สป๊อคต้องตาย 12 - การต่อสู้ด้วยความฝัน
posted on 31 May 2009 10:50 by eveba in Fiction
สป๊อคต้องตาย
(Spock Must Die!)
เจมส์ บลิช เขียน, ชลธิชา จินดากุล แปล
12.
การต่อสู้ด้วยความฝัน
ปูมกัปตัน เวลาอวกาศ 4200.9
กองกำลังคลิงกอนประกอบด้วยยานรบสองลำ ยานลาดตระเวนสองลำ ยานพิฆาตสิบลำ มันหนักเกินกำลังของอวกาศเพียงลำเดียวอย่างเอ็นเตอร์ไพร้ส์ ลูกเรือทุกคนคงเป็นกังวลแน่ๆ มันไม่คล่องตัวเลยถ้าจะหลบหลีกเข้ามาใกล้ดาวเคราะห์ดวงนี้ แต่มีกรณีแวดล้อมอีกหลายอย่างที่ทำให้ผมต้องอยู่ในวงโคจรนี้ต่อไป และพยายามหลีกเลี่ยงพวกนั้นให้ได้ อย่างไรก็ตามเราคงต้องทำตามคำสั่งของกัปตันเคิร์กที่ให้ทิ้งพวกเขาแล้วหลบหนี ถ้าเราถูกระดมยิงอย่างไม่ต้องสงสัย ขณะนี้เรากำลังบ่ายหน้าไปยังสถานีอวกาศยี่สิบแปดด้วยความเร็ววาร์ปแปคเตอร์สี่ โดยมียานคลิงกอนติดตามมาข้างหลัง ยานรบคลิงกอนสามารถกวดจับเราได้ง่ายดายมาก แต่พวกเขาไม่ทำ ผมจึงเชื่อว่าเรากำลังเข้าสู่กับดัก ถ้าเป็นอย่างนั้น อย่างน้อยเราก็สามารถตรึงกองกำลังคลิงกอนไว้และใช้เป็นหลักฐานได้ มันเป็นสิ่งดีสำหรับสหพันธ์ แต่ไม่ดีเลยสำหรับเรา
ภาพลวงตาแบบปิกัสโซยังติดตาอยู่ เคิร์กไม่ขยับเขยื้อนเพราะอาจทำให้มันแตกละเอียดได้ เขานึกทบทวนเรื่องราว เริ่มด้วยแหวนประจำตำแหน่งซึ่งแสดงให้รู้อะไรหลายอย่าง สป๊อคในภาวะความสามารถปกติไม่เคยยอมแพ้ต่อเรื่องทำนองนี้ และเคิร์กก็เชื่อว่าร่างจำลองของสป๊อคก็คงมีลักษณะเช่นเดียวกัน ดังนั้นความพยายามอย่างไม่ลดละแสดงว่าเกราะความคิดไม่อาจทำลายความคิดของเขาได้ อย่างน้อยก็ไม่มากเท่าที่มันทำลายความคิดของเคิร์กได้
แล้วการหยุดเวลาในภาพลวงตาประหลาดนี้ กระทบกระเทือนเขาด้วยหรือเปล่า ถ้าเป็นอย่างนั้น เคิร์กก็มีโอกาสเคลื่อนตัวเร็วเข้าไปจัดการให้เขาสลบก่อนที่ภาพลวงตาจะสูญสิ้นไป แต่เคิร์กยังหาคำตอบไม่ได้ว่าทำไมสป๊อคหนึ่งจึงมาที่นี่เป็นแห่งแรก เขาตั้งใจพาเคิร์กให้หลงทาง หรือเขารู้จักทางไปหาชาวออร์กาเนียนจริง หรือเขามาทำสิ่งที่ชาวคลิงกอนยังทำไม่สำเร็จ ทำไมไม่ลองเล่นเกมกับเขาสักครู่ แล้วพยายามค้นหาว่ามันเป็นอะไร และเขารู้ได้อย่างไร
เคิร์กตัดสินใจว่ามันมีค่าควรแก่การเสี่ยง แต่เขาต้องรีบทำอย่างรวดเร็วเพราะสภาพจิตของเขาเสื่อมลงทุกที เขาพยายามคิดว่าสป๊อคไม่เคยเป็นบุคคลที่มีความสามารถสูงของเขามาก่อน
เคิร์กพยายามเดินต่อไปอีก บริเวณนั้นสั่นโยกเยกไปมา ราวกับใครกำลังเขย่าภาพสีน้ำมันและฉีกกลางโดยไม่มีเสียง เขากลับไปอยู่ในดงหินนั่นอีกครั้งหนึ่ง....
....แล้วเคิร์กก็ได้เผชิญหน้ากับสป๊อคสองคนพร้อมกัน
ชายทั้งคู่ ทั้งร่างจริงและร่างจำลองทำท่าเหมือนไม่มีเคิร์กอยู่ที่นั่น พวกเขายืนอยู่ห่างกันราวกับนักดวลปืนสมัยโบราณ แต่ไม่มีใครทำท่าจะชักปืนแม้ว่าจะมีปืน เขาต่างจ้องมองกันด้วยสายตาไม่เป็นมิตร สีหน้าของสป๊อคหนึ่งแฝงความรังเกียจไว้ด้วยหรือ เคิร์กไม่แน่ใจนัก ใบหน้าของทั้งสองเหมือนกันมาก แต่....
“ดีแล้วที่เราได้พบกันอีกครั้ง” สป๊อคสองพูด “การมีชีวิตอยู่ของคุณและอุบายของคุณเป็นความผิดต่อกฎแห่งธรรมชาติและสร้างความไม่พอใจให้กับผม ถึงเวลาแล้วที่มันจะสิ้นสุดกันเสียที”
“ชีวิตของผม” สป๊อคหนึ่งพูด “เป็นร่างที่แก้ไขขึ้นใหม่โดยไม่เจตนาจากฉบับร่างที่ไม่ค่อยสมประกอบในตอนแรก เราควรจะแยกแยะเอาความจริงเรื่องนี้กันที่นี่ ถึงจะไม่ใช่งานที่สมบูรณ์พร้อม แต่ก็มั่นใจได้เลยว่าเวลาแห่งการตัดสินสภาวการณ์ทั้งหมดนี้จะไม่รุนแรงนัก บางทีตลอดเวลาที่ผ่านมา คุณคงเข้าใจมันแล้ว”
“ผู้รอบรู้จริง” สป๊อคสองพูด “ยกข้ออ้างทั้งเก่าทั้งใหม่แต่คำเปรียบเทียบที่คุณพูดมายังไม่ชัดเจนพอ คุณเชื่อของคุณคนเดียวเท่านั้น”
“ถ้างั้นพูดกันตรงๆ ก็ได้ ผมให้เหตุผลเกี่ยวกับลักษณะเกราะกำลังรอบดาวออร์กาเนียต่อคุณ ผมได้ข้อมูลเพิ่มเติมจากพวกคลิงกอนตั้งแต่ผมออกมาจากเอ็นเตอร์ไพร้ส์ และตอนนี้ผมควบคุมสภาพแวดล้อมที่นี่ไว้ได้หมดแล้ว คุณจะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย นอกจากการทำลายตัวเองด้วยการทำตนเป็นปกปักษ์ต่อผมภายใต้สภาวะแบบนี้ พูดสั้นๆ ถ้าคุณตีราคาชีวิตมีมลทินของคุณไว้สูง รวมทั้งปกป้องตัวคุณและการกระทำของคุณไว้ ประวัติศาสตร์จะลืมคุณในไม่ช้า”
ขณะที่ทั้งสองต่อสู้กัน ท้องฟ้ามืดครึ้มลงอย่างรวดเร็ว เคิร์กไม่อาจเข้าใจข้อถกเถียงของพวกเขาได้กระจ่าง แต่มันแฝงน้ำเสียงขู่เข็ญไว้อย่างชัดเจน
“ประวัติศาสตร์ไม่อาจบอกรายละเอียดได้หรอก” สป๊อคสองพูด “นอกจากนั้นถ้าคุณควบคุมทุกอย่างได้เรียบร้อยเสมือนที่คุณแกล้งบอก ตอนนี้คุณคงไม่ต้องเสียเวลาโต้เถียงกับผม ว่ากันที่จริงแล้วคุณน่าจะกำจัดผมเสียด้วยซ้ำไป”
“ดีแล้ว” สป๊อคหนึ่งพูดอย่างเย็นชา ขณะนั้นทุกสิ่งหายวับไป ท้องฟ้ามืดสนิทแล้วสว่างปลาบด้วยสายฟ้าสีเขียวแกมน้ำเงิน ซึ่งฟาดลงมาตรงที่สป๊อคสองยืนอยู่อย่างน่ากลัว เปลวเพลิงลุกโชติช่วงขณะเผาคนทั้งเป็น ความตกใจและแรงกระแทกทำให้เคิร์กกลิ้งครูดไปกับเศษอิฐเศษหินกว่าสิบสองฟุต
เขาตะเกียกตะกายคุกเข่าอย่างใจหายใจคว่ำ พร้อมทั้งกระชับปืนเฟเซอร์ไว้แน่น แต่ก็ต้องรู้สึกประหลาดใจที่ยังเห็นสป๊อคสองยืนอยู่ที่นั่น เหมือนรูปปั้นทองเหลืองร้อนระอุค่อยเย็นลงช้าๆ เคิร์กนึกว่าคงไม่ได้เห็นอะไรนอกจากศพเหี่ยวย่นไหม้เกรียมเท่านั้น
แล้วรูปปั้นนั่นก็พูดขึ้นอย่างเยาะเย้ย
“ไม่มีก้อนหินในสวรรค์ แล้วอะไรทำให้สายฟ้ารุนแรงขนาดนี้ คุณคงคิดจะเห็นผมล้มลง แต่สำหรับคุณ....”
ร่างจำลองซึ่งมองเห็นได้ด้วยแสงไฟจางๆ จากร่างต้นแบบจมลงในปลักเหม็นคลุ้งทันที คลื่นโคลนเหนียวเป็นยางม้วนตัวขึ้นมิดศีรษะของเขาในขณะที่ฝนกระหน่ำลงมาจากท้องฟ้าอันมืดสนิทราวธารน้ำตกรุนแรงเกินกว่าจะเกิดจากเมฆฝนตามธรรมชาติ เคิร์กแลเห็นโคลนตามตัวสป๊อคหนึ่งถูกชะล้างออกอย่างรวดเร็วด้วยสายน้ำที่เอ่อท้นขึ้นมา เสียงแฉ่ดังมาจากร่างคุแดงของสป๊อคสองซึ่งถูกน้ำท่วม ครู่ต่อมา กระแสน้ำเชี่ยวกรากพัดพาเขาห่างไปอีกสิบสองฟุตก่อนจะคว้าหินก้อนใหญ่เกาะไว้แน่น
ท้องฟ้าสว่างขึ้น แต่ฝนยังตกอยู่ กระแสน้ำซึ่งลึกและเอ่อท้นมากขึ้นๆ เต็มไปด้วยเศษไม้กระดาน เศษกระดาษ ชิ้นส่วนเฟอร์นิเจอร์ ขวดกระป๋อง และซากศพสัตว์มากมายที่จมน้ำตาย จนกระทั่งเคิร์กไม่สามารถทนดูได้หมด
เขามองหาสป๊อคสองและเห็นเขายังจมอยู่ใต้กระแสน้ำ เขาพยายามกรรเชียงตนเองต้านกระแสน้ำเต็มกำลังในบางสิ่งที่คล้ายเรือไคแอ็ค ซึ่งเป็นเรือบดของชาวเอสกิโมทำด้วยหนังแมวน้ำ บางทีความทรงจำเกี่ยวกับรูปร่างเรือไคแอ็คของเขาถูกปิดบังด้วยเกราะกำบังนั้น หรือเขาพึ่งสำนึกได้ว่าเรือไคแอ็คยากแก่การบังคับสำหรับผู้หัดใหม่เพราะเขากำลังแพ้ เขาพยายามจะยึดไม่ให้เรือท้อนแบนลำนั้นจม แต่มันกลับลอยห่างออกไปทุกที
สป๊อคหนึ่งนั่งตัวเปียกโคลนแต่ปลอดภัยอยู่บนต้นไม้ใหญ่ มันตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางสายน้ำที่บ้าคลั่ง เคิร์กยึดหินใหญ่ก้อนหนึ่งซึ่งโผล่พ้นน้ำไว้ได้ เขาปีนขึ้นมานั่งหอบและยกปืนเฟเซอร์ขึ้นเล็งไปยังร่างจำลอง
แต่ก่อนจะเล็งถูกเป้าหมาย ต้นไม้ต้นนั้นก็เหี่ยวเฉาตายและล้มลงไปในน้ำ ใบ กิ่ง เหี่ยวตายทั้งต้นราวกับเป็นโรคราชนิดหนึ่ง สป๊อคหนึ่งหล่นตามลงไปด้วย
ฝนหยุดทันที ดวงอาทิตย์สว่างจ้า น้ำไม่มีหลงเหลือแม้แต่สักหยดบนท้องทะเลทรายสีขาวกว้างสุดลูกหูลูกตา สป๊อคหนึ่งไม่เป็นอะไร เคิร์กรู้จักประสบการณ์ในการเล่นหมากรุกกับร่างต้นแบบว่าร่างจำลองกำลังเสียที และตกเป็นฝ่ายรับที่ไม่อาจข่มขู่ศัตรูของเขาได้
สป๊อคหนึ่งคงตระหนักเช่นเดียวกับเคิร์ก เพราะพายุไซโคลนก่อตัวขึ้นทันที มันหมุนคว้างข้ามทะเลทรายตรงมาที่เคิร์ก มันเป็นวิธีร้ายกาจ เพราะสป๊อคสองไม่อาจป้องกันกัปตันของเขาโดยไม่เปิดโอกาสให้ตนเองเป็นอันตรายได้
เวลานี้ เคิร์กคิดว่าเขาเข้าใจกติกาบางอย่างของเกมนี้แล้ว ทุกสิ่งที่สองคนทำเพื่อต่อสู้กัน คือการเปลี่ยนสภาวะแวดล้อมความสามารถในการเปลี่ยนแปลงตามลักษณะโครงสร้างทางร่างกายของพวกเขา หรือวิธีป้องกันตนเองมีวงจำกัดสัมพันธ์กัน แม้เคิร์กจะไม่มีทักษะทางโทรจิตและการสะกดจิตแบบพวกกึ่งวัลแคน แต่เขาก็พลอยถูกภาพเหล่านั้นเล่นงานด้วย เป็นไปได้ว่าเขาอาจมีปฏิกิริยาโต้ตอบได้ แม้จะไม่มีอำนาจเท่าสองคนนั้น สถานการณ์นี้ไม่ใช่แบบนิวตัน
เขารวบรวมพลังจิตเพื่อผลักดันพายุไซโคลนออกไป มันหมุนคว้างดึงไปมาช้าๆ ระหว่างสป๊อคทั้งสองซึ่งยืนอยู่ห่างกันมากโดยมีน้ำท่วมคั่นไว้ มันค่อยลดตัวลงอย่างช้าๆ แล้วขยายวงกว้างออกจนกลืนทั้งสองเข้าไป
เคิร์กเหลือบเห็นสป๊อคหนึ่งลอยสูงขึ้นไปในใจกลางพายุหมุนราวกับมีปีกเหมือนค้างคาวก่อนที่วงของพายุจะขยายกว้างไปจนถึงตัวเขา แล้วทุกสิ่งก็ถูกกลบล้างไปด้วยวังน้ำวนรุนแรง เขาไม่รับรู้อะไรเลยนอกเสียจากเสียงสนั่นของพายุ การเผาไหม้ และความเจ็บแสบของพายุทรายที่บ้าคลั่ง
อย่างไรก็ตาม เสียงต่างๆ ค่อยสงบลงจนเงียบเสียง หลังจากนั้นสักครู่ก็ไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่อีก แต่เสียงเหล่านั้นยังดังสะท้านอยู่ในหูของเคิร์ก อากาศแจ่มใส เขากำลังยืนอยู่ในดงหินข้างสป๊อคและสก๊อค
สก๊อตรู้สึกงง สป๊อคสงบนิ่ง เคิร์กเหลียวมองนิ้วมือของเจ้าหน้าที่อันดับหนึ่งของเขาโดยเร็ว ไม่มีแหวน นั่นก็พอวินิจฉัยได้แล้วเพราะสป๊อคหนึ่งคงไม่คิดถอดมันออก เมื่อเขาลอยอยู่ข้างบนนั่น เขาไม่มีเวลาพอจะคิดถึงเรื่องนี้ระหว่างเกิดภาพลวงตานั้นด้วย
“คุณสป๊อค เกิดอะไรขึ้น เขาอยู่ไหน?”
“ตาย” สป๊อคพูด “ผมใช้ภาพลวงตาพายุทอร์นาโดของเขาบีบบังคับเขาเข้าไปอยู่ในเกราะกำบังแห่งความคิด เขาเป็นสิ่งมีชีวิตที่เริ่มต้นจากเกราะนั้น และรู้ดีว่าเขาไม่สามารถรอดชีวิตจากการเปิดโอกาสครั้งที่สอง ผมแกล้งทำตัวเองอย่างที่คุณเห็น แล้วผมก็รอดมาได้ ผมไม่น่าจะชนะนะครับกัปตัน คุณไม่ได้เข้าแทรกระหว่างเรา”
“เอาละ ดีแล้ว แต่ผมยังไม่เข้าใจว่าคุณทำได้ยังไง ทอร์นาโดไปไม่ได้ไกลถึงเกราะนั่นแน่นอน ชั้นบรรยากาศก็ไม่เอื้ออำนวย”
“ใช่ครับกัปตัน แต่คุณต้องเข้าใจว่าคุณไม่ได้เห็นอะไรเลยเมื่อชั่วโมงที่แล้ว ไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริงๆ ว่าไปแล้วบางทีเหตุการณ์มากมายที่คุณเห็นอาจแตกต่างจากผมก็ได้ มันเป็นการต่อสู้กันด้วยภาพลวงตา และในที่สุดร่างจำลองก็เชื่อว่าเขาถูกผลักดันให้เข้าไปอยู่ในเกราะความคิด มันเป็นความสำเร็จ”
เคิร์กขมวดคิ้ว “มนุษย์สามารถถูกทำลายด้วยความเชื่อเท่านั้นรึ?”
“มันเคยเกิดมาหลายครั้งแล้วครับกัปตัน” สป๊อคบอก “และคงจะเกิดขึ้นอีกอย่างไม่ต้องสงสัย”
“ก็จริง” เคิร์กพูดอย่างใช้ความคิด “เอาละ จบเรื่องปวดหัวเสียที คุณสก๊อตล่ะ?”
“เอ!” วิศวกรประจำยานพูด “อ้อ ครับกัปตัน คุณคงไม่....”
“ผมไว้ใจคุณ แต่ผมไม่ต้องการฟังเรื่องของคุณอีก เราออกเดินทางเถอะ ปัญหาก็คือเราจะไปที่ไหนกัน?”
“ไปที่ประชุมสภาผู้อาวุโส” สป๊อคพูด “และถ้าผมจำไม่ผิดมันอยู่ตรงโน้น”
(Spock Must Die!)
เจมส์ บลิช เขียน, ชลธิชา จินดากุล แปล
12.
การต่อสู้ด้วยความฝัน
ปูมกัปตัน เวลาอวกาศ 4200.9
กองกำลังคลิงกอนประกอบด้วยยานรบสองลำ ยานลาดตระเวนสองลำ ยานพิฆาตสิบลำ มันหนักเกินกำลังของอวกาศเพียงลำเดียวอย่างเอ็นเตอร์ไพร้ส์ ลูกเรือทุกคนคงเป็นกังวลแน่ๆ มันไม่คล่องตัวเลยถ้าจะหลบหลีกเข้ามาใกล้ดาวเคราะห์ดวงนี้ แต่มีกรณีแวดล้อมอีกหลายอย่างที่ทำให้ผมต้องอยู่ในวงโคจรนี้ต่อไป และพยายามหลีกเลี่ยงพวกนั้นให้ได้ อย่างไรก็ตามเราคงต้องทำตามคำสั่งของกัปตันเคิร์กที่ให้ทิ้งพวกเขาแล้วหลบหนี ถ้าเราถูกระดมยิงอย่างไม่ต้องสงสัย ขณะนี้เรากำลังบ่ายหน้าไปยังสถานีอวกาศยี่สิบแปดด้วยความเร็ววาร์ปแปคเตอร์สี่ โดยมียานคลิงกอนติดตามมาข้างหลัง ยานรบคลิงกอนสามารถกวดจับเราได้ง่ายดายมาก แต่พวกเขาไม่ทำ ผมจึงเชื่อว่าเรากำลังเข้าสู่กับดัก ถ้าเป็นอย่างนั้น อย่างน้อยเราก็สามารถตรึงกองกำลังคลิงกอนไว้และใช้เป็นหลักฐานได้ มันเป็นสิ่งดีสำหรับสหพันธ์ แต่ไม่ดีเลยสำหรับเรา
ภาพลวงตาแบบปิกัสโซยังติดตาอยู่ เคิร์กไม่ขยับเขยื้อนเพราะอาจทำให้มันแตกละเอียดได้ เขานึกทบทวนเรื่องราว เริ่มด้วยแหวนประจำตำแหน่งซึ่งแสดงให้รู้อะไรหลายอย่าง สป๊อคในภาวะความสามารถปกติไม่เคยยอมแพ้ต่อเรื่องทำนองนี้ และเคิร์กก็เชื่อว่าร่างจำลองของสป๊อคก็คงมีลักษณะเช่นเดียวกัน ดังนั้นความพยายามอย่างไม่ลดละแสดงว่าเกราะความคิดไม่อาจทำลายความคิดของเขาได้ อย่างน้อยก็ไม่มากเท่าที่มันทำลายความคิดของเคิร์กได้
แล้วการหยุดเวลาในภาพลวงตาประหลาดนี้ กระทบกระเทือนเขาด้วยหรือเปล่า ถ้าเป็นอย่างนั้น เคิร์กก็มีโอกาสเคลื่อนตัวเร็วเข้าไปจัดการให้เขาสลบก่อนที่ภาพลวงตาจะสูญสิ้นไป แต่เคิร์กยังหาคำตอบไม่ได้ว่าทำไมสป๊อคหนึ่งจึงมาที่นี่เป็นแห่งแรก เขาตั้งใจพาเคิร์กให้หลงทาง หรือเขารู้จักทางไปหาชาวออร์กาเนียนจริง หรือเขามาทำสิ่งที่ชาวคลิงกอนยังทำไม่สำเร็จ ทำไมไม่ลองเล่นเกมกับเขาสักครู่ แล้วพยายามค้นหาว่ามันเป็นอะไร และเขารู้ได้อย่างไร
เคิร์กตัดสินใจว่ามันมีค่าควรแก่การเสี่ยง แต่เขาต้องรีบทำอย่างรวดเร็วเพราะสภาพจิตของเขาเสื่อมลงทุกที เขาพยายามคิดว่าสป๊อคไม่เคยเป็นบุคคลที่มีความสามารถสูงของเขามาก่อน
เคิร์กพยายามเดินต่อไปอีก บริเวณนั้นสั่นโยกเยกไปมา ราวกับใครกำลังเขย่าภาพสีน้ำมันและฉีกกลางโดยไม่มีเสียง เขากลับไปอยู่ในดงหินนั่นอีกครั้งหนึ่ง....
....แล้วเคิร์กก็ได้เผชิญหน้ากับสป๊อคสองคนพร้อมกัน
ชายทั้งคู่ ทั้งร่างจริงและร่างจำลองทำท่าเหมือนไม่มีเคิร์กอยู่ที่นั่น พวกเขายืนอยู่ห่างกันราวกับนักดวลปืนสมัยโบราณ แต่ไม่มีใครทำท่าจะชักปืนแม้ว่าจะมีปืน เขาต่างจ้องมองกันด้วยสายตาไม่เป็นมิตร สีหน้าของสป๊อคหนึ่งแฝงความรังเกียจไว้ด้วยหรือ เคิร์กไม่แน่ใจนัก ใบหน้าของทั้งสองเหมือนกันมาก แต่....
“ดีแล้วที่เราได้พบกันอีกครั้ง” สป๊อคสองพูด “การมีชีวิตอยู่ของคุณและอุบายของคุณเป็นความผิดต่อกฎแห่งธรรมชาติและสร้างความไม่พอใจให้กับผม ถึงเวลาแล้วที่มันจะสิ้นสุดกันเสียที”
“ชีวิตของผม” สป๊อคหนึ่งพูด “เป็นร่างที่แก้ไขขึ้นใหม่โดยไม่เจตนาจากฉบับร่างที่ไม่ค่อยสมประกอบในตอนแรก เราควรจะแยกแยะเอาความจริงเรื่องนี้กันที่นี่ ถึงจะไม่ใช่งานที่สมบูรณ์พร้อม แต่ก็มั่นใจได้เลยว่าเวลาแห่งการตัดสินสภาวการณ์ทั้งหมดนี้จะไม่รุนแรงนัก บางทีตลอดเวลาที่ผ่านมา คุณคงเข้าใจมันแล้ว”
“ผู้รอบรู้จริง” สป๊อคสองพูด “ยกข้ออ้างทั้งเก่าทั้งใหม่แต่คำเปรียบเทียบที่คุณพูดมายังไม่ชัดเจนพอ คุณเชื่อของคุณคนเดียวเท่านั้น”
“ถ้างั้นพูดกันตรงๆ ก็ได้ ผมให้เหตุผลเกี่ยวกับลักษณะเกราะกำลังรอบดาวออร์กาเนียต่อคุณ ผมได้ข้อมูลเพิ่มเติมจากพวกคลิงกอนตั้งแต่ผมออกมาจากเอ็นเตอร์ไพร้ส์ และตอนนี้ผมควบคุมสภาพแวดล้อมที่นี่ไว้ได้หมดแล้ว คุณจะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย นอกจากการทำลายตัวเองด้วยการทำตนเป็นปกปักษ์ต่อผมภายใต้สภาวะแบบนี้ พูดสั้นๆ ถ้าคุณตีราคาชีวิตมีมลทินของคุณไว้สูง รวมทั้งปกป้องตัวคุณและการกระทำของคุณไว้ ประวัติศาสตร์จะลืมคุณในไม่ช้า”
ขณะที่ทั้งสองต่อสู้กัน ท้องฟ้ามืดครึ้มลงอย่างรวดเร็ว เคิร์กไม่อาจเข้าใจข้อถกเถียงของพวกเขาได้กระจ่าง แต่มันแฝงน้ำเสียงขู่เข็ญไว้อย่างชัดเจน
“ประวัติศาสตร์ไม่อาจบอกรายละเอียดได้หรอก” สป๊อคสองพูด “นอกจากนั้นถ้าคุณควบคุมทุกอย่างได้เรียบร้อยเสมือนที่คุณแกล้งบอก ตอนนี้คุณคงไม่ต้องเสียเวลาโต้เถียงกับผม ว่ากันที่จริงแล้วคุณน่าจะกำจัดผมเสียด้วยซ้ำไป”
“ดีแล้ว” สป๊อคหนึ่งพูดอย่างเย็นชา ขณะนั้นทุกสิ่งหายวับไป ท้องฟ้ามืดสนิทแล้วสว่างปลาบด้วยสายฟ้าสีเขียวแกมน้ำเงิน ซึ่งฟาดลงมาตรงที่สป๊อคสองยืนอยู่อย่างน่ากลัว เปลวเพลิงลุกโชติช่วงขณะเผาคนทั้งเป็น ความตกใจและแรงกระแทกทำให้เคิร์กกลิ้งครูดไปกับเศษอิฐเศษหินกว่าสิบสองฟุต
เขาตะเกียกตะกายคุกเข่าอย่างใจหายใจคว่ำ พร้อมทั้งกระชับปืนเฟเซอร์ไว้แน่น แต่ก็ต้องรู้สึกประหลาดใจที่ยังเห็นสป๊อคสองยืนอยู่ที่นั่น เหมือนรูปปั้นทองเหลืองร้อนระอุค่อยเย็นลงช้าๆ เคิร์กนึกว่าคงไม่ได้เห็นอะไรนอกจากศพเหี่ยวย่นไหม้เกรียมเท่านั้น
แล้วรูปปั้นนั่นก็พูดขึ้นอย่างเยาะเย้ย
“ไม่มีก้อนหินในสวรรค์ แล้วอะไรทำให้สายฟ้ารุนแรงขนาดนี้ คุณคงคิดจะเห็นผมล้มลง แต่สำหรับคุณ....”
ร่างจำลองซึ่งมองเห็นได้ด้วยแสงไฟจางๆ จากร่างต้นแบบจมลงในปลักเหม็นคลุ้งทันที คลื่นโคลนเหนียวเป็นยางม้วนตัวขึ้นมิดศีรษะของเขาในขณะที่ฝนกระหน่ำลงมาจากท้องฟ้าอันมืดสนิทราวธารน้ำตกรุนแรงเกินกว่าจะเกิดจากเมฆฝนตามธรรมชาติ เคิร์กแลเห็นโคลนตามตัวสป๊อคหนึ่งถูกชะล้างออกอย่างรวดเร็วด้วยสายน้ำที่เอ่อท้นขึ้นมา เสียงแฉ่ดังมาจากร่างคุแดงของสป๊อคสองซึ่งถูกน้ำท่วม ครู่ต่อมา กระแสน้ำเชี่ยวกรากพัดพาเขาห่างไปอีกสิบสองฟุตก่อนจะคว้าหินก้อนใหญ่เกาะไว้แน่น
ท้องฟ้าสว่างขึ้น แต่ฝนยังตกอยู่ กระแสน้ำซึ่งลึกและเอ่อท้นมากขึ้นๆ เต็มไปด้วยเศษไม้กระดาน เศษกระดาษ ชิ้นส่วนเฟอร์นิเจอร์ ขวดกระป๋อง และซากศพสัตว์มากมายที่จมน้ำตาย จนกระทั่งเคิร์กไม่สามารถทนดูได้หมด
เขามองหาสป๊อคสองและเห็นเขายังจมอยู่ใต้กระแสน้ำ เขาพยายามกรรเชียงตนเองต้านกระแสน้ำเต็มกำลังในบางสิ่งที่คล้ายเรือไคแอ็ค ซึ่งเป็นเรือบดของชาวเอสกิโมทำด้วยหนังแมวน้ำ บางทีความทรงจำเกี่ยวกับรูปร่างเรือไคแอ็คของเขาถูกปิดบังด้วยเกราะกำบังนั้น หรือเขาพึ่งสำนึกได้ว่าเรือไคแอ็คยากแก่การบังคับสำหรับผู้หัดใหม่เพราะเขากำลังแพ้ เขาพยายามจะยึดไม่ให้เรือท้อนแบนลำนั้นจม แต่มันกลับลอยห่างออกไปทุกที
สป๊อคหนึ่งนั่งตัวเปียกโคลนแต่ปลอดภัยอยู่บนต้นไม้ใหญ่ มันตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางสายน้ำที่บ้าคลั่ง เคิร์กยึดหินใหญ่ก้อนหนึ่งซึ่งโผล่พ้นน้ำไว้ได้ เขาปีนขึ้นมานั่งหอบและยกปืนเฟเซอร์ขึ้นเล็งไปยังร่างจำลอง
แต่ก่อนจะเล็งถูกเป้าหมาย ต้นไม้ต้นนั้นก็เหี่ยวเฉาตายและล้มลงไปในน้ำ ใบ กิ่ง เหี่ยวตายทั้งต้นราวกับเป็นโรคราชนิดหนึ่ง สป๊อคหนึ่งหล่นตามลงไปด้วย
ฝนหยุดทันที ดวงอาทิตย์สว่างจ้า น้ำไม่มีหลงเหลือแม้แต่สักหยดบนท้องทะเลทรายสีขาวกว้างสุดลูกหูลูกตา สป๊อคหนึ่งไม่เป็นอะไร เคิร์กรู้จักประสบการณ์ในการเล่นหมากรุกกับร่างต้นแบบว่าร่างจำลองกำลังเสียที และตกเป็นฝ่ายรับที่ไม่อาจข่มขู่ศัตรูของเขาได้
สป๊อคหนึ่งคงตระหนักเช่นเดียวกับเคิร์ก เพราะพายุไซโคลนก่อตัวขึ้นทันที มันหมุนคว้างข้ามทะเลทรายตรงมาที่เคิร์ก มันเป็นวิธีร้ายกาจ เพราะสป๊อคสองไม่อาจป้องกันกัปตันของเขาโดยไม่เปิดโอกาสให้ตนเองเป็นอันตรายได้
เวลานี้ เคิร์กคิดว่าเขาเข้าใจกติกาบางอย่างของเกมนี้แล้ว ทุกสิ่งที่สองคนทำเพื่อต่อสู้กัน คือการเปลี่ยนสภาวะแวดล้อมความสามารถในการเปลี่ยนแปลงตามลักษณะโครงสร้างทางร่างกายของพวกเขา หรือวิธีป้องกันตนเองมีวงจำกัดสัมพันธ์กัน แม้เคิร์กจะไม่มีทักษะทางโทรจิตและการสะกดจิตแบบพวกกึ่งวัลแคน แต่เขาก็พลอยถูกภาพเหล่านั้นเล่นงานด้วย เป็นไปได้ว่าเขาอาจมีปฏิกิริยาโต้ตอบได้ แม้จะไม่มีอำนาจเท่าสองคนนั้น สถานการณ์นี้ไม่ใช่แบบนิวตัน
เขารวบรวมพลังจิตเพื่อผลักดันพายุไซโคลนออกไป มันหมุนคว้างดึงไปมาช้าๆ ระหว่างสป๊อคทั้งสองซึ่งยืนอยู่ห่างกันมากโดยมีน้ำท่วมคั่นไว้ มันค่อยลดตัวลงอย่างช้าๆ แล้วขยายวงกว้างออกจนกลืนทั้งสองเข้าไป
เคิร์กเหลือบเห็นสป๊อคหนึ่งลอยสูงขึ้นไปในใจกลางพายุหมุนราวกับมีปีกเหมือนค้างคาวก่อนที่วงของพายุจะขยายกว้างไปจนถึงตัวเขา แล้วทุกสิ่งก็ถูกกลบล้างไปด้วยวังน้ำวนรุนแรง เขาไม่รับรู้อะไรเลยนอกเสียจากเสียงสนั่นของพายุ การเผาไหม้ และความเจ็บแสบของพายุทรายที่บ้าคลั่ง
อย่างไรก็ตาม เสียงต่างๆ ค่อยสงบลงจนเงียบเสียง หลังจากนั้นสักครู่ก็ไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่อีก แต่เสียงเหล่านั้นยังดังสะท้านอยู่ในหูของเคิร์ก อากาศแจ่มใส เขากำลังยืนอยู่ในดงหินข้างสป๊อคและสก๊อค
สก๊อตรู้สึกงง สป๊อคสงบนิ่ง เคิร์กเหลียวมองนิ้วมือของเจ้าหน้าที่อันดับหนึ่งของเขาโดยเร็ว ไม่มีแหวน นั่นก็พอวินิจฉัยได้แล้วเพราะสป๊อคหนึ่งคงไม่คิดถอดมันออก เมื่อเขาลอยอยู่ข้างบนนั่น เขาไม่มีเวลาพอจะคิดถึงเรื่องนี้ระหว่างเกิดภาพลวงตานั้นด้วย
“คุณสป๊อค เกิดอะไรขึ้น เขาอยู่ไหน?”
“ตาย” สป๊อคพูด “ผมใช้ภาพลวงตาพายุทอร์นาโดของเขาบีบบังคับเขาเข้าไปอยู่ในเกราะกำบังแห่งความคิด เขาเป็นสิ่งมีชีวิตที่เริ่มต้นจากเกราะนั้น และรู้ดีว่าเขาไม่สามารถรอดชีวิตจากการเปิดโอกาสครั้งที่สอง ผมแกล้งทำตัวเองอย่างที่คุณเห็น แล้วผมก็รอดมาได้ ผมไม่น่าจะชนะนะครับกัปตัน คุณไม่ได้เข้าแทรกระหว่างเรา”
“เอาละ ดีแล้ว แต่ผมยังไม่เข้าใจว่าคุณทำได้ยังไง ทอร์นาโดไปไม่ได้ไกลถึงเกราะนั่นแน่นอน ชั้นบรรยากาศก็ไม่เอื้ออำนวย”
“ใช่ครับกัปตัน แต่คุณต้องเข้าใจว่าคุณไม่ได้เห็นอะไรเลยเมื่อชั่วโมงที่แล้ว ไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริงๆ ว่าไปแล้วบางทีเหตุการณ์มากมายที่คุณเห็นอาจแตกต่างจากผมก็ได้ มันเป็นการต่อสู้กันด้วยภาพลวงตา และในที่สุดร่างจำลองก็เชื่อว่าเขาถูกผลักดันให้เข้าไปอยู่ในเกราะความคิด มันเป็นความสำเร็จ”
เคิร์กขมวดคิ้ว “มนุษย์สามารถถูกทำลายด้วยความเชื่อเท่านั้นรึ?”
“มันเคยเกิดมาหลายครั้งแล้วครับกัปตัน” สป๊อคบอก “และคงจะเกิดขึ้นอีกอย่างไม่ต้องสงสัย”
“ก็จริง” เคิร์กพูดอย่างใช้ความคิด “เอาละ จบเรื่องปวดหัวเสียที คุณสก๊อตล่ะ?”
“เอ!” วิศวกรประจำยานพูด “อ้อ ครับกัปตัน คุณคงไม่....”
“ผมไว้ใจคุณ แต่ผมไม่ต้องการฟังเรื่องของคุณอีก เราออกเดินทางเถอะ ปัญหาก็คือเราจะไปที่ไหนกัน?”
“ไปที่ประชุมสภาผู้อาวุโส” สป๊อคพูด “และถ้าผมจำไม่ผิดมันอยู่ตรงโน้น”
#1 By wanderer (125.25.91.155) on 2009-09-28 10:01