ตรอกเท็กซัสรำลึก
posted on 21 Jun 2009 11:59 by eveba
ก่อนอื่น ขอบคุณมากนะคะ เอนทรี่ก่อนดอกไม้บานสวยทุกดอกเลย
คำเตือน เอนทรี่นี้มาแปลกกว่าทุกเอนทรี่ที่ผ่านมา แถม...มันค่อนข้างยาวนะคะ
.
.
.
ตรอกเท็กซัสรำลึก
1. ตรอกเท็กซัส เยาวราช
ผู้หญิงวัยสามสิบเศษคนหนึ่งจูงเด็กหญิงหน้าตาไม่เหมือนตนเองสักเท่าไรเดินปะปนกับชาวไทย-จีน-ฝรั่งที่คลาคล่ำอยู่บนถนนแคบๆ เสียงเพลงงิ้วดังประสานกับเพลงเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้และเพลงเปาบุ้นจิ้น...
ผู้หญิงคนนั้นคือแม่ของฉัน ส่วนเด็กคนนั้น...ก็ต้องเป็นฉันแน่อยู่แล้ว
หนึ่งในความทรงจำเด่นๆ ในวัยเด็กของฉัน คือการเดินตามแม่ตระเวนหาของเก่าในยามราตรี ณ เยาวราช โดยเฉพาะตรอกเท็กซัส
2. ฉันรู้ตัวว่าสำนวนการเขียนของฉันไม่สละสลวย...
...โดยเฉพาะเมื่อต้องเขียนเล่าจากความจำยิ่งตะกุกตะกักไปใหญ่ แต่ช่างสำนวนมันเถอะ! เราสองแม่ลูกเรียกเยาวราชแถบตรอกเท็กซัสว่า 'ตลาดมืด' เวลาแม่บอกฉันว่า 'คืนนี้เราจะไปเดินตลาดมืดกัน' แปลว่าคืนนี้เราจะไปเดินแถวตรอกเท็กซัสกัน
ตรอกเท็กซัสในตอนกลางคืน(และบริเวณใกล้เคียง) จะมีพ่อค้าแม่ค้ามากหน้าหลายตามาปูผ้า วางแผงขายของตั้งแต่สากกระเบือยันเรือรบ มีทั้งของดีของเก๊ปนกันไป อย่างที่ว่า 'ตาดีได้ ตาร้ายเสีย' บรรดาเซียนๆ ทั้งหลายจะถือกล้องคู่ใจส่องกันอุตลุต...เผื่อได้ของฟลุค ตำนานสะท้านวงการที่ฉันจำได้แม่นก็ได้แก่ เรื่องของชายคนหนึ่งที่ซื้อเครื่องประดับจากแถวนี้ด้วยราคาเพียงไม่กี่พัน แต่ปรากฏว่าเอาไปขายต่อได้เป็นล้าน เพชรเก๊กลายเป็นเพชรแท้ไปเสียฉิบ!
3. หน้าตรอก
เมื่อยืนหันหน้าเข้าหาตรอก ฝั่งซ้ายมือ จะเจอรถขายขนมปังปิ้งจอดอยู่ ฝั่งขวามือ จะเจออาซิ้มแก่ๆ นั่งพัดเตาซึ่งมีถังใส่นมสดวางอยู่ข้างบน (สรุปว่าซิ้มแกขายนม มีไข่สดตอกใส่ให้ด้วยนะเออ นมอุ่นผสมไข่อร่อยมากๆ ขอบอก!)
พอเรามาถึงหน้าตรอก เป้าหมายแรกของแม่ก็คือสองคู่หูอ้วนผอมที่นั่งขายของอยู่แผงติดๆ กันบนทางเท้า เยื้องรถขายขนมปังปิ้งไปนิดเดียว คนอ้วนขายรองเท้ากับของเล่น(ขายด้วยกันได้!) คนผอมขายเครื่องเงินเครื่องทองชิ้นจิ๋วๆ แม่จะเข้าไปดูของจากคนผอม...ฉันจำชื่อเขาไม่ได้ เรียกแต่น้าผอมตลอด...แต่เขาค้าขายกับแม่จนสนิท ได้ของสวยๆ มาก็จะเก็บซ่อนไว้ให้แม่ดูก่อน ไม่วางโชว์ ขณะที่แม่นั่งยองๆ ส่องของ เราก็รื้อรองเท้าของแผงข้างๆ เล่นไป ฟังคนขายตัวอ้วนโม้ไปเรื่อย คนนี้เราก็จำชื่อไม่ได้ เรียกแต่น้าอ้วนๆ เขาใจดีมาก มีอารมณ์ขันและช่างคุย ลูกอีช่างรื้ออย่างเราสบายไปเลย เพราะเขายอมให้รื้อเล่นทุกอย่าง บางทีก็ให้ขี่คอด้วย พอมาคิดย้อนดู...ถ้าฉันเจอเด็กซนขนาดตัวเองสมัยก่อน เจ้าเด็กนั่นคงโดนถีบกระเด็นไปแล้ว แม่บอกว่าเขาเอ็นดูฉันเพราะฉันพูดเพราะแถมฃ่างประจบช่างยอ จ๋าจ้ะคะขาทุกคำ
บางครั้ง เวลาแม่จะไปดูของร้านอื่นก็จะฝากฉันไว้กับน้าอ้วน ระหว่างแม่ไม่อยู่เราก็เล่นกันไปเรื่อย น้าอ้วนเป็นผู้ใหญ่หนึ่งในไม่กี่คนที่ฉันในตอนเล็กๆ ไม่กลัว เขาเหมือนเพื่อนมากกว่า เราชอบเอารองเท้ามาสวมมือ แล้วก็ตบมือกันเล่น แหกปากร้องเพลงไปด้วย น้าผอมหันมาเห็นทีไรก็ส่ายหน้า...
4. ปกติแล้ว เมื่อมาตลาดมืด...
เราสองแม่ลูกจะไม่ตรงเข้าตรอกเท็กซัสทันที แต่จะเดินเลาะดูของไปทางซ้ายมือก่อน ในความรู้สึกของฉันเมื่อสมัยเด็ก ทางเดินช่วงสั้นๆ ก่อนจะหักเลี้ยงหัวมุมถนนนั้นช่างยาวเหยียดและเต็มไปด้วยอันตราย ฉันเคยทั้งพลัดหลงกับแม่ ถูกบุหรี่จี้แขน และถูกลวนลามบนทางเดินสั้นๆ นั้น
ความทรงจำของฉันในชั่วขณะที่ถูกลวนลามนั้นยังแจ่มชัดมาก และฉันก็ยังรู้สึกขยะแขยงปนรู้สึกผิด(?)ทุกครั้งที่นึกถึงมัน แม้จะเป็นเพียงชั่วขณะสั้นๆ...ครั้งนั้นแม่เดินนำหน้าฉัน คนแน่น มี่คนเดินแทรกระหว่างฉันกับแม่ ฉันพยายามวิ่งตาม จะคว้าจับมือแม่ ผู้ชายแก่คนหนึ่งเดินสวนมา เขาใช้มือซ้ายบีบต้นขาฉันและเลื่อนขึ้นมาล้วงอวัยวะเพศ ฉันผลักออกแต่เขาเกร็งแขนเอาไว้ ไม่มีใครช่วยฉันเลย พอดิ้นหลุดได้ฉันก็วิ่งไปเกาะแขนแม่ ฉันไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้แม่ฟังจนอีกหลายปีต่อมา มันก็แปลก ทั้งที่ฉันเป็นผู้ถูกกระทำ แต่ฉันกลับรู้สึกผิดทุกครั้งที่นึกถึงเหตุการณ์นั้น
5. ก่อนถึงทางเลี้ยวที่หัวมุมถนน มีร้านหนังสือร้านใหญ่...
ร้านหนังสือร้านนี้เป็นร้านหนังสือเก่า หนังสือทุกเล่ม ทุกประเภทวางกองสุมกันอยู่บนผ้าผืนใหญ่ซึ่งปูไว้บนทางเท้าฝั่งซ้ายมือ ตั้งประจันหน้ากับแผงขายพระเครื่องที่มีบรรดาเซียนยืนตีกล้องกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ฉันชอบร้านหนังสือร้านนี้และมักจะขอให้แม่หยุดดูนานๆ ฉันจำหน้าคนขายไม่ได้ แต่จำได้ว่าเขาใจดี เขายอมให้ฉันขึ้นไปนั่งบนกองหนังสือของเขา คุ้ยหนังสืออ่านฟรีในขณะที่เขาส่องไฟฉายให้ แม่ซื้อหนังสือให้ฉันครั้งละเล่ม แต่ฉันอ่านฟรีครั้งละหลายสิบเล่ม คนขายบอกว่าฉันอ่านหนังสือไวมาก โตขึ้นคงเรียนเก่ง แม่บอกว่าหมอบอกว่า(งงไหม?)สมองฉันทำงานไวเพราะยา ฉันเป็นเด็กประเภท 'เจ็ดเดือนคลอด' โด๊ปยาไปเยอะ เดี๋ยวอีกหน่อยพัฒนาการก็จะช้าลงจนเป็นปกติ พูดอีกทีคือยิ่งโตยิ่งโง่ (555+)
6. แม่พาฉันเลาะดูของไปเรื่อยจนมาเจอทางเข้าอีกทางของตรอกเท็กซัส...
คราวนี้เราจะเข้าไปในตรอกกันแล้ว ถึงจะเป็นตอนกลางคืน แต่ในตรอกทั้งครึกครื้นทั้งคับคั่งไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา มีทั้ง ไทย จีน ฝรั่ง (บางคืนฉันว่าฉันเห็นแขกด้วยนะ) สองข้างทางในตรอกมีร้านขายของตั้งติดๆ กัน
ขณะเดินตามแม่...บางครั้งฉันถึงกับท้องร้องโครกคราก ได้กลิ่นอาหารทะเลหอมฉุยผสมกลิ่นหมูปิ้ง ผสมกลิ่นทุเรียน ผสมกลิ่นดอกมะลิ ผสมกลิ่นแป้งจีน ผสมฯลฯ (แต่มันก็ยังหอม!) บางคืนฉันทนแรงยั่วยวนไม่ไหว กระตุกแขนเสื้อแม่ "แม่จ๋า หิว" แม่พยักหน้า "ได้เลยลูก" แล้วพาฉันเลี้ยวขวับ!
...เข้าร้านข้าวต้มเป็ด
...orz
7. ร้านข้าวต้มเป็ดมีเลือดอร่อย...
เลือดที่ใส่ในข้าวต้มเป็ดแข็ง เค็ม เด้งดึ๋งในปาก มาร้านข้าวต้มเป็ดทีไรเป็นต้องสั่งแบบ 'ใส่เลือดเยอะๆ' ทานข้าวต้มกับเป๊ปซี่หนึ่งขวด อิ่มอร่อย พอออกจากร้านข้าวต้มกลับเข้าถนนกลางตรอก...ถึงจะได้กลิ่นกุ้งเผาปูเผาก็ไม่นึกอยากทานแล้ว
8. กลางตรอกเท็กซัส เรามักพบ 'เฮียเยาวราช'
ทั้งฉันทั้งแม่พร้อมใจกันเรียกชายวัยกลางคนร่างท้วมสวมแว่นหน้าตาน่าเชื่อถือคนนี้ว่า 'เฮียเยาวราช' เราพบเขายืนส่องเพชรส่องพลอยส่องพระอยู่กลางซอยร่วมกับบรรดา 'เซียนๆ' อยู่เสมอ คนนี้ก็เป็นอีกคนที่มักมีของเก่ามาเสนอขายแม่ ส่วนใหญ่จะเป็นแหวน เขาพูดจาสุภาพทั้งกับแม่และกับฉัน (...ที่ตัวสูงประมาณเอวเขาเท่านั้นเอง) เลี้ยงชาแม่ เลี้ยงขนมปังราดนมข้นฉัน หากการเจรจาต่อรองราคายืดเยื้อฉันก็จะได้ของกินฟรีเพิ่มอีกเรื่อยๆ เขาใจเย็นเป็นน้ำแข็ง ค่อยๆ เอาของออกมาเสนอทีละชิ้น ทีละชิ้น จบกันไปเป็นชิ้นๆ...แต่ไม่ยักกะยอมเอาของออกมาให้ดูทีเดียวทั้งหมด
กว่าจะเสร็จธุระกับเขาก็เล่นเอาฉันหลับแล้วหลับอีกไปหลายรอบ ฉันไม่ชอบเขาเพราะถ้าเจอเขาแปลว่าต้องนั่งเบื่อไปยาว ส่วนแม่ไม่ค่อยชอบเขาเพราะกว่าจะได้ดูของสวยก็ต้องยอมเสียเงินซื้อของไม่ค่อยถูกใจไปหลายชิ้น
ปัจจุบันนี้เขายังมาเสนอขายของให้เราถึงร้านอยู่เป็นระยะ...
9. ร้านตี๋เล็ก
ร้านตี๋เล็กมักเป็นสถานที่สุดท้ายในการผจญภัย(?)ยามค่ำคืนของฉันกับแม่ ร้านตี๋เล็กแบ่งเป็นสองฝั่ง ตั้งตรงข้ามกันทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวาของตรอก (อันที่จริงเยื้องกันไปนิดหน่อย หากเข้าไปในร้านตี๋เล็กฝั่งทางเข้าใหญ่ มองออกมา จะเห็นร้านขายวิดีโอตั้งอยู่ตรงข้าม ร้านตี๋เล็กอีกฝั่งอยู่เยื้องไปทางขวาของร้านวิดีโอ)
ฉันกับแม่เรียกร้านตี๋เล็กว่า 'ร้านตี๋เล็ก' แต่ที่จริง ร้านนี้รู้สึกจะไม่มีชื่อ มันเป็นร้านที่รับซื้อทุกสิ่งทุกอย่าง เศษเงิน เศษทอง เศษแบงค์ ฯลฯ รับซื้อหมด ขอให้เอามาขายเถอะได้เงินกลับไปทั้งนั้น แต่จะมากจะน้อยนั่นอีกเรื่อง ถ้าเข้าไปในร้านจะเห็นตู้ตั้งอยู่สามตู้ ทางซ้าย ทางขวา และตรงหน้าเรา แต่ละตู้มีของใส่เอาไว้อีเหละเขละขละ ปนกันให้มั่ว ตั้งแต่ของมีราคาไปจนถึงของไร้ราคา ผนังร้านสามด้านมีกระดาษเขียนกลอนแปะติดไว้ สะกดผิดบ้างถูกบ้าง บางแผ่นอ่านแล้วซึ้ง บางแผ่นอ่านแล้วขำ เท่าที่ฉันจำได้ ไม่มีคืนไหนที่ร้านนี้คนน้อย คนเข้าคนออกวุ่นวายไปหมด มีทั้งคนมาซื้อของ มีทั้งคนมาขายของ
สำหรับฉันตอนเด็กๆ ร้านที่คนพลุกพล่านร้านนี้ 'น่ากลัวมาก'
ทุกคนพูดจาเสียงดัง หัวเราะเสียงดัง โวยวายเสียงดัง
พอเข้าไปในร้าน แม่ก็จะยืนรอ...ยืนรอเรื่อยๆ ดูของในตู้ไปเรื่อยๆ...ส่วนฉันก็จะปีนขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ตัวสูงที่ตั้งอยู่ข้างตู้ฝั่งซ้ายมือ นั่งก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือที่แม่ซื้อให้ พออ่านหนังสือหมดเล่มก็นั่งฟังเพลงจีนที่ร้านฝั่งตรงข้ามเปิด (ถ้าจำไม่ผิด เพลงเปาบุ้นจิ้นฉบับภาษาไทยของ ดอน สอนระเบียบ ติดหูฉันก็เพราะร้านนี้แหละ) ฉันทำตัวลีบ...ลีบ...ลีบ...ลีบสุดๆ พลางภาวนาให้คนอื่นในร้านมองเลยฉันไป อย่ามายุ่งกับฉัน (ว่าไป ตอนเด็กๆ ฉันขี้กลัวเอาเรื่องเลย) จนกระทั่งร้านปิด
ถึงตอนนั้น แม่จะเดินเข้าไปคุยกับตี๋เล็ก
10. ตี๋เล็ก
ตี๋เล็กในสายตาฉันตอนเด็กเป็นคนน่ากลัว แต่ในสายตาฉันตอนนี้ เขาเป็นคนพฤติกรรมประหลาด
ตี๋เล็กคือคนรับซื้อของที่นั่งประจำตู้กลาง ฉันเข้าใจว่าเขาเป็นเจ้าของร้าน ทุกคนเรียกเขาว่า 'ตี๋เล็ก' ส่วนตี๋เล็กเรียกทุกคนว่า 'อาจารย์' (ยกเว้นฉัน ที่เขาเรียก 'หมวยน้อย') เขามีน้ำเสียงร่าเริง ดูคล่องแคล่ว รูปร่างเพรียว ผิวขาว หน้าตี๋ อายุน้อยกว่าแม่ฉัน อธิบายยังไงก็คงดูไม่น่ากลัว แต่ในสายตาฉันตอนนั้น เขานี่แหละน่ากลัวที่สุดในร้าน
ในช่วงที่ร้านยังมีคนแน่น ฉันเห็นตี๋เล็กวุ่นวายกับการรับซื้อของ คำนวณราคา บางครั้งก็ใช้มือกะน้ำหนักแล้วให้เงินเลย บางครั้งก็เหวี่ยงไปชั่งที่ตาชั่งเก่าๆ ด้านหลัง คนที่มาขายของบางคนก็โกง มีทั้งนาฬิกายัดไส้เก๊ ทั้งทองยัดไส้ตะกั่ว, ชุบไมครอน ฯลฯ สารพัดสารเพ บางคนก็มาโวยวายๆ มาอ้อนให้ตีราคาแล้วยัดเยียดขายทีหลัง ตี๋เล็กจัดการคนพวกนั้นได้อยู่หมัด จับโกงเปิดโปงกันหน้าร้าน เล่นเอาหน้าเสียตัวลีบไปตามๆ กัน
จริงนะ...พอมาคิดย้อนหลัง ฉันว่าตี๋เล็กเท่แบบแปลกๆ ถ้าจะบอกว่าเพี้ยนก็เพี้ยนได้ใจ ไม่รู้ทำไมตอนนั้นถึงได้กลัวหัวหด
ในบรรดาพฤติกรรมประหลาดๆ ของตี๋เล็ก ที่ฉันจำได้แม่นๆ เลยมีอยู่สองสามอย่าง...
1. ครั้งหนึ่ง เขาตีราคาขายของให้แม่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นมาก พอแม่พบว่าราคามันผิดก็รีบไปคืน เขายกของชิ้นนั้นให้แม่เลย แล้วบอกว่า "เคยตีราคาให้แบบนี้ตั้งหลายคน ไม่เห็นมีใครเอามาคืน คนอย่างอาจารย์ซื่อดี ต่อไปทำธุรกิจด้วยกันได้" ถ้าเป็นคนอื่นพูดจะว่าตีราคาพลาดแล้วแกล้งพูด แต่กับตี๋เล็กนี่ฉันว่าฉันเชื่อนะว่าเขาจงใจทดสอบ ...ถ้าเป็นนิยายล่ะโอเค แต่ในชีวิตจริงจะมีสักกี่คนที่บ้าทำอย่างนี้?
2. เขาชอบพูดจาเปรียบเทียบ ปรัชญาๆ ชอบกล แล้วก็อีกนั่นแหละ ทำให้ฉันนึกถึงสำนวนของพวกตัวละครในนิยายอีกแล้ว เช่น ครั้งหนึ่ง จู่ๆ เขาก็ถามแม่แบบจริงจังสุดๆ ว่า "ถ้าอาจารย์มีอาหารอร่อยอยู่จานหนึ่ง แล้วผมขอกินคำที่อร่อยที่สุดในนั้น อาจารย์จะให้ผมไหม?" ฉันจำประโยคนั้นได้แม่น แต่จำคำตอบแม่ไม่ได้แล้ว
3. เขาเคยชะโงกหน้าข้ามตู้มาหาฉัน...ที่กำลังยืนดูดกระจกตู้ด้วยความเซ็ง (orz หนูๆ ไม่ควรเลียนแบบ!!!) แอบยื่นกระปุกแก้วที่มีลูกปัดใส่อยู่เต็มให้ กระซิบกระซาบว่าเป็นความลับนะ พอกลับมาถึงบ้าน ฉันเทลูกปัดออกมาดูเล่น เจอลูกปัดสี่เหลี่ยมไม่มีรูเม็ดใหญ่ที่สวยมากปนอยู่เม็ดหนึ่ง ฉันเอาไปอวดแม่ ปรากฏว่ามันไม่ใช่ลูกปัด มันคือบุษราคัม (แม่เอาไปขายต่อเรียบร้อย...ฮา)
11. กลับบ้าน
กว่าจะได้ออกจากร้านตี๋เล็ก ฉันก็หิวอีกรอบแล้ว...
ขากลับ คนในตรอกไม่แน่นเท่าขามา เราแม่ลูกเดินกันสบายขึ้น แม่เดินจูงมือฉันไปหน้าตรอก ระหว่างเดินก็คุยกันไปเรื่อยๆ บางครั้งฉันฟังที่แม่พูด แต่บางครั้งฉันก็ใจลอย และบางครั้งก็เงี่ยหูฟังเพลงจีนที่เปิดตามร้านนั้นร้านนี้ในตรอก ไปๆ มาๆ ก็มาหยุดหน้าถังนมร้อนของอาซิ้มที่หน้าตรอก
แม่ถามฉันทุกครั้งว่าจะซื้อนมกลับบ้านไหม? ส่วนฉันก็ตอบตกลงทุกครั้ง
เอานมสองถุง ใส่ไข่ด้วยนะ...
แล้วเราก็กลับบ้านกัน
ความทรงจำของฉันกับตรอกเท็กซัส(และคนที่ฉันพบในตรอก)ก็มีประมาณนี้....
พอได้รำลึกความหลังก็รู้สึกคิดถึงขึ้นมา ฉันกับแม่ไม่ได้ไปเดินตลาดมืดกันนานแล้ว ปัจจุบันแม่ออกจากราชการมาค้าขายเต็มตัว เรามีร้านของตัวเอง มีเพนท์เฮ้าส์ใกล้ๆ ร้าน ไม่ค่อยได้ไปผจญภัยที่ไหน ส่วนฉันก็ไม่ใช่เด็กเล็กๆ แล้ว (แต่ก็ยังงอแง รวมถึงงอมืองอเท้า...ไม่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเสียที) บรรดาคนที่ฉันพบในตรอก ป่านนี้คงเปลี่ยนไปมากแล้ว บางทีน้าอ้วนน้าผอมอาจมีร้านเป็นของตัวเอง เจ้าของร้านหนังสือก็อาจมีร้านหนังสือ(จริงๆ)แล้วก็ได้ ฉันคิดว่าทุกคนคงเจริญรุ่งเรืองขึ้นในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา อืม ไม่รู้สิ 555+
ปล. ส่งตรงจากร้านอินเตอร์เน็ตเหมือนเดิม น้องคอมยังอยู่ในมือช่างค่ะ คอมพังก็ดีเหมือนกัน รู้สึกเหมือนได้พิมพ์อะไรมากขึ้น เพราะแสกนรูปไม่ได้ 555+
#1 By talalan on 2009-06-21 12:59