รวบประวัติ Leonardo da Vinci

posted on 27 Aug 2009 14:02 by eveba

 

รวบประวัติ Leonardo da Vinci
เอนทรี่นี้มอบให้ Tango เพื่อนเลิฟ ฮิ~

(เราก็รู้กันแล้วว่าดาวินชีจะมีบทบาทเป็นเหมือนผู้ช่วยพระเอกในเกม Assassin’s Creed II มารู้จักเขาหน่อยดีกว่า)

.
.
.

 

 

Let no man who is not a Mathematician read the elements of my work.
- ลุงสิงห์ว่าไว้อย่างนั้น –


เลโอนาร์โด ดาวินชี มีชื่อเต็มว่า เลโอนาร์โด ดี เซร์ ปีเอโร ดาวินชี (นายสิงห์ บุตรปีเอโร ณ (เมือง)วินชี)
เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ 15 เมษายน ค.ศ. 1452  ช่วงกลางยุคเรอเนซองซ์พอดิบพอดี
เขาประกาศตนอย่างเท่ตั้งแต่ยังเป็นเด็กว่า “ข้า ลีโอนาร์โด สักวันจะรู้ศาสตร์และศิลป์ทั้งปวงซึ่งจะไขปริศนาจักรวาล”
( “Io, Lionardo” – ข้า ลีโอนาร์โด นี่คือลักษณะประกาศตัวแบบเดียวกับพวกจักรพรรดิโรมันใช้! เอากับแกสิ!!!)

เลโอนาร์โดหัดวาดภาพเองตั้งแต่เด็ก  ต่อมา  เมื่ออายุได้ราว 14-15 ปี  คุณพ่อเกิดเห็นแวว  เลยส่งผลงานไปให้เพื่อนศิลปินชื่อ อันเดรอา เดล เวร์รอกชีโอ (Andrea del Verrocchio) ดู  จากนั้น  เลโอนาร์โดก็ได้เข้าฝึกงานในโรงศิลปะของศิลปินท่านนี้...ซึ่งก็ไม่ใช่ระดับกระจอก เพราะเป็นโรงศิลปะระดับท็อปทูของกรุงฟลอเรนซ์ซึ่งเป็นศูนย์กลางศิลปวัฒนธรรมที่สำคัญในยุคนั้น  ศิลปินในค่ายก็คุณภาพคับแก้ว เช่น ศิลปินรุ่นพี่อย่าง ซานโดร บอตติเชลลี (Sandro Botticelli) ผู้เขียนภาพ “The Birth of Venus”

The Birth of Venus
(The Birth of Venus)

 

เมื่อเลโอนาร์โดอายุได้ 20 ปี  เวร์รอกชีโอได้ให้เขาช่วยเขียนวิวฉากหลังสุดและเทวดา ในภาพ “The Baptism of Christ” เล่ากันว่า...เมื่อเวร์รอกชีโอได้เห็นฝีมือของศิษย์  ถึงกับลั่นวาจาเลิกจับพู่กัน  ซึ่งในความเห็นเรานะ  เราว่าโม้เกิน...แต่เอาเป็นว่าหลังจากภาพนี้  เวร์รอกชีโอก็แทบจะทำแต่งานประติมากรรมน่ะนะ

The Baptism of Christ
(The Baptism of Christ)

ดูเหมือนว่า...หนุ่มเลโอนาร์โดจะเก่งไปเสียในทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาจับ  ทั้งศิลปะ  ดนตรี  กีฬา  เสียอย่างเดียว  อาจเพราะเขาเป็นคนอยากรู้อยากเห็นไปเสียทุกเรื่อง  มีไอเดียใหม่ ๆ ผุดขึ้นมาตลอด...ก็เลย...ทำอะไรต่อเนื่องไม่ค่อยจะรอด

ตลอดชีวิตของเลโอนาร์โด......เขาเขียนหนังสือไม่เคยเสร็จเลยแม้แต่เล่มเดียว  และเขียนภาพเสร็จเพียงสิบกว่าภาพเท่านั้น

เลโอนาร์โดเชื่อในพระเจ้า แต่เป็นพระเจ้าในธรรมชาติ  แม่แห่งสรรพสิ่ง (Mother of Nature)
เขามีความคิดพ้องกับอริสโตเติล  แต่ไม่ทั้งหมด  และได้แนวคิดมากมายจากกระแสมนุษยนิยม  ขณะเดียวกันก็คิดต่างมากมายเช่นกัน  นักปราชญ์โบราณอย่าง อาร์คีมีดิส จุดประกายความคิดของเลโอนาร์โดเป็นอย่างมาก  และเป็นแรงผลักดันให้เขาพยายามเรียนภาษาละติน  แต่เขาก็ไม่เคยทนเรียนได้สำเร็จ  ความไม่รู้ภาษาละตินจึงกลายเป็นปมด้อยเล็ก ๆ ของเขา  (ไฮโซสมัยก่อนเขาเรียนละตินกัน  ถ้าไฮโซมาก ๆ ก็เรียนภาษากรีกควบด้วย)

แต่เราอยากจะบอกว่า...ไม่ใช่แค่แนวคิดของเขาเท่านั้นที่ค่อนข้างแหวกแนวจากคนในยุคเดียวกัน  สไตล์การแต่งตัวก็แหวกด้วย
ในขณะที่ผู้ชายสมัยนั้นเขาสวมชุดยาว ๆ สีขรึมๆ กัน  หนุ่มเลโอนาร์โดกลับใส่ชุดสีกุหลาบชมพูอมส้ม...สั้นแค่เข่า... (อา  เปรี้ยวมากนะเธอ  ยัง  ยังไม่จบ  ไม่ใช่แค่แต่งตัวเปรี้ยว  ยังมีประวัติเปรี้ยว ๆ ตามมา)


(รูปหล่อบรอนซ์ "David"ฝีมือเวร์รอกชีโอนี้ เชื่อว่า เลโอนาร์โด ดาวินชี เป็นนายแบบ)
(ขออีกวงเล็บ...ดูหุ่นเพรียวบางนั่นสิ  ดูท่าโพสนั่นสิ ~เริ่ดแอนด์กิ๊บเก๋ชิมิล่ะ? )

เมื่ออายุได้ 24 ปี  เลโอนาร์โด ดาวินชี ถูกฟ้องถึงสองครั้งในข้อหามีเพศสัมพันธ์กับนายแบบอายุ 17 ปี ชื่อ จาโกโป ซาลตาเรลลี (Jacopo Saltarelli)  เลโอนาร์โดถูกสั่งจำคุกสองเดือนก่อนได้รับการปล่อยตัวออกมาเพราะขาดหลักฐาน
เลโอนาร์โดไม่เคยแต่งงาน  ไม่มีวี่แววว่าจะมีคนรัก  หลังผ่านเหตุการณ์ดังกล่าว...
อีกหลายปีต่อมา  เขาได้รับอุปถัมภ์เด็กชายหน้าตาดีคนหนึ่ง  เด็กคนนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ อิล ซาไลโน ( Il Salaino - เจ้าวายร้ายน้อย)  และต่อมาของต่อมา  ในปี ค.ศ. 1506 เลโอนาร์โดได้พบ ฟรานเชสโก เมลซี (Francesco Melzi) ในวัย 15 ปี  โดยเมลซีได้บรรยายความรู้สึกของเลโอนาร์โดที่มีต่อตนเองไว้ว่า “เป็นความรักที่ดื่มด่ำและร้อนแรงอย่างยิ่ง”  หลังจากนั้น...เลโอนาร์โดและสองหนุ่มก็ได้ร่วมกันเดินทางไปทั่วอิตาลี (...เปรี้ยวไหมล่ะ?)

ย้อนกลับมาหลังเหตุการณ์โดนฟ้อง  เลโอนาร์โดลาออกจากโรงศิลปะของเวร์รอกชีโอ  กลายมาเป็นศิลปินเดี่ยว  เข้าใจว่าไส้แห้งเพราะไม่ค่อยจะทำงานสำเร็จ  แต่ก็ยังมีคนจ้างเพราะฝีมือดี
เลโอนาร์โดได้รับงานวาดภาพ "Adoration of the Magi" อันโด่งดังในช่วงนี้เอง  แต่ก็อย่างว่า  วาดเสร็จซะที่ไหน  ภาพนี้ยังวาดไม่เสร็จ  ยังไม่ได้เริ่มลงสี  มีแค่ภาพร่างสีน้ำตาล...ซึ่งกลายเป็นว่าโดดเด่นมีเอกลักษณ์เหลือเกินในยุคปัจจุบัน


(Adoration of the Magi)

ห้าปีต่อมา  เลโอนาร์โดย้ายออกจากฟลอเรนซ์ไปอยู่มิลาน  ว่ากันว่าเป็นเพราะเลโอนาร์โดเริ่มเบนความสนใจไปยังสายวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์  แต่คิดเล่นขำ ๆ ได้ว่าอาจเป็นเพราะฟลอเรนซ์มีศิลปินฝีมือดีอยู่เยอะ  นอกจากศิลปินเหล่านั้นจะเก่งแล้ว...ยังทำงานเสร็จอีกต่างหาก!  เลโอนาร์โดที่ทำงานไม่ค่อยจะเสร็จเลยต้องอพยพหาแหล่งใหม่ตามระเบียบ...

ณ มิลาน  เลโอนาร์โดได้ทำงานให้กับผู้ทรงอำนาจเทียบเท่าตระกูลเมดิชีแห่งฟลอเรนซ์  ได้แก่ตระกูลสฟอร์ซา (Sforza) แห่งมิลาน  โดยสัญญาว่าจะสร้างรูปประติมากรรม ฟรานเชสโก สฟอร์ซา ขี่ม้า แบบยิ่งใหญ่อลังการ  แต่เอาเข้าจริงสิ่งที่เขาได้ออกแบบเป็นส่วนใหญ่ได้แก่เครื่องจักรกลสงคราม  แถมเมื่อออกแบบเครื่องยนต์กลไกไปนาน ๆ เขาก็เริ่มเบนความสนใจไปที่คนในเมือง
เลโอนาร์โดมักจะสะกดรอยตามคนในเมืองที่เขาติดใจทั้งวันเพื่อสเกตซ์ภาพ...



ในช่วงนี้  เขาได้ร่างหนังสือทฤษฎีและเทคนิคการวาดภาพ  ซึ่งแน่นอนอยู่แล้ว...ว่าเขียนไม่เสร็จ  ~วะฮะฮ่า! (คุณทำให้อีสาวจับจดอย่างหนูรู้สึกตื้นตันประหนึ่งเจอญาติผู้ใหญ่ที่พลัดพรากขึ้นมาแวบหนึ่งเลยค่ะ 555+)

ต่อมา  เลโอนาร์โดได้ศึกษาเรื่องกายวิภาคอย่างจริงจัง  และนำความรู้ที่ได้ไปเทียบกับทฤษฎีโบราณของ วิทรูเวียส (Vitruvius) สถาปนิกยุคจักรวรรดิโรมัน  ซึ่งอธิบายโครงสร้างสัดส่วนมนุษย์ไว้อย่างละเอียด  โดยสรุปว่า  เมื่อคนยืนกางแขนกางขา  ก็จะลงพอดีในกรอบรูปวงกลมและจัตุรัส  เป็น homo ad circulum และ homo ad quaratum (คนในวงกลม – คนในจัตุรัส) จนกระทั่งสามารถสร้างภาพ Vitruvian Man อันลือลั่นได้สำเร็จ


(Vitruvian Man)

ในช่วงที่เลโอนาร์โดรับใช้สฟอร์ซา  เขาหมกมุ่นในเรื่องการบินมาก  เขาได้ร่างภาพสเกตซ์เกี่ยวกับการบินกว่า 500 ภาพ  และคำบรรยายประกอบภาพก็มีมากกว่า 4,000 คำ  เขาได้ลองออกแบบและพัฒนาเครื่องร่อน( The Wing Glider) แต่การทดลองบินทุกครั้งประสบความล้มเหลว  อย่างไรก็ดี  จินตนาการของเขากลายเป็นความจริงต่อมาในยุคปัจจุบัน (ส่วนในเกม Assassin’s Creed II ก็โมเมไปแล้วว่ามันใช้บินได้จริงนะเออ!)

(ภาพสเกตซ์ของดาวินชี)


(ภาพจากเกม Assassin's Creed II)

ในปี ค.ศ. 1494
ฝรั่งเศสยกทัพมาปิดล้อม...มิลานเกิดความระส่ำระสาย
โลหะที่เตรียมไว้หลอมประติมากรรม สฟอร์ซา ขี่ม้า (ที่กล่าวถึงเมื่อสี่ย่อหน้าก่อน...แหะ ๆ เผื่อลืม) ได้ถูกนำมาทำลูกปืนเสียหมด  แถมเมื่อกรุงแตกในปี ค.ศ. 1499  พลธนูฝรั่งเศสยังเอารูปปั้นม้าดินที่ทำไว้เป็นแบบรูปหลอมดังกล่าวมาเป็นเป้าซ้อมยิงจนชำรุดเสียหาย  สรุปแล้ว  แผนสร้างประติมากรรม สฟอร์ซา ขี่ม้า  อันอลังการก็เป็นอันจบเห่อยู่เท่านี้


(...มันจบลงที่ตรงนี้~มีเหลือแต่แบบร่าง *เปิดเพลงเศร้า*)

15 ปี หลังกรุงมิลานแตก  เลโอนาร์โด ดาวินชี ใช้ชีวิตระเหเร่ร่อนรับงานทั่วอิตาลี  จนกระทั่งกลับมาที่ฟลอเรนซ์  ในช่วงนี้เองที่เขาเริ่มทำภาพระดับตำนานของตำนาน....โมนาลิซา (Mona Lisa)


และในช่วงนี้อีกนั่นแหละ  ที่เขาได้ปะฉะดะกับศิลปินเอกอีกคนหนึ่งในยุคเรอเนซองส์...มีเกลันเจโล (Michelangelo) ศิลปินผู้สร้างงานอย่าง Pieta (อีฟประทับใจเป็นพิเศษเลย อยากมีโอกาสไปดูของจริงสักครั้ง)

(Pieta สร้างโดย Michelangelo)


โดยสภาเทศมนตรีเมืองฟลอเรนซ์ได้เสนอให้ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองประชันฝีมือวาดภาพผนังขนาดยักษ์ในห้องโถงของสภา

มีเกลันเจโลเลือกศึกแห่งคาสชินา (Battle of Cascina)

เลโอนาร์โดเลือกศึกแห่งแองกีอารี (Battle of Anghiari)

ลีโอนาร์โดได้บรรยายองค์ประกอบภาพที่คิดไว้ในสมุดบันทึกแบบละเอียดยิบ...ยิบจริง ๆ ไม่ได้ล้อเล่น  พร้อมสเกตซ์ศึกษารายละเอียดประกอบภาพไว้เป็นจำนวนมาก  แต่อย่างที่น่าจะเดาได้...สุดท้าย...เสร็จซะที่ไหนกัน (อา...อีฟล่ะรักคุณสิงห์จัง 555+)
แบบว่า...เนื่องจากถูกมีเกลันเจโลสบประมาทไว้ว่าเป็นคนที่ “ได้แต่คิด  สร้างไม่เป็น”  คุณสิงห์แกเลยรีบลงสีภาพ  รีบทำ  แล้วหัวใสไง...เอาเตาถ่านคุไฟไปอังใต้ภาพหวังให้สีแห้ง  มันก็แห้งน่ะนะ  แห้งแต่ส่วนล่างภาพ  ส่วนบนสีเยิ้มลงมาเลอะเทอะเต็มไปหมด  สรุปว่าภาพพัง  ประกอบกับช่วงนั้นเครดิตคุณสิงห์แกไม่ค่อยดีเนื่องจากไปทำโปรเจ็คต์เปลี่ยนเส้นทางน้ำล่มไม่เป็นท่า  มาเรื่องนี้อีก  สุดท้าย  กรรมการสภาเลยหมดศรัทธา...
(ถ้ามีเพื่อนร่วมงานเดินมาตบไหล่คุณแล้วบอกว่า “อัจฉริยะเหมือนดาวินชี่เลย” อย่าเพิ่งปักใจเชื่อนะว่ามันชม)


(Battle of Anghiari...มีแต่ภาพสเกตซ์...อีกแล้วหนอ )

ช่วงนี้ถือว่าเป็นช่วงที่ตกต่ำมากในชีวิตของลีโอนาร์โด  เขาเขียนบันทึกเอาไว้ตอนหนึ่ง  ใจความว่า
“ความอดกลั้นต่อการดูถูกเหยียดหยามเป็นเสมือนเสื้อกันหนาว  อากาศยิ่งเย็นเท่าไร  เราก็ยิ่งต้องสวมใส่เสื้อผ้าเพื่อปกป้องตัวเองมากขึ้นเท่านั้น”

ค.ศ. 1513 เลโอนาร์โดย้ายไปรับงานวิศวกรรมกับคาร์ดินัล กีอูลีอาโน เดอ เมดีซี พี่ชายของโป๊บลีโอที่ 10 ณ กรุงโรม  โป๊บไม่ชอบหน้าเขานัก  เมื่อกีอูลีอาโนตายลง  เลโอนาร์โดจึงไม่สามารถอยู่ในโรมได้อีกต่อไป

เลโอนาร์โดออกจากโรมกลับไปยังฟลอเรนซ์และมิลานได้ไม่นาน  พระเจ้าหลุยส์ที่ 12 ก็สวรรคต  พระเจ้าฟรองซัวร์ที่ 1 ขึ้นครองราชย์แทน  พระองค์มีพระประสงค์ที่จะอุปถัมภ์เลโอนาร์โดในฐานะปูชนียบุคคล  จึงเสนอรับเลโอนาร์โดมาอยู่ด้วย  ดังนั้นใน ค.ศ. 1516 เลโอนาร์โดและเมลซี  กับคนรับใช้อีกหนึ่งคน  จึงเดินทางไปยังฝรั่งเศส  พร้อมลักลอบนำภาพเขียนที่มีคนว่าจ้างไว้ติดตัวไปด้วยสามภาพ  อันได้แก่


เซนต์จอห์นเดอะแบปทิสต์ (St.John the Baptist)
...ว่ากันว่าภาพนี้คือภาพวาดสุดท้ายของเลโอนาร์โด...

พระแม่มารี เยซูน้อย กับเซนต์แอนน์ (Virgin and Child with St.Anne)

และภาพหญิงชาวฟลอเรนซ์นางหนึ่ง
...ซึ่งภายหลัง  ทั่วโลกรู้จักเธอในนาม โมนาลิซา (Mona Lisa)

ในวัยชรา  ถึงแม้ว่าจะได้มาอยู่สุขสบายกับพระเจ้าฟรองซัวร์ เอาเข้าจริงเลโอนาร์โดก็ไม่ได้ลงมือทำโครงการที่ใฝ่ฝัน  เขามีความคิดที่จะปรับปรุงคุณภาพน้ำในแม่น้ำโซโลน  ปลูกต้นไม้  และฟื้นฟูสภาพดินในท้องที่  แต่ชาวฝรั่งเศสไม่ค่อยให้ความสนใจกับโครงการเหล่านี้  พวกเขาชอบให้เลโอนาร์โดออกแบบปาร์ตี้  ประดิษฐ์ของเล่นหรูหรา...อะไรทำนองนั้น

เมื่อใกล้จะเสียชีวิต  แขนขวาของเลโอนาร์โดเป็นอัมพาต  เขาจึงเขียนพินัยกรรมและได้มอบสมุดบันทึกหลายเล่มให้อยู่ในความดูแลของ ฟรานเชสโก เมลซี  พร้อมกับถามว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เขาได้ออกแบบไว้นั้น  มีอะไรบ้างที่ถูกนำไปสร้าง? (...)

อีก 9 วันต่อมา  คือ  วันที่ 2 พฤษภาคม 1519
เลโอนาร์โดสิ้นลมโดยมีภาพ โมนาลิซา ภาพที่เขารักยิ่งอยู่ใกล้ ๆ

ชีวิตของเลโอนาร์โดประสบความผิดหวังหลายครั้ง  เช่น  มีชื่อเสียงเรื่องการวาดภาพไม่เสร็จ  เขียนหนังสือไม่จบสักเล่ม  โครงการที่คิดไม่ได้ถูกนำไปปฏิบัติจริง  ไม่ประสบผลสำเร็จในการทดลองสิ่งประดิษฐ์  ฯลฯ  แต่อย่างไรก็ตาม  สิ่งที่เขาทิ้งไว้ให้ชนรุ่นหลังก็มีมากมาย  ไม่เพียงแต่ด้านงานศิลปะ  แต่รวมถึงแนวคิดต่าง ๆ

สุดท้ายนี้ ขอยกคำพูดตอนหนึ่งในบันทึกของ เลโอนาร์โด ดาวินชี มาปิดท้ายเอนทรี่ให้เท่ ๆ
“While I thought that I was learning how to live, I have been learning how to die.”


*****************************************

ปล. ข้อมูลประวัติในเอนทรี่นี้ไม่ได้มาจากการค้นคว้าของอีฟ  แต่มาจากหนังสือ “ถอดรหัสอัจฉริยะ Leonardo da Vinci“ สำนักพิมพ์สารคดี + เสิร์ช Google อีกนิด ๆ หน่อย ๆ
ปล.2 ไม่ได้เขียนถึงเทคนิค Sfumato  …orz ไม่รู้จะเอาไปแทรกไว้ตรงไหน  เอาเถอะ
ปล.3 แอบรู้นะว่าไม่ชอบอ่านอะไรยาว ๆ แต่ก็แอบหวังว่าจะสนุกกับการอ่านเอนทรี่นี้นะจ๊ะเพื่อนเลิฟ
ปล.4 ขอความกรุณา  ถ้าไม่ได้อ่าน จะ comment ก็ได้  แต่ไม่ต้องทำเนียนพิมพ์ comment เหมือนอ่านแล้วนะคะ เพราะจะทำให้คนเขียนเอนทรี่อารมณ์เสียอย่างมาก

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ฮิ มาอ่านค่ะ
แม้อาจจะทำหลายอย่างไม่สำเร็จ แต่โลกที่เขามองไปเบื้องหน้า ดูมันน่าสนุกดีนะ มีอะไรให้คิด ให้คนหาอีกเยอะแยะเลย อยากลองมองโลกด้วยสายตาของแกสักครั้ง อยากรู้ว่าแกคิดไง

ป.ล. ท่าโพสต์เริ่ดมาก ทีห่ัวนมมันเทปปิด หรือว่าเพนท์ !
แถมตายังจิกอีกแน่ะ แอร๊ย แรงนะคุณ Hot!
เราชอบประวัติของท่านมากมันดูน่าตื่นเต้นเวลาได้ฟังและอ่าน big smile

#2 By ~Nanshu SinKID~ on 2009-08-27 16:38

เคยดูในสารคดี รูปปั้นปีเอตานั้นซูมไปดูใกล้ๆผิวหนังมีแม้กระทั้งเส้นเลือด แกะสลักแม้กระทั้งเส้นเลือด จะเมพไปแว้ว~~~

#3 By prema-ja on 2009-08-27 16:48

เคยเรียนตอนม.ปลายวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ

ทึ่งมากๆกับผลงาน Pieta
สุดๆไปเลย ทึ่งมากๆ ทำได้ไงฟะเนี่ย? นั่นมันหินนะ!

แบบนับถือตั้งแต่นั้นมาก เป็นสุดยอดแห่งงานศิลปะจริงๆ

Hot! Hot! Hot!
สำหรับความรู้

#4 By warable on 2009-08-27 17:35

ประวัติยาวดีจริงๆค่ะ
ขอบคุณที่นำมาลงให้อ่านกันนะคะคุณอีฟ

แต่น่าอิจฉาเหลือเกินป็นคนที่มีพรสวรรค์ในทุกๆด้านจริงๆ
ไม่ว่าจะวาดรูปปั้นแกะสลักก็ทำออกมาได้เนี้ยบสุดยอด Hot!

#5 By HOJO on 2009-08-27 18:25

ฮ่าๆๆๆ เปรี้ยวดีจริงๆค่ะ ตอนนี้เรามาอ่านอาจจะไม่เข้าใจความยากลำบากของเขานัก แต่สมัยนั้นเค้าคงลำบากพอตัวเลยล่ะ
แต่ก็ยังดีนะ เค้ามีความรักกับหนุ่มน้อยด้วยอ่ะ อ๊างงง
อยากได้

#6 By gallantfoal on 2009-08-27 20:47

หุหุหุ อ่านได้ไม่มีปัญหาหรอก เรื่องที่สนใจอ่ะ จะยาวแค่ไหนเราก้อ่าน (ยิ่งถ้าเป็นฉากกุ๊กกิ๊กระหว่างนังโอ้กะเจ๊ หรือ นังโอ้กะลุงดา ต่อให้มี 100 หน้ากุก้อ่านนนนนนนนนน มวะฮ่ะๆๆๆๆ)

คิดได้หลายอย่างดีนะ แต่ไม่สำเร็จซักอย่าง (พอๆกะตูเลย คิดได้ทำไม่ได้เนี่ย ฮืออออ เค้าไม่มีฝีมืออ้ะ)

“While I thought that I was learning how to live, I have been learning how to die.” <<< โฮกๆๆๆ โฮกกกกกก โคตรชอบบบบบ เท่มากลุง!!

ปล. ใครบอกกันล่ะว่าต้อยที่ลีโอเลี้ยงไว้มี 2 คน เหอะๆๆๆ มันลืมนับอีโอ้ไปไงล่ะ!!! XD

#7 By Gu_Tango on 2009-08-27 21:14

แม่จ้าวว
ปกติไม่ค่อยสนใจดาวินชีเท่าไหร่ เลยไม่รู้ประวัติท่านสิงห์เลยค่ะ แต่พอมาอ่านแล้ว โอ้โน่ว orz

แอบสงสารเหมือนกันนะคะเนี่ย โดนสบประมาทแบบนั้น แล้วชีวิตก็ค่อยๆเข้าโหมดดิ่งลง จนถึงช่วงสุดท้ายของชีวิตก็ยังทำอะไรที่อยากทำไม่ได้ตั้งเยอะแยะ น่าเศร้าจริงๆ

และที่สำคัญ "ทำอะไรไม่ค่อยจะเสร็จซักอย่าง" นี่มันอ่านแล้วแทงใจดำจี๊ดๆเลยค่ะ กร๊ากกกก


ว่าแต่ว่า......ถ้ารูปปั้นนั้นต้นแบบจากท่านสิงห์จริงๆล่ะก็ แอร๊ยยยย เริ่ดมั่กๆๆค่ะ ทั้งท่าทาง ทั้งหุ่น สวยเด้งงง

#8 By SenRitSu on 2009-08-27 22:46

"นอกจากศิลปินเหล่านั้นจะเก่งแล้ว...ยังทำงานเสร็จอีกต่างหาก!"

เจ็บในทรวงอย่างร้ายแรง ฮึกๆ ไม่ว่าสมัยไหนๆ งานดีไม่มีค่าเท่างานเสร็จหรอกค่ะ

อาอา แล้วก็มาเพิ่มเนื้อหาตามสั่งเค่อะ

เคยเรียนมาว่าสมัยพระเจ้าฟรังซัวร์ที่ 1 มีงานที่เป็นแนวคิดของลีโอนาโด ดาวินชีด้านสถาปัตยกรรมอยู่อันนึงได้สร้างจริง ชื่อ ปราสาท Fontainebleau ค่ะ

เป็นปราสาทเรสเนสซองค์แท้ๆไม่กี่อันในฝรั่งเศส อืม ที่ทำให้หนูทึ่งคือบันไดเวียนสองอันที่เกี่ยวกัน (ที่จริงด้านการใช้งานมันไม่เวิร์คเท่าไหร่ เพราะบันไดจะไปโผล่ชั้นเว้นชั้น ซึ่งหมายความว่า ถ้าจะขึ้นต้องนับก่อนว่าต้องขึ้นบันไดไหน )question

แต่ก็รู้สึกว่าช่างคิดล่ะเนาะ

มีเรื่องตลกด้านสถาปัตยกรรมที่เกี่ยวกับดาวินชีอีกอย่างก็คือ ทั้งที่เป็นศิลปินตัวแม่ยุค High-Renaissanceแท้ๆ แต่ที่สร้างครอบหลุมศพกลับเป็นศิลปะแบบโกธิคซะนี่ โถ sad smile

มอบดาว ฮิฮิ ชอบจังเลยค่ะ Hot!

#9 By buffy on 2009-08-27 23:49

อรั๊ย มาเร็วทันใจ
ขอบคุณ buffy มาก ๆ ค่ะ cry
+ นั่นสิเนอะ คิดเหมือนกัน ไหงที่สร้างครอบหลุมกลายเป็นศิลปะโกธิคไปได้! (คิดอีกที คุณสิงห์แกอาจจะชอบ เพราะเื่บื่อศิลปะเรอเนซองส์แล้ว เจอมาทั้งชีวิต 'ไรงี้ 555+)

#10 By อีฟ on 2009-08-28 00:00

ฮาๆ ไม่แน่ใจว่าดาวินชีเสียในฝรั่งเศสรึเปล่า แต่เดาว่าใช่ เพราะศิลปะของฝรั่งเศสแท้ๆ ก็คือโกธิคล่ะนะ

#11 By buffy on 2009-08-28 00:02

ใช่ค่ะ เสียในฝรั่งเศสค่ะ เพราะงั้น ทั้งสามภาพที่แกเอาติดตัวไปเลยตกเป็นกรรมสิทธิ์ของฝรั่งเศสไปเลย

#12 By อีฟ on 2009-08-28 00:08

โอ้อ้า ชอบงานปิเอตาเหมือนกันเลย *-* จีบผ้านั้นและสีหน้าของพระแม่ดูนุ่มนวลจับใจ เหมือนจะจับได้จริงๆเลย

สารภาพว่าเรียนประวัติศาสตร์ศิลปะเหมือนกัน แต่เนื่องจากศิลปินมีหลายคนมากท่านอาจารย์เลยเน้นไปที่เรื่องงานมากกว่าประวัติ กร๊ากกกก ไม่เคยรู้มาก่อนว่าลีโอนาโดจะเป็นพวกเฉื่อยเหมือนดิฉัน

คิดภาพว่าเป็นคุณปู่ตลอด แต่ไม่คิดเลยว่าวัยหนุ่มจะนำเทรนด์ขนาดใส่มินิสเกิร์ต เอิ้ววว
(โอ้อ้า อยากเล่นเกมมมมมม)

#13 By la lune on 2009-08-28 00:09

(ขออนุญาตคอมเม้นต์เพิ่มนะคะ)
คิดเหมือนคอมเม้นต์ที่ 13 เลยค่ะ ปรกติเราเองก็คิดถึงท่านในลักษณะคุณปู่มาตลอดจริงๆค่ะ(เพราะเห็นแต่รูปปั้น+ภาพวาดของท่านในลักษณะผู้สูงอายุเสมอๆ)แบบนี้ในเกมจะเป็นแบบไหนนะอยากเห็นจังค่ะ

ปล. อ่านจากที่คุณ Buffy เขียนเพิ่มเติม ทำให้ไปนึกถึง ตอนดูสารคดีเรื่องบันไดวนเหมือนกันค่ะ ตอนนั้นทึ่งมากว่าท่านคิดได้อย่างไร ดูด้านนอกเหมือนบันไดวนธรรมดา ที่ไหนได้ ด้านในเป็นบันไดวนเกี่ยวกัน ทำให้พระราชาแว่บได้ง่ายขึ้นโขopen-mounthed smile

ชอบเรื่องราวของประวัติศาสตร์ศิลปะจังเลยค่ะแต่ไม่ค่อยได้ทราบมาก เนื่องจากเราไม่ได้เรียนด้านนี้โดยตรงเลยค่ะ *เศร้า*

#14 By HOJO on 2009-08-28 00:35

เพิ่งรู้ว่าดาวินชีเปรี้ยวขนาดนี้ อูอา

ดาวินชี้นี่ฝีมือสุดยอดจริงๆค่ะ

#15 By ทราย on 2009-08-28 01:37

มาเม้นต์เล่นๆเพิ่ม อิอิ
อือ อยากเล่นเกมเร็วๆเหมือนกัน อาา....หวังว่าในเกมลุงแกคงไม่ใส่กระโปรงสั้นนะเจ๊อะ!? (โดนลีโอนาร์โดโดดถีบ) 55555

#16 By Gu_Tango on 2009-08-28 08:57

^
^
ถ้าในเกมลุงเปรี้ยวได้เท่าเลดี้กาก้า โปรดแคปภาพด่วนค่ะ 555+

#17 By [BT] Shila @ Brown Sucre Bar on 2009-08-28 12:16

นึกถึงตอนเรียนวรรณกรรมยุโรปเลยค่า!cry
ศิลปินสมัยก่อนเนี่ย...ถ้าไม่เข้าวัง รึ วาดนอกกรอบ
ก็มักจะโดนบีบร่ำไปนะคะน่าเศร้ามากๆเลย

หลายคนที่ฉันเรียนๆมาก็พอทำนอกกรอบก็เจอเล่นซะเละ
แบบว่า ...ไส้แห้งตายกันทุกรายเลย
น่าสงสารนะคะ ความฝันกินไม่ได้กว่าปัจจุบันซะอีก!

อย่างนี้ต้องโยนบอลค่า!!!

แต่สุดยอดมากๆเลยค่ะ เขียนเข้าใจง่ายดีนะคะ double wink Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!