ก มันเป็นประสบการณ์ที่ไม่น่าจดจำเอาเสียเลย เธอค่อยๆ ถอยเข้าไปใกล้เพื่อนร่วมชะตากรรมอย่างไม่รู้ตัว
แล้วไฟในลิฟต์ก็ดับลง...
ตัวเลขบอกชั้นยังคงเลื่อนขึ้นเรื่อยๆ
เสียงเพลงจากหูฟังขาดหายไป รวินทร์ได้ยินเสียงลมหายใจหนักๆ ของตนเอง เธอเหลียวกลับไปมองอีกฝ่าย มองไม่เห็นอะไรนอกจากความมืด
กลืนน้ำลาย
กลืนน้ำลายอีกครั้ง
...หัวใจเต้นแรง
อึดใจในความมืด...รวินทร์รู้สึกเหมือนยืนอยู่เพียงลำพังในลิฟต์ มือข้างที่บวมเจ็บแปลบ...คัน เมื่อลูบ...เธอรู้สึกถึงความผิดปกติ มันเหมือนมีบางอย่าง...
แสงไฟจากหน้าจอเครื่องเล่นเพลงของเพื่อนร่วมลิฟต์สว่างวูบขึ้น มันสว่างพอที่จะทำให้หญิงสาวเห็นมือตนเอง
เส้นผม...
เส้นผมสำนวนมากขยับชอนไชในเนื้อหนังราวกับมีชีวิต มันเจาะ รัด พัน ฉีกกระชากผิว...ข้อนิ้ว...กระดูกขาวโพลนโผล่พ้นเลือดเนื้อ เลือดสดๆ ไหลพรู หนอนตัวอวบอ้วนไหลตามออกมา
รวินทร์กรีดร้อง...กรีดร้องราวกับเสียสติ
ไฟติด
ประตูลิฟต์เปิดออก รวินทร์สะดุ้ง แสงจากทางเดินหน้าลิฟต์ส่องแยงตา กลุ่มวัยรุ่นที่ยืนอยู่หน้าลิฟต์ชะงัก มองหญิงสาวที่ยืนตัวสั่นเทาอยู่ในลิฟต์ ต่างคนต่างทำอะไรไม่ถูก
“ไม่ต้องกลัว ไม่มีอะไรแล้ว” เสียงสบายๆ ของชายที่ยืนอยู่ข้างๆ ทำให้รวินทร์สะดุ้งอีกครั้ง เธอกะพริบตาถี่ เพิ่งรู้ตัวว่าน้ำตาไหลเต็มหน้า เขาเอื้อมมากุมมือเธอ...มือข้างนั้น รวินทร์ก้าวไปตามการจูงของเขา ไม่กล้าก้มมองมือตนเอง กลุ่มวัยรุ่นที่เดินสวนเข้าไปในลิฟต์ยังคงมองรวินทร์กับชายคนดังกล่าวด้วยสีหน้าแปลกๆ จนกระทั่งประตูลิฟต์ปิดลง
สุดทางมีประตูกระจก รปภ.ในชุดเครื่องแบบสีขาวโก้หรูยกมือทำความเคารพ เปิดประตูให้ทั้งสองเดินผ่านเข้าไป... หลังประตูเป็นล็อบบี้เล็กๆ หัวหน้ารปภ.เซ็นเอกสารง่วนอยู่หลังเคาน์เตอร์ โทรทัศน์ถูกเปิดทิ้งไว้ ไม่มีใครนั่งอยู่บริเวณชุดโซฟา อากาศเย็นเฉียบในล็อบบี้กรุ่นกลิ่นเขี้ยวกระแต รวินทร์ลากเท้าไปบนพื้นหินอ่อนสีเทา สูดรับกลิ่นหอมเข้าปอดขณะแหงนหน้ามองโคมไฟระย้าคริสตัล...พยายามสงบสติ
ไหล่ของรวินทร์ยังสั่นระริก
“ขอโทษครับ คุณ...” หัวหน้ารปภ.เงยหน้าขึ้น เรียกรั้ง
“เธอมากับผม” ชายแปลกหน้าชิงตอบก่อนรวินทร์ เขาดึงหูฟังออก ส่งยิ้มเบื่อๆ ให้อีกฝ่าย
“มันเป็นระเบียบครับ ขอโทษด้วย คุณต้องทิ้งบัตรประชาชนไว้ที่ล็อบบี้” หัวหน้ารปภ.ยิ้มอย่างเกรงใจ ก่อนหันมากล่าวกับรวินทร์โดยตรง
“เธอเป็นเพื่อนผม เพิ่งโดนกระชากกระเป๋า” อีกครั้งที่ชายแปลกหน้ากล่าวแทน
รวินทร์ไม่ได้สังเกต ไม่ได้ฟัง และไม่ได้สนใจว่าเขารู้เรื่องนั้นได้อย่างไร จิตใจของเธอวนเวียนจดจ่ออยู่กับภาพมือที่เห็นในลิฟต์ เธอยังคงไม่กล้ามองมือตนเอง
...นั่นมันอะไรกัน
“ไป” ชายแปลกหน้าดึงมือรวินทร์เบาๆ เขาก้าวตรงไปยังประตูกระจกซึ่งอยู่อีกฝั่ง รปภ.ซึ่งยืนประจำอยู่ดึงประตูเปิดให้ ทำความเคารพ พลางมองหญิงสาวอย่างไม่ปิดบังความสงสัย
เมื่อทั้งคู่เดินพ้นไป รปภ.ในห้องสังเกตการณ์วิ่งหน้าตาตื่นออกมา...เรียกรปภ.อีกรายเข้าไปดูภาพผิดปกติจากกล้องวงจรปิด
จากภาพย้อนหลัง ตั้งแต่วินาทีที่ก้าวออกจากลิฟต์ กลุ่มก้อนสีดำขมุกขมัวโอบรัดหญิงสาวที่เพิ่งเดินผ่านล็อบบี้เข้าไป... กลุ่มก้อนดังกล่าวหยุดอยู่หน้าล็อบบี้ราวกับเจอกำแพง ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม มันผ่านเข้าไปไม่ได้ และไม่นานก็สลายไป รปภ.ย้อนภาพ ซูมเข้าไปใกล้ กลุ่มก้อนสีดำนั้นมีลักษณะคล้ายคน คล้ายผู้หญิง...ผู้หญิงที่มีผมดำยาว ผิวไหม้เกรียมและใบหน้าผิดรูปผิดร่าง
“ไม่ต้องกลัว ที่นี่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง ตัวอันตรายผ่านเข้ามาไม่ได้”
รวินทร์ยังยึดมืออบอุ่นของชายแปลกหน้าไว้แน่น ขณะมองเขาไขกุญแจเข้าห้อง...หรือเธอควรเรียกว่าบ้าน? เธอไม่กล้ามองไปรอบๆ มากนัก ด้วยกลัวว่าจะเห็นอะไรที่ไม่อยากเห็น แต่จากหางตา เธอมองเห็นบ้านลักษณะเดียวกันตั้งเรียงราย บรรดาหลังคากระเบื้องสีแดงดูโดดเด่นตัดกับท้องฟ้าสีน้ำเงินแก่ ทางเดินระหว่างบ้านแต่ละหลังแซมด้วยใบสีเขียวขจีของต้นไม้ซึ่งได้รับการตัดแต่งสวยงาม มีไฟส่องให้ความสว่างตามจุดต่างๆ ไม่น่าเชื่อว่านี่คือชั้นบนสุดของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งใจกลางกรุงเทพมหานคร
หากเป็นสถานการณ์ปกติ รวินทร์ไม่มีวันยอมให้ชายแปลกหน้าจูงเธอเข้าบ้าน แต่ตอนนี้ ขาทั้งสองข้างของเธอก้าวตามเขาเข้าไปอย่างรวดเร็ว
ไฟสีชาในห้องรับแขกส่องกระทบเหล่าเครื่องเงินเครื่องทองโบราณในตู้โชว์ขนาดใหญ่ มีตั้งแต่อาวุธประเภทดาบกระบี่ทั้งเล็กใหญ่ไปจนถึงชุดน้ำชา หากจะพูดไปแล้ว ห้องนี้ให้ความรู้สึกเหมือนพิพิธภัณฑ์มากกว่าห้องรับแขก และก็อีกนั่นแหละ หากเป็นยามปกติ รวินทร์คงเอ่ยปากชมด้วยความทึ่ง
ชายแปลกหน้ากดเธอนั่งลงที่โซฟา เปิดตู้เย็นขนาดเล็กที่ซ่อนอยู่ใกล้ๆ อย่างแนบเนียน รินน้ำสีชมพูอมม่วงใสใส่แก้วส่งให้ ทันทีที่น้ำรสหวานปนฝาดนิดๆ ล่วงผ่านลำคอ สติที่กระเจิดกระเจิงของหญิงสาวก็ดูจะถูกเรียกกลับคืนมาเกือบหมด เธอกะพริบตา เขาเอื้อมมือมากุมมือซ้ายของเธอเอาไว้อีกครั้ง เธอก้มลงมองมัน...
มือซ้ายของเธอยังคงเป็นมือซ้าย
ไม่มีเส้นผม ไม่มีหนอน ไม่มีบาดแผลใดๆ
แค่บวม...บวมมาก
รวินทร์ดื่มน้ำหมดแก้ว มือสั่นริก ชายแปลกหน้ารินเติมให้
“น้ำทับทิมร้อยเปอร์เซ็นต์ คั้นแยกกาก อร่อยใช่มั้ยล่ะ?” เสียงของเขายังคงเป็นโทนเดิม สบายๆ
ขณะพูดใบหน้ารกหนวดเคราประดับด้วยรอยยิ้ม
“ค่ะ” นั่นเป็นคำเดียวที่สามารถล่วงพ้นลำคอรวินทร์ ชายแปลกหน้าแกะกระดาษที่หญิงสาวกำแน่นอยู่ในมือขวา ถอนใจ
“แนะนำตัวกันสักหน่อยแล้วกัน เอ้า ผมชื่ออาคม คนที่คุณตั้งใจมาหา...หรือไม่ตั้งใจก็ไม่รู้นะ” เขากล่าว ขณะนั่งลงบนเก้าอี้นวมฝั่งตรงข้ามรวินทร์ หญิงสาวมองเลยไหล่เขาไป เห็นบันไดไม้ที่ทอดตัวขึ้นไปสู่ชั้นสอง เธอสงสัยว่าชั้นสองมีอะไร...แต่ก็รีบรั้งสายตากลับเพราะกลัวว่าจะเห็นอะไรแปลกๆ เข้า
ชายแปลกหน้าพึมพำบางอย่างอีก หญิงสาวจับใจความได้ว่า
ลุงเอ๊ย ขยันหาเรื่องเดือดร้อนมาให้จริงๆ
“ต่อจากนี้ ขอให้คิดซะว่าดูการแสดงกล ผมจะเอาบางอย่างออกจากมือคุณ สิ่งที่คุณต้องทำก็คือ ตั้งสติ อย่ากลัว อย่าตกใจ”
ชายแปลกหน้ากล่าว วางมือซ้ายของรวินทร์ลงบนโต๊ะกระจกเตี้ยที่ตั้งอยู่ระหว่างเก้าอี้ของเขาและหญิงสาว กางผ้าขาวคลุม หญิงสาวพยักหน้า เขาทาบมือลงบนมือเธอ
รวินทร์กลืนน้ำลายอึกใหญ่ จนถึงตอนนี้...เธอยังรู้สึกสับสน ทำไมเธอถึงต้องมาอยู่ที่นี่...ทำแบบนี้...กับผู้ชายแปลกหน้าคนนี้ แล้วภาพที่เธอเห็นในลิฟต์... เธอหลับตา ถ้าต้องเห็นอะไรแบบนั้นอีก สู้ไม่เห็นดีกว่า
หวี่...
หวี่...
เสียงดังวนเวียนใกล้ใบหน้าทำให้รวินทร์ต้องลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง
แมลงวันตัวเขื่องบินร่อนอยู่ตรงหน้า เกือบชิดลูกตา หญิงสาวผงะ ยกมือขวาขึ้นปัดตามสัญชาตญาณ
ปึง!
ชายแปลกหน้าชื่ออาคมชิงตบแมลงวันตัวนั้นลงกับพื้นโต๊ะ
“ลืมบอกอีกอย่าง คุณควรนั่งเฉยๆ อย่าขยับ...อย่าซน” เขากล่าว
รวินทร์พยักหน้า ตกใจกับการเคลื่อนไหวของอีกฝ่าย เธอกลืนน้ำลาย ก้มมอง มือขวาของอาคมยังกดอยู่เหนือมือซ้ายของเธอ ส่วนมืออีกข้าง...
อาคมค่อยๆ หงายมือออก
สิ่งที่แน่นิ่งอยู่ใต้ฝ่ามือของเขาไม่ใช่แมลงวัน แต่เป็นตะปูตัวยาว...ทั้งคด...ทั้งขึ้นสนิม
รวินทร์เบิกตามองตะปูตัวนั้น สิ่งที่เห็นตรงหน้าค้านกับสิ่งที่ควรจะเป็น เมื่อรู้สึกคันที่มือซ้าย หญิงสาวเหลือบกลับไปมอง เธอเห็นแมลงวันอีกหลายตัวค่อยๆ คืบคลานออกมาจากใต้ผ้าขาว...มันขยับปีก ขยับขา... กลิ่นเหม็นเน่าโชยคลุ้ง
หญิงสาวพะอืดพะอม...อยากอาเจียน เธอรู้สึกว่าร่างกายตนเองสั่นระริก เหงื่อเย็นเฉียบไหลผ่านแผ่นหลัง...
แต่สิ่งที่ออกมาจาก ‘ใต้ผ้าขาว’ ไม่ได้มีเพียงแค่แมลงวัน ยังมีหนอนตัวอวบอ้วน น้ำเหม็นๆ สีช้ำเลือดช้ำหนอง และกระจุกผมสีดำยาว พวกมัน ‘ไหล’ ออกมา....เต็มโต๊ะ....
รวินทร์รู้สึกคล้ายจะเป็นลม เธอหลับตา กัดริมฝีปาก
“หมดแล้ว”
เสียงของชายแปลกหน้าชื่ออาคมทำให้รวินทร์ฝืนใจลืมตาขึ้น เขาเลิกผ้าขาวขึ้นจากมือเธอ คลุมลงไปบนสิ่งที่อยู่บนโต๊ะ...ไม่มีแมลงวัน ไม่มีหนอน...แม้จะเห็นเพียงแวบเดียวก่อนผ้าคลุมมิด แต่เธอระบุได้แน่ชัด สิ่งที่อยู่บนโต๊ะคือตะปูขึ้นสนิมจำนวนหนึ่ง ด้ายขาวซึ่งถูกตัดเป็นท่อนๆ ดิน และเส้นผม
อาคมห่อทั้งหมดด้วยผ้าขาว โยนลงถังขยะ
“ขอบ...”
“อย่าเพิ่งขอบคุณ ไอ้ที่อยู่ในตัวน่ะหมดแล้ว แต่ไอ้ที่ตามคุณอยู่น่ะยังไม่ไป”
“...”
“ครั้งนี้ผมทำให้ฟรีๆ ถือว่าส่งท้ายก่อนเดินทางไกล”
“คุณ...”
“...เห็นแก่ลุงแย้มแกด้วย อุตส่าห์แนะนำมา ไม่ทำให้เดี๋ยวจะเสียศรัทธา ลุงแกเป็นคนดีนะ แต่ออกจะแปลกๆ หน่อย” เขาพูดปนหัวเราะ
“เลือดกำเดาไหลค่ะ”
อาคมนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือปาดเลือด...
จบครึ่งแรก
EVE: ที่จริงตอนนี้ไม่ตั้งใจจะแบ่งครึ่งนะเนี่ย....แต่.....ฮี่ๆ...ละไว้ในฐานที่เข้าใจ ไว้ค่อยต่อ...ดึกแล้ว.... (เขียนไม่ได้ทวนด้วย *สั่นกึกๆ* หากมีผิดพลาดประการใด ขออภัยล่วงหน้า ฮี่~)
เพลงที่อาคมฟังในลิฟต์คือเพลงนี้...
เม้นไม่รู้เรื่อง อ๊า นี่มันหนังสยองขวัญชัดๆเลยพี่อีฟ *กรี๊ด
ปล. เม้นเกรียนมาก สามารถตบเกรียนแตกได้
#1 By buffy on 2009-09-19 00:26