สป๊อคต้องตาย
(Spock Must Die!)

เจมส์ บลิช เขียน, ชลธิชา จินดากุล แปล

11.
    ร่องรอยของฝันร้าย

ปูมกัปตัน  เวลาอวกาศ  41980.0

ผลวิเคราะห์เกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันของสก๊อต  แม็คคอยและสป๊อคสอง  กับความเข้าใจสถานการณ์จนยอมรับว่าการถอดรหัสข่าวจากกองบังคับการอวกาศยังไม่ชัดเจนของเรือโทอูฮูร่า  แสดงให้เห็นว่าขวัญและการปฏิบัติหน้าที่ของหัวหน้าแผนกต่างๆ ได้กลับคืนสู่ระดับปกติแล้ว  ทุกคนพร้อมจะเผชิญทุกสิ่งขณะที่เรายังเผชิญอันตรายใหญ่หลวงถึงสามอย่างด้วยกัน  ภาระหนักในการยุติสงครามยังคั่งค้าง  กองบังคับการอวกาศไม่สนใจผลวิเคราะห์เกี่ยวกับยุทธวิธีคลิงกอนของสป๊อคสอง  เนื่องจากเขามีโอกาสเป็นตัวปลอมได้  และผลที่จะตามมาคือการแพ้สงคราม
    คุณสก๊อตและลูกน้องยังปรับปรุงแก้ไขห้องขนส่งอยู่  ขณะนี้เราเตรียมจะลงไปยังดาวออร์กาเนียตามแผน  นับจากชั่วโมงนี้เป็นต้นไปจนกว่าผมจะกลับมา  ปูมนี้จะถูกบันทึกโดยคุณซูลู


    เสียเวลาไม่ถึงสองชั่วโมงเราก็สามารถนำยานเอ็นเตอร์ไพร้ส์เข้าสู่วงโคจรปกติรอบดาวออร์กาเนียได้  แต่อยู่ในระดับสุงสุดเกินกว่าระบบขนส่งจะทำงานได้ - หนึ่งหมื่นหกพันไมล์ -  ผลทางอารมณ์ของเกราะความคิดมีอิทธิพลต่อลูกเรือมาก  จนกระทั่งลูกเรือสี่สิบแปดคนของเรามีประสิทธิภาพในการทำงานไม่ถึงครึ่งหนึ่งของความสามารถ  ทุกคนจำเป็นต้องขอยาระงับประสาทจากหมอแม็คคอย  แต่สป็อคลองปฏิเสธที่จะกินยาหนึ่งวัน  จะได้รอคำสั่งโดยตรงจากกัปตัน
    ไม่มียานคลิงกอนอยู่ในบริเวณนั้น  แต่เสียงแกร๊กๆ ที่ดังมากับคลื่นวิทยุแสดงชัดว่าพวกเขากำลังเดินทางมาแล้ว
    ห้องขนส่งกลับมาอยู่ในสภาพเดิมอีกครั้ง  มันส่องแสงสว่างรอบตัวเคิร์ก  สก๊อตและสป๊อคสอง  เจ้าหน้าที่ขนส่งกำหนดตำแหน่งเดียวกับที่เคยใช้ไปดาวออร์กาเนียครั้งก่อน  ทำเลที่ทั้งสามไปถึงคล้ายหมู่บ้านชนบทในอังกฤษสมัยศตวรรษที่สิบสี่  มันเต็มไปด้วยกระท่อมหลังคาจาก  เกวียน  ผู้คนสวมเสื้อผ้าที่ทอใช้เองในบ้าน  และซากปรักหักพังของปราสาทใหญ่โตเท่าแคร์นิวอนปรากฏอยู่ไกลลิบๆ  แต่แล้วภาพหมู่บ้านนั้นก็กลับกลายเป็นที่ประชุมสภาอาวุโสของดาวเคราะห์ไป  ทั้งหมดเป็นภาพลวงตาที่ชาวออร์กาเนียนเตรียมไว้สำหรับต้อนรับผู้มาเยือนและปกป้องรักษาสันติสุขของพวกเขา  ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี  จนกระทั่งผู้บังคับการโคร์และกองกำลังคลิงกอนมาถึงพร้อมด้วยเกราะอ่อน  เพื่อห่อหุ้มมันไว้โดยปราศจากความเมตตา
    ขณะนี้หมู่บ้านนั้นหายไปเสียแล้ว  ทั้งสามดูเหมือนจะตกอยู่ท่ามกลางดงก้อนหินระเกะระกะกระจัดกระจายไปไกลทุกทิศทาง  ไม่มีจุดสว่างที่แสดงตำแหน่งดวงอาทิตย์ของออร์กาเนียอยู่บนท้องฟ้าสีครามเข้มนั้นเลย  แม้แต่อากาศก็ไม่เคลื่อนไหว  บางเบาและหนาวจนเสียดผิว  สำหรับเคิร์กแล้วดินแดนว่างเปล่าแห่งนี้มีแต่ความห่อเหี่ยว  เหมือนกับดาวพระเคราะห์ดวงนี้ได้สูญเสียแมลงปีกแข็งตัวสุดท้ายและไลเคนไปตั้งแต่ล้านปีก่อน
    ลักษณะเช่นี้อาจเป็นไปได้เพราะดวงอาทิตย์ของออร์กาเนียเป็นดาวฤกษ์รุ่นแรก  และชาวออร์กาเนียนได้นำมันมาใช้ประโยชน์ก่อนโลกเกิด  ในด้านความผันผวนของอารมณ์  อาจเป็นผลผลิตของมนุษย์ภายใต้เกราะความคิด  ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงก็เป็นภาวการณ์ที่จำเป็นต้องทนรับได้อย่างคาดไม่ถึง  แม้ตะไม่เต็มใจก็ตาม
    เคิร์กยืนยันการลงสู่ดาวเคราะห์ดวงนี้กับเรือโทอูฮูร่าแล้วหันไปพูดเสียงเบากับเพื่อนร่วมทาง  “มันน่าจะเลวร้ายกว่านี้นะ  ว่ากันแล้วผมคิดว่าเมื่อลงมาถึงที่นี่  ผมอึดอัดน้อยกว่าตอนอยู่ข้างบนด้วยซ้ำไป  แต่ผมก็ยังไม่แน่ใจนัก  พวกคุณมีปฏิกิริยายังไงบ้าง”
    “เศร้าเสียใจในวาระสุดท้ายของโลก”  สก๊อตตอบด้วยสำเนียงสก๊อตแลนด์  เขาพูดเกือบเป็นกระซิบโดยไม่ทันรู้ตัวเหมือนกัน  “แต่คุณพูดถูกนะครับกัปตัน  มันไม่เลวมากอยางที่ผมกลัว  แล้วตอนนี้เราจะไปทางไหนกันดี  ไม่เห็นมีเครื่องหมายอะไรบอกทางออกจากนรกแห่งนี้เลย  เครื่องไตรคอร์ดเตอร์ของผมจับสัญญาณปฏิกริยาแม่เหล็กไฟฟ้าไม่ได้เลย  ก้อนหินทั้งหมดก็เย็นเฉียบ”
    สป๊อคสองก้าวออกไปและใช้เครื่องไตรคอร์ดเตอร์ปะทะหินก้อนหนึ่ง
    “เข็มไม่กระดิกเลย”  เขาเห็นด้วย  “แต่การเดินทางมาครั้งแรกของเรา  เราพบที่ประชุมสภาห่างออกไปจากที่นี่สองจุดสองกิโลเมตรทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ  แต่ครั้งนี้ไม่มีอะไรบอกให้รู้เลยว่าควรไปทางไหน  ผมจึงขอแนะนำให้เรามุ่งไปทางนั้น  แล้วดูซิว่าชาวออร์กาเนียนได้ทิ้งสัญลักษณ์  หรือร่องรอยบอกที่ไปของพวกเขาไว้บ้างรึเปล่า”
    “สถานีนั้นอาจซ่อนอยู่ในความคิดก็ได้นะ”  สก๊อตพูด  “แต่คำแนะนำของคุณก็ดีแล้วสำหรับตอนนี้”
    เคิร์กพยักหน้าเห็นด้วย  และเดินนำหน้าไปราวกับตัวอยู่ในฝันร้าย
    ทะเลทรายซึ่งเต็มไปด้วยก้อนหินกระเพื่อมเป็นระลอกและไหลเหมือนผิวน้ำกระเพื่อมในสระ  แล้วค่อยจางหายไปจนหมด  เบื้องหน้าของเคิร์กตั้งตระหง่านด้วยวัตถุใหญ่โตสีเขียวเข้ม  ผิวมันวาบ  เขายังไม่อาจบอกได้ว่ามันเป็นอะไรกันแน่  มันใหญ่อย่างน้อยก็เท่าช้างอินเดียตัวหนึ่ง  น่าแปลกที่มันมีชีวิต  เคิร์กไม่อาจรู้แน่ชัดว่ามันเป็นสัตว์หรือพืช  มันไม่มีหัวมีแต่งวงหรือหน่อโป่งหนายึดติดกันตามบุญตามกรรมมากมาย  ส่วนหนึ่งของร่างกายถูกค้ำไว้ด้วยไม้คล้ายไม้ยันรักแร้สำหรับคนขาหักซึ่งเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่เคิร์กเคยเห็นเพียงครั้งเดียวในชีวิตที่พิพิธภัณฑ์
    มันไม่มีอันตรายนอกจากสกปรกบ้างเล็กน้อย  แต่เคิร์กก็ยังกราดปืนเฟเซอร์ไปมา  ขณะนั้นเองไม้ค้ำประหลาดที่ไม่เคลื่อนไหวและร่างกายทั้งหมดก็ล้มลงบิดเบี้ยวช้าๆ  ดูคล้ายกับหม้อถั่วที่กำลังเดือดพล่าน
    เบื้องหลังมัน  เคิร์กแลเห็นหาดทรายขาวสะอาดเกลื่อนกลาดด้วยเปลือกหอย  ท้องทะเลสีครามพริ้วเป็นระลอก  คลื่นซัดเข้าหาฝั่ง  แนวผาฟอสซิลสีขาวโค้งยาวจากท้องฟ้า  ดวงอาทิตย์ส่องแสงจ้า  อุณหภูมิขนาดทะเลเมดิเตอเรเนียน  เขาอยู่ตามลำพังถ้าไม่นับตัวประหลาดที่ล้มลงและจุดขาวๆ ไกลลิบบนท้องฟ้าซึ่งน่าจะเป็นนกนางนวล
    “คุณสป๊อค!”  เขาตะโกน  “สก๊อตตี้!”
    งวงสองข้างยื่นขึ้นมาจากกองสีเขียวสกปรก  มันโตขึ้นพร้อมทั้งมีปุ่มคล้ายน้ำเต้าที่ปลาย  ลักษณะประหลาดซึ่งเกือบเหมือนใบหน้าซึ่งบู้บี้ไปตามความยาวของน้ำเต้า  สิ่งประหลาดนั้นกำลังออกผลหรือ?
    ในเวลาเดียวกัน  ดวงอาทิตย์อ่อนแสงลงจนเลือนหายไป  บริเวณนั้นกลับไร้สีสัน  ทุกสิ่งเว้นแต่งวงสองอันนั้นเลือนรางอยู่ในนรกมืดครึ้ม
    งวงทั้งสองขยับเข้าไปใกล้สป๊อคและสก๊อค
    “คุณอยู่ที่ไหน”  เคิร์กถาม  “คุณเห็นสิ่งที่ผมเห็นมั้ย?”
    “ผมยังสงสัยครับ”  สป๊อคสองกล่าว  “ลองบอกผมสิครับว่ากัปตันเห็นอะไร?”
    “ผมอยู่ตรงบริเวณที่คล้ายฝั่งทะเลตอนใต้ของสเปน  มีสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่อยู่เบื้องหน้าผม  ผมกำลังติดสินว่าจะยิงมันดีหรือไม่ตอนที่คุณเรียกชื่อผม  มันกำลังหันไปทางคุณสองคน  แล้วภาพทั้งหมดก็หายวับไป”
    “แล้วอารมณ์ล่ะครับกัปตัน?”
    “ใช่แล้ว  ผมยังจำได้ดี  ผมมีความรู้สึกที่รุนแรงว่าสิ่งน่ากลัวกำลังจะเกิดขึ้น  แต่ผมไม่อาจบอกได้ว่าอะไร  ฝันร้ายจริงๆ  แล้วคุณล่ะสก๊อตตี้?”
    “ผมไม่เห็นตัวประหลาดอะไรทั้งนั้น”  สก๊อตพูด  “ทุกอย่างรอบตัวผมกลับกลายเป็นเส้นสีดำบนพื้นขาวอย่างรวดเร็ว  มันเป็นแผนผังวงจรสมัยโบราณ  เพราะมีสัญลักษณ์สำหรับหลอดวิทยุ  หลอดที่ใช้ในการวิทยุและเอ็กซ์เรย์รวมอยู่ด้วย  แล้วผมก็ติดอยู่ในนั้น  ผมไม่สามารถขยับเขยื้อนตัวได้  และรู้สึกว่าถ้ามีใครพลิกมันขึ้นมา  ผมจะแตกเป็นเสี่ยง  ผมเพิ่งจะรู้ตัวว่าสัญลักษณ์หลอดทั้งหมดเป็นภาพล้อเลียนใบหน้าที่ผมรู้จัก  ก็พอดีได้ยินคนเรียกชื่อ  แล้วผมก็กลับมาที่นี่”
    “ผมไม่เห็นอะไรเปลี่ยนแปลงหรือพวกคุณหายไปไหนสักคน”  สป๊อคสองพูด  “คุณหยุดเดินเฉยๆ  และคุณกัปตันก็กราดปืนเฟเซอร์ไปมาแล้วร้องตะโกน  นี่คงเป็นผลของเกราะดาวเคราะห์ดวงนี้  ผมต้านทานมันได้ดีกว่าพวกคุณ  ดังนั้นสิ่งที่คุณคิดจึงเกิดขึ้นกับคุณ  บอกผมหน่อยครับกัปตัน  คุณเคยไปฝั่งทะเลตอนใต้ของสเปนมั่งมั้ย?”
    “เคยครั้งหนึ่ง  ในช่วงวันหยุด”
    “แล้วคุณสก๊อตล่ะ  ถูกขังอยู่ในแผงวงจรสมัยเป็นนักเรียน  เราเชื่อได้เลยว่าภาพลวงตาเหล่านั้นเกิดจากประสบการณ์ในอดีตของเรา  เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว  เราอาจช่วยกันจัดการกับมันได้”
    หมอกจางหายไปในทันที  ทิวทัศน์ครั้งแรกซึ่งกระจัดกระจายไปด้วยก้อนหินปรากฏขึ้นแทนที่
    “เรามาไกลแค่ไหนแล้ว?”  เคิร์กถาม
    สป๊อคสองตรวจเครื่องไตรคอร์ดเตอร์  “ร่วมห้าหรือหกเมตร  แต่ผมสงสัยว่าเราเดินมาได้ไกลขนาดนั้นจริงๆ หรือ?”
    “ถ้างั้นเราไปต่อ  ถ้าความเร็วขนาดนี้เราคงเดินทางต่อไปได้อีก”
    แต่ฝันร้ายก็กลับมาอีกครั้งเมื่อเขาก้าวเดินต่อไปข้างหน้า....
    เสียงโห่ร้องอันน่าสะพรึงกลัว  เขาตกอยู่ท่ามกลางของเครื่องกลไกสมัยโบราณ  ค้อนขนาดใหญ่เหวี่ยงไปมาในอากาศ  เครื่องทุบหินส่งเสียงแหลมราวกับศูนย์ถ่วงของมันเป็นสนิม  ไอน้ำส่งเสียงหวีดขณะพุ่งขึ้นสู่อากาศที่เต็มไปด้วยควันร้อน  เฟืองจักรขนาดใหญ่ปะทะกัน  ล้อขนาดมหึมาแล่นช้าๆ ดังเอี๊ยดๆ  เข็มขัดหนังสะบัดฟาดไปมา  ลูกเขี้ยวหล่นลงในช่องของมัน  เพลานับพันหมุนเร็วจนเสียงดังแสบแก้วหู  ท่อนเหล็กนับพันที่ประชิดกับลูกเขี้ยวส่งเสียงรัวเหมือนจังหวะดนตรี  เหล็กบางตอนสึกจนขาวราวกับแผ่นดีบุก  หลังคาตะกั่วข้าวบนช่วยให้เสียงต่างๆ ดังทวีขึ้นสองสามเท่าจนเขาปวดหัวแทบแตก
    ไม่มีมนุษย์หรือร่องรอยของสิ่งมีชีวิตอยู่เลย
    เคิร์กคิดว่าเป็นไปได้ที่เขาจะจินตนาการนรกเครื่องกลไกนี้ขึ้นจากประสบการณ์ของตนเอง  เสียงดังนั้นไม่ช่วยให้ความคิดติดต่อเป็นเรื่องราว  มันมิใช่แต่เพียงดังสนั่นหวั่นไหวอย่างเดียว  แต่เกือบถึงระดับอันตรายต่อชีวิต  ทั้งหมดที่เคิร์กทำได้คือก้าวต่อไปข้างหน้า....
    โครม
    เขากำลังว่ายน้ำเอาชีวิตรอดอยู่ในทะเลอันมืดมิด  และเย็นจัดจนเป็นน้ำแข็ง  ท่ามกลางสายฟ้าแลบแปลบปลาบ  คลื่นยักษ์โยนตัวเขาขึ้นอย่างแรง  อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นเหม็นประหลาดเหมือนส่วนผสมของพืชทะเล  น้ำยาอาบศพและกาแฟ  ทั้งๆ ที่น้ำเย็นจัดเขายังรู้สึกร้อนอยู่ภายใต้เสื้อเครื่องแบบจนเหงื่อออก
    ความรู้สึกหลอกลวงนี้รุนแรงมากขึ้น  ต่อมาเขาก็รู้สึกตัว  เขากำลังมึนงงเพราะเป็นโรคติดเชื้อริเค็ทท์เซียล  วีแกน  ระหว่างการฝึกงานครั้งแรก  กลิ่นที่สูดนั้นเป็นกลิ่นยาพื้นบ้านซึ่งชาวอาณานิคมที่นั่นปรุงมาให้เขากิน  ทั้งหมดเป็นภาพลวงตาอีกแล้ว
    เมื่อคลื่นลูกต่อมาโยนเขาขึ้นไป  เขาได้ยินเสียงคำรามสนั่นท่ามกลางเสียงฟ้าร้อง  คลื่นหัวแตกกำลังซัดกระแทกหินโสโครกไม่ไกลนัก  ภาพลวงตาอีกหรือเปล่า  เคิร์กสงสัยว่าจะมีชีวิตรอดไปได้หรือไม่  เขายังคงว่ายน้ำต่อไป  มันลวงตาเขาได้อย่างไร
    ขณะที่เคิร์กอ้าปากหายใจ  เขากลืนน้ำขมๆ เข้าไปเต็มปาก  ครั้งแรกเท้าของเขาแตะถึงพื้น  แล้วเขาก็ยืนอยู่ภายใต้แสงสีเทาท่ามกลางดงก้อนหินระเกะระกาแห่งนั้นอีกครั้ง
    เคิร์กยังอยู่ตามละพัง  เขาร้องเรียกคนอื่น  แต่ไม่มีเสียงตอบ  เขาต้องใช้เครื่องติดต่อ  มันแห้งสนิทเพราะมีระบบกันน้ำในตัว
    “คุณสป๊อค  คุณสก๊อต  ได้ยินแล้วตอบด้วย”
    ไม่มีคำตอบ
    “เคิร์กถึงเอ็นเตอร์ไพร้ส์”
    “อูฮูร่าค่ะ  กัปตัน”  เจ้าหน้าที่สื่อสารตอบ
    “คุณช่วยบอกตำแหน่งของสป๊อค  และสก๊อตให้ผมหน่อยได้มั้ย?”
    “ทำไมคะ  พวกเขาต้องอยู่ในระยะสายตาคุณ  สัญญาณตำแหน่งซ้อนทับกับของคุณพอดี”
    “ยังงั้นรึ  พวกเขาไม่ตอบผม  ติดต่อเขาจากที่นั่นซิเรือโท”
    “ได้ค่ะ”  สักครู่หล่อนรายงานว่า  “พวกเขาตอบมาแล้วค่ะกัปตัน  แต่พวกเขาไม่เห็นคุณและไม่สามารถส่งเสียงเรียกคุณได้”
    น้ำเสียงของหล่อนแปลกใจ  ซึ่งไม่ต่างจากความรู้สึกของเคิร์กเลย
    “ผมเกรงว่าจะเป็นแบบเดียวกัน”  เขาพูด  “มีพวกคลิงกอนบ้างมั้ย?”
    “ไม่ค่ะ  แต่มีการรบกวนคลื่นวิทยุในอากาศชั้นต่ำลงมามากขึ้น  นับเป็นการเปิดเกมรุกตามปกติของพวกนั้นเมื่อเข้ามาใกล้”
    “เอาละ  คุณซูลู  ได้รับคำสั่งไปแล้ว  ผมจะทำงานต่อ”  เคิร์กเลิกติดต่อ
    เขาขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน  แล้วก้าวเดินต่อไป....

    ก้อนหินเหล่านั้นแตกร่วน  กลายเป็นดินที่อุดมสมบูรณ์  รอบๆ เขากลายเป็นหมู่บ้านจำลองสมัยกลางที่พบในการเดินทางมาออร์กาเนียครั้งแรก  แต่มันถูกทิ้งให้รกร้าง  อาคารทั้งหมดถูกไฟเผาเป็นบางส่วน  ปราสาทที่เห็นอยู่ลิบๆ มีลักษณะเหมือนถูกทิ้งระเบิด  กะโหลกศีรษะยิ้มยิงฟันให้เขาอยู่บนหญ้าสีน้ำตาล  เสียงสุนัขป่าหอนด้วยความหิวดังมาแต่ไกล  ภาพทั้งหมดเหมือนสภาพหลังจากสิ้นสุดสงครามสามสิบปี
    ทุกอย่างน่าจะก้าวหน้าขึ้น เพราะมันเหมือนดาวออร์กาเนียดวงเก่าที่เขาเคยพบมามากกว่าภาพอื่นๆ แสดงว่าเขากำลังเข้าใกล้เป้าหมายแล้ว  เขาจะทำอย่างไรดีเมื่อไปถึงที่นั่นโดยไม่มีวิศวกรประจำยานผู้ซึ่งเป็นคนเดียวที่แก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้มาด้วย  เขาไม่รู้อะไรเลย  นอกจากหวังว่าสก๊อตตี้คงกำลังหาทางผ่านภาพลวงตาที่เขาพบอยู่มาให้ได้  เขาเป็นคนหัวแข็งและขี้สงสัย  นิสัยนั้นอาจช่วยได้บ้าง  แต่ทำไมจึงยังมองไม่เห็นทางเลย
    ไม่เป็นไร  ก้าวต่อไป....
    ขณะนั้นภูมิประเทศรอบๆ ข้างตามทิศทางที่เขามุ่งหน้าไปได้เปลี่ยนแปลงอีกท่ามกลางสายหมอก  อะไรบางอย่างปรากฏขึ้นเลือนรางแล้วค่อยๆ ละลายเป็นสิ่งอื่นต่อไปก่อนจะทันแยกแยะออกว่าเป็นอะไรแน่  สายหมอกที่เต็มไปด้วยสีสัน  ขัดขวางการเห็นและทำลายทิวทัศน์  กลิ่นจางของพันธุ์ไม้เลื้อยลอยวนเวียนเหมือนกลิ่นกำยาน
    เคิร์กเดินต่อไป  แต่ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม  เขาเริ่มสงสัยว่าภาพลวงตานี้คงอยู่ถาวร  ระหว่างเดิน  แขนทั้งสองของเขายื่นออกไปในหมอกหลายสีนั้น  เขาสามารถแตะต้องสิ่งที่เขาคิดว่าเป็นพันธุ์ไม้เลื้อยที่เกิดขึ้นจากอารมณ์ของเขา  เขามองมันไม่เห็นแต่สัมผัสได้  เขาได้ยินเสียงพึมพำอู้อี้  เสียงดนตรีไม่ปะติดปะต่อกัน  และรู้สึกว่าทุกอย่างไม่น่าชื่นชม
    ระหว่างนี้เคิร์กคิดอะไรไม่ออก  บางทีเขาอาจเดินเป็นวงกลมก็ได้  แต่แล้วเงามืดก็ปรากฏขึ้น  เขาเห็นเจ้าหน้าที่อันดับหนึ่งของเขาอยู่ที่นั่น
    “คุณเข้ามาถึงที่นี่ได้ยังไงกัน?”
    “ผมอยู่ที่นี่ตลอดเวลาครับกัปตัน  ในโลกแห่งความจริง  แต่ผมไม่ยุ่งกับคุณด้วยเพราะภาพลวงตาของคุณขณะนี้  แต่ในที่สุดผมก็ถูกบังคับอย่างช้าๆ  ให้หลอมจิตเข้ากับคุณเพื่อเข้ามาอยู่ในภาพลวงตาของคุณที่นี่”
    “บังคับรึ?”
    “โดยสภาพแวดล้อม  คุณกำลังหลงทางครับกัปตัน”
    “ผมสงสัยอยู่เหมือนกัน  งั้นนำทางหน่อยซิ”
    “ทางนี้ครับ”
    เจ้าหน้าที่อันดับหนึ่งเดินนำหน้าไป  ขณะเดินตามเคิร์กรู้สึกว่าร่างของสป๊อคบิดเบือนไป  คล้ายวัตถุโปร่งแสงที่มีแต่กรอบนอก  เขาเฝ้ามองตามหลังไป  สิ่งแวดล้อมรอบๆ แข็งตัวเป็นผนึกหลายเหลี่ยมเหมือนหน้าต่างกระจกหลายสี  แล้วการเคลื่อนไหวทั้งหมดก็สิ้นสุดลง
    “คุณสป๊อค”
    ไม่มีเสียงตอบ  เคิร์กตรวจดูรูปร่างที่ไม่เคลื่อนไหวนั้น  มันผิดปกติมาก  รูปร่างบิดเบือนไปจนเขาแทบบอกไม่ได้ว่ามันเป็นอะไร  แล้วเขาก็เห็นมันอีกครั้ง
    มือข้างขวาของมันมีแหวนประจำตำแหน่งของเคิร์กสวมอยู่
    เคิร์กเปิดเครื่องติดต่อ
    “เรือโทอูฮูร่า”  เคิร์กพูด  “ผมพบสป๊อคหนึ่งแล้ว  เขาดูเหมือนจะปรับตัวเข้ากับสภาพที่นี่ได้ดีกว่าผม  ในห้องขนส่ง  นำเราทั้งคู่กลับขึ้นไป  แล้วจับเขาไว้  จากนั้นส่งผมกลับลงมาใหม่”
    “เสียใจค่ะกัปตัน  แต่เราทำไม่ได้”  อูฮูร่าตอบ  “กองกำลังรบคลิงกอนเพิ่งยิงเรา  เรากำลังใช้สนามพลังและเครื่องเบี่ยงเบนทิศทางอยู่  ถ้าคุณไม่ต้องการเปลี่ยนคำสั่งเดิมของคุณ  บางทีเราอาจต้องหนีไปก่อนก็ได้”
    “คำสั่งของผมยังคงเดิม”  เคิร์กย้ำ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อ๊า

ใจดี ขยันพิมมากมาย ขอบคุณก๊าบบบ


สองสป็อคนี่ชวนเวียนหัวจิงๆ ฮา

Mizz

#1 By Neuvez on 2009-05-28 23:06

ขยันมากแกเอ๋ย หึหึ

ปล. หายต๋อมเลยนะเว้ย เอ็มก้ไม่ออน ชิชะ

#2 By Gu_Tango on 2009-05-29 15:27

อา..ตายแล้วๆ เจอสป็อคหนึ่ง แต่เอาตัวกลับไปไม่ได้ orz


ขอบคุณพี่อีฟมากนะคะ ที่เอามาลงบลอคให้อ่านกัน /ซบพุงพี่อีฟ


surprised smile

#3 By ป้าซาบ on 2009-05-30 01:51