สป๊อคต้องตาย 06 - ไม่มีใครที่บ้าน
posted on 17 May 2009 18:26 by eveba in Fiction
สป๊อคต้องตาย
(Spock Must Die!)
เจมส์ บลิช เขียน, ชลธิชา จินดากุล แปล
06.
ไม่มีใครที่บ้าน
ปูมกัปตัน เวลาอวกาศ 4150.0
ขณะนี้เราอยู่ลึกเข้าไปในอวกาศของคลิงกอนมาสามเดือนแล้ว และยังไม่ถูกค้นพบถึงแม้เราจะแล่นเหนือยานลาดตระเวนของพวกนั้น ผมสามารถจู่โจมฐานทัพของชาวคลิงกอนโดยไม่ให้รู้ตัวได้จากที่นี่ถ้าหากสถานการณ์บนดาวออร์กาเนียหมดหวัง เรายังได้ยินข่าวความพ่ายแพ้ของสหพันธ์อยู่ เครื่องคอมพิวเตอร์ตัดสินว่า ความคิดของสป๊อคสองเกี่ยวกับสถานีแปลกๆ หลายแห่งของกองทัพคลิงกอนมีอยู่จริง แต่เรายังไม่มีทางรายงานสรุปให้กองบังคับการฐานบินอวกาศทราบได้ พฤติการณ์ของเขาไม่มีที่ติ แต่สป๊อคหนึ่งก็ไม่มีอะไรน่ารังเกียจ เว้นแต่เขาปฏิเสธที่จะออกมาจากห้องเท่านั้น
สามเดือนผ่านไป บรรยากาศในห้องบังคับการเต็มไปด้วยการหลอกลวง ทุกอย่างดูเหมือนเป็นปกติ สป๊อคคนหนึ่งจะอยู่ที่คลังข้อมูลในขณะที่อีกคนหนึ่งอดอาหารอยู่ในห้องปฏิบัติการของแม็คคอย (ความพยายามที่จะให้เขาเลิกอดอาหารไม่ได้ผล เขาทำอย่างที่เขาบอกไว้ ทานอาหารเพียงเล็กน้อยจากเสบียงของแม็คคอย การอดอาหารนี้สามารถทำให้มนุษย์ธรรมดาไม่สบาย เพลียจนหมดสติได้ แต่ร่างกายกึ่งวัลแคนของเขายังทนทานอยู่ได้)
เคิร์กดีใจที่เจ้าหน้าที่ระดับหัวหน้าของเขาปรับตัวเข้ากับสถานการณ์นี้ได้ มันแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นของพวกเขา ไม่ใช่ว่าเคิร์กต้องการให้เป็นอย่างนั้น แต่ไม่มีใครยอมหัวหมุนไปกับกรณีแวดล้อมขณะนี้ แม็คคอยกับสก๊อตยังคงหาทางแก้ปัญหาเรื่องร่างจำลองต่อไปเท่าที่จะทำได้ แต่ก็ได้ร่องรอยอย่างเดียวคือสัตว์ทดลองทั้งหมดที่สก๊อตส่งออกไปในลักษณะเดียวกับสป๊อคจะมีร่างจำลองกลับมาเหมือนกัน แต่ร่างจำลองเหล่านั้นเสียชีวิตหมดในสองสามวันต่อมา ศัลยแพทย์ไม่สามารถหาเหตุผลให้กับการตายของมันได้ ถึงแม้เขาจะหาเหตุผลได้ มันก็ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มขึ้น เพราะยังไม่อาจใช้อธิบายกรณีร่างจำลองของสป๊อคซึ่งมีชีวิตอยู่ได้ยืนนานกว่ามาก เช่นเดียวกับร่องรอยอื่นๆ มันไม่อาจอธิบายอะไรได้เป็นพิเศษเลย
อย่างไรก็ตามความตึงเครียดได้เริ่มขึ้นอีกครั้งเมื่อยานเอ็นเตอร์ไพร้ส์เข้าใกล้ ๑๑๘๗ ได ๘๕๗๔๖ เคจุดที จะต้องตัดสินใจว่ายานควรจะแล่นออกจากเส้นทางไปที่ไหนเพื่อถ่ายภาพดาวออร์กาเนียและบางสิ่งที่ยังไม่รู้ว่าคืออะไร
“อยู่ห่างๆ” เคิร์กบอก “เรายังไม่มีเหตุผลพอที่จะทึกทักเอาว่าพวกคลิงกอนคิดว่าเราอยู่ที่ใดที่หนึ่งในบริเวณใกล้เคียงนี้ แต่เราก็อาจหมดโอกาสได้ คุณซูลู ผมต้องการให้คุณต่อปืนเฟเซอร์เข้ากับสนามพลังเซนเซอร์ของเรือโทอูฮูร่า เพื่อว่าถ้าเราคับขันเราจะได้ถอยออกมาด้วยพลังวาร์ปทัน เตรียมระเบิดระยะใกล้ไว้ด้วย โอกาสที่จะระเบิดพวกนั้นทางโน้นเลือนรางมาก แต่ในแนวรบด้านนี้ผมคิดว่ามันมีประสิทธิภาพ”
มือของซูลูกดไปบนแผงควบคุมของเขา อูฮูร่าจับตาดูที่แผงเครื่องมือตรงหน้าเหมือนแมวที่คอยระวังภัย หล่อนควบคุมสนามพลังเซนเซอร์ที่คุ้มครองยานลำนี้ เครื่องแสดงตำแหน่งสำหรับห้องปืนเฟเซอร์ปรากฏทีละเครื่อง เครื่องกลไกอันทรงอานุภาพเตรียมแล้ว
“ทั้งหมดบรรจุกระสุนพร้อมแล้วครับกัปตัน” ซูลูบอก
“กำหนดเวลาเริ่มต้นของเราเมื่อไหร่?”
“สิบสี่ สามสิบห้า ยี่สิบครับ”
“เรือโทอูฮูร่า คุณต้องใช้เวลาเท่าไหร่สำหรับการตรวจสอบดาวออร์กาเนีย”
“ดิฉันจะได้ภาพแผนที่ทรงกลมที่สมบูรณ์ของน่านฟ้าบริเวณนี้ภายในสิบห้าวินาทีค่ะ กัปตัน”
“ดีมาก คุณซูลู ให้เวลาเราอีกสิบวินาที แล้วบ่ายหน้าตรงไปที่สี่สิบแปดมาร์ค ศูนย์-หก-เก้า ด้วยความเร็ววาร์ปหนึ่ง จัดข้อมูลป้อนคอมพิวเตอร์ด้วยคุณสป๊อค”
สป๊อคสองพยักหน้า แต่ซูลูถามขึ้น “ตั้งเวลาจากแผงควบคุมของผมจะไม่สะดวกกว่ารึครับ”
“ผมต้องการทั้งสองอย่าง เพื่อป้องกันความผิดพลาด”
“คุณจะให้ผมนับถอยหลังมั้ยครับกัปตัน?” สป๊อคสองถาม
“ผมว่าไม่มีเหตุผลที่ต้องทำอย่างนั้น ในเมื่อทุกอย่างเป็นอัตโนมัติ มันจะก่อให้เกิดความตึงเครียดโดยไม่จำเป็น ปฏิบัติตามคำสั่งแล้วกัน”
หลายนาทีผ่านไป แล้วทันใดนั้นยานเอ็นเตอร์ไพร้ส์ก็อยู่ในอวกาศปกติ
และโดยไม่ทันรู้ตัว ทุกสิ่งทุกอย่างก็ไม่อยู่ในภาวะปกติอีกต่อไปแล้ว
แม้เขาไม่สามารถบอกถึงความรู้สึกส่วนตัวได้ แต่เคิร์กตระหนักถึงภาวะแห่งการทำลายล้าง การบาดเจ็บและพลังวนเวียนในระหว่างระยะเวลากับอวกาศ ดูคล้ายกับว่าพลังลึกลับอันทรงอานุภาพได้กระชากกรอบรองรับจักรวาลแห่งนี้ให้เปิดออกพร้อมทั้งเหลือไว้แต่เพียงความว่างเปล่าอย่างแท้จริง ความว่างเปล่าครั้งสุดท้ายซึ่งจะนำมาซึ่งความอลหม่านแห่งจักรวาล ยานเอ็นเตอร์ไพร้ส์กำลังถูกดึงตรงเข้าไปหามัน
ทุกคนรู้สึกหวาดกลัว เวลาสิบวินาทีนานเหมือนกับเวลาหลายชั่วโมง เคิร์กนั่งตัวแข็ง ลูกเรือยืนเกร็งเหมือนรูปปั้นอยู่รอบๆ ตัวเขา
แล้วทุกอย่างก็ผ่านไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยานเอ็นเตอร์ไพร้ส์กลับมาอยู่ในเส้นทางบินตามเดิม
เสียงสัญญาณจากห้องเครื่องดังขึ้น
“อะไรอยู่ในแสงสีฟ้าโชติช่วง”
“ไม่รู้เหมือนกัน สก๊อตตี้ ปล่อยมันไปก่อนจนกว่าเราจะนึกออก แล้วผมจะคุยกับคุณใหม่ ผมเชื่อว่าลูกน้องของคุณก็คงรู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน”
เงียบไปชั่วครู่ “ใช่ ก็คงแบบนั้นแหละ”
“คุณซูลู เรากำลังมุ่งหน้าไปตามเส้นทางใหม่ที่ตั้งไว้ใช่ไหมครับ?”
“ครับ” เขาตอบ
“อูฮูร่า คุณได้ภาพมาหลายภาพใช่มั้ย เอาละ ขอดูหน่อยซิ ต่อเข้าไปให้สป๊อคหนึ่งดูด้วย ผมคิดว่าเราต้องการสมองของคุณช่วยขบปัญหานี้”
ภาพหมู่ดาวเลือนรางบูดเบี้ยวในอวกาศหายไปจากจอภาพ ภาพผิวดวงดาวปกติดวงหนึ่งปรากฏขึ้นแทน อย่างไรก็ตามตรงใจกลางยังเป็นวัตถุทรงกลมมีแสงสว่างเรื่อๆ เป็นสีขาววาววับเหมือนแสงเงินปรากฏอยู่เลือนราง
“นั่นเป็นพิกัดสำหรับดาวออร์กาเนีย” อูฮูร่าพูด “ถ้าความจำของดิฉันไม่เล่นตลก ดวงดาวในภาพที่เราถ่ายเก็บไว้จากการมาเยือนครั้งแรกไม่มีแสงเรื่อๆ ขนาดนั้น ออร์กาเนียเคยแถลงถึงลักษณะพิเศษของพื้นผิวดวงดาว มันเป็นดาวพระเคราะห์ระดับเอ็ม แต่ดาวในภาพนี้ดูคล้ายก้อนแก๊สขนาดยักษ์ที่มองไม่ออกว่าเป็นอะไร”
“นอกจากนั้น” เคิร์กพูด “ขณะที่เราออกนอกเส้นทางเพื่อพุ่งตรงเข้าหามันนั้น ความรู้สึกทางจิตใจและภาวะทางอารมณ์ของผมบอกว่าไม่มีอะไรอยู่ที่นั่น ไม่มีอะไรเลย ใครมีความรู้สึกแตกต่างไปจากผมบ้างมั้ย?”
ทุกคนสั่นศีรษะ สป๊อคสองพูดขึ้น “กัปตันครับ เรารู้ว่าชาวออร์กาเนียนเป็นเจ้าแห่งการสะกดจิต และสามารถถ่ายเทกระแสพลังงานอื่นๆ ได้อย่างยอดเยี่ยม พวกเขาสามารถทำให้ดาวพระเคราะห์ของพวกเขาปรากฏในรูปไหนก็ได้ตามต้องการ แม้แต่กับกล้องถ่ายภาพ”
“ในสิบวินาทีแค่นั้นรึ?” เคิร์กถาม “ผมยอมรับว่าผลทางอารมณ์อาจเป็นส่วนหนึ่งของการส่งโทรภาพจิตตามปกติได้ แต่ผมสงสัยว่าชาวออร์กาเนียนสามารถข้ามมาถึงยานลำนี้ และตะกายหาวงจรที่สลับซับซ้อนของกล้องได้ภายในเวลาสั้นแค่นี้รึ?”
“นอกจากนั้นกล้องของดิฉันไม่ใช่กล้องทั่วๆ ไป ดิฉันคอยเปลี่ยนวงจรของมันอยู่เรื่อยๆ” อูฮูร่าบอก “ถ้าจะรู้ระบบวงจรต่างๆ ดีพอจะจัดการกับมันได้ พวกนั้นก็ต้องอ่านใจดิฉันออกหรือได้แผนผังวงจรที่ปรับปรุงใหม่จากคอมพิวเตอร์”
“ยังไม่รู้ขีดจำกัดความสามารถของพวกนั้น” สป๊อคสองพูด
“ผมไม่ได้เถียงเรื่องนั้น” เคิร์กพูด “แต่ทำไมเขาถึงต้องให้เราเห็นภาพหนึ่ง และให้กล้องถ่ายได้อีกภาพหนึ่งที่ไม่เหมือนกัน เขาต้องการให้เราคิดว่าดาวออร์กาเนียไม่ได้อยู่ที่นั่นหรือว่ามันถูกเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นกรณีไหน เราต้องการรู้ว่าทำไมพวกเขารู้ดีว่าความขัดแย้งกันจะกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของเรา แต่ปรากฏการณ์ทั้งสองดูเหมือนจะปรามเราอยู่ในที นั่นแสดงว่า ภาพจากกล้องไม่ใช่ฝีมือของพวกเขา ภาพเหล่านั้นแสดงสถานการณ์แท้จริงไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม”
“ถ้าเป็นอย่างนั้น” สป๊อคสองพูด “ก็เป็นไปได้ว่าชาวออร์กาเนียนล้อมรอบดาวของเขาไว้ด้วยฉากสนามพลังบางอย่างซึ่งกล้องถ่ายภาพจับได้และมีผลต่อความรู้สึกของเรา”
“มีเหตุผลน่าฟัง” เคิร์กพูด “แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง มันจะกระทบกระเทือนแผนการเดิมของเรา ผมรู้สึกว่าชาวออร์กาเนียนไม่ต้องการให้ใครไปเยือน และหากเราลงไปบนดวงดาวนั้น ผมมั่นใจว่าผมคงไม่สามารถต่อสู้ภายใต้ความกดดันของสนามพลังนั้นเกินกว่าหนึ่งนาที มีใครคิดว่าจะทนได้นานกว่านั้นบ้างมั้ย?”
“มีครับกัปตัน” เสียงสป๊อคหนึ่งดังผ่านเครื่องติดต่อภายใน “แม้ว่าผมจะไม่ได้เห็นภาพที่เป็นปัญหานั้น คำถกเถียงของพวกคุณก็เพียงพอที่จะให้ผมวิเคราะห์ได้แล้ว ดูท่าพวกคุณทั้งหมดกำลังหลงทาง คำตอบสำหรับปัญหานี้ธรรมดามากทีเดียว ไม่มีอะไรประหลาดเลย”
“อะไรล่ะ พูดออกมาเสียทีซิ”
“เพียงแต่รับรองผมครับกัปตัน”
“นั่นมันแบล็คเมล์กันชัดๆ” เคิร์กพูดเสียงเครียด
“ใช้คำนั้นก็ได้ ไม่มีอะไรจะทำให้ผมขุ่นเคืองหรือล่อลวงผมได้”
“แล้วเกี่ยวอะไรกับความปลอดภัยของยานลำนี้ด้วย”
“หลังจากวิเคราะห์สถานการณ์นี้แล้ว ผมขอสรุปว่า การปรากฏตัวของร่างจำลองเจ้าหน้าที่อันดับหนึ่งเป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวงต่อยานลำนี้ยิ่งกว่าการเข้าไปไม่ถึงดาวออร์กาเนียเสียอีก ดังนั้นผมยังยืนยันคำพูดของผมอยู่”
เคิร์กหันไปพูดกับร่างเหมือนของสป๊อคอีกร่างหนึ่งซึ่งอยู่ในห้องบังคับการอย่างขุ่นเคือง “สป๊อคสอง คุณคิดว่าเขากำลังพูดแนะอะไรบ้างมั้ย?”
“ผมบอกว่า ไม่มีอะไรเลย ขั้นตอนความคิดของเราในตอนนี้แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด จากข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ผมเชื่อว่าสถานการณ์บนดาวออร์กาเนียต้องเป็นไปตามภาพใดภาพหนึ่ง แม้ว่าอาจจะไม่สมบูรณ์นักก็ตาม”
เคิร์กคิดว่ามันเป็นการย้ำความคิดแต่ไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้นเลย ถ้าสป๊อคหนึ่งรู้คำตอบจริง มันน่าจะมีค่าถ้ายอมให้คำรับรองตามที่เขาขอมา ถ้าสป๊อคสองเป็นร่างจำลอง เขาจะขัดขวางเพื่อปกป้องตนเอง แต่ถ้าสป๊อคหนึ่งเป็นร่างจำลอง คำกล่าวอ้างว่ามีทางแก้ปัญหา อาจเป็นการหาคำรับรองว่าร่างต้นแบบต้องถูกทำลาย ถ้าการแก้ปัญหาของเขากลายเป็นทางที่ผิดแล้ว เขาสรมารถแก้ตัวว่ามีข้อมูลไม่เพียงพอได้ เคิร์กไม่เคยหวังว่าเจ้าหน้าที่อันดับหนึ่งของเขาจะไม่เคยผิดพลาด แม้ว่าตัวของสป๊อคเองไม่ชอบให้ตัวเองทำอะไรผิดพลาดก็ตาม
“เราจะปฏิบัติตามคำสันนิษฐานแรกของเขา” เคิร์กพูดขึ้นในที่สุด “เริ่มงานจากภาพเหล่านั้น โอกาสเดียวของเราที่จะเอาตัวรอดเพื่อทำตามแผนการเดิม คือหาทางผ่านฉากสนามพลังเหล่านั้นเข้าไปโดยกันตัวเองจากผลกระทบของมัน หรือลบล้างมันให้หมดไป ผมจะมอบหมายงานนี้ให้คุณสก๊อต แต่เขาจะต้องได้รับรายละเอียดการมองเห็นสนามพลังเซนเซอร์จากฉากเพื่อวิเคราะห์ ซึ่งผมเสียใจที่ขอบอกว่ามันหมายถึงการเดินทางผ่านแนวสนามพลังด้วยแรงขับดันวาร์ป คำสั่ง :
เรือโท อูฮูร่า ถามคุณสก๊อตว่า เขาคิดว่าการเตรียมเซนเซอร์ขนาดไหนจะมีส่วนช่วยเขาได้มากที่สุด และเขาจะใช้เวลาน้อยที่สุดสักเท่าไหร่ในการมองเพื่อวิเคราะห์ผลได้ คุณซูลู วางแผนการบินผ่านเข้าไป เตือนให้ลูกเรือของเราทั้งหมดรู้ตัวล่วงหน้าว่าจะเกิดเหตุการณ์วิกฤตขึ้น และมันจะกินเวลานานแค่ไหนกว่าจะสิ้นสุด
สป๊อคสองถามรายละเอียดทุกอย่างที่ควรรู้เกี่ยวกับฉากที่เลือนรางนั้นรวมทั้งภาพจินตนาการเห็นด้วย แล้วส่งต่อไปให้คุณสก๊อต” เคิร์กยืนขึ้นอย่างอ่อนเพลีย “ผมจะไปกินแซนด์วิชที่ห้องสันทนาการสักหน่อย ถ้าผมยังไม่กลับมาตอนใกล้กำหนดเวลาแล่นผ่านก็เรียกผมด้วยก็แล้วกัน การเตรียมการอย่างอื่นๆ ทั้งหมดสำหรับการแล่นผ่านครั้งนี้ ให้ดำเนินไปเหมือนครั้งก่อนๆ”
“คุณกำลังทำความผิดอย่างมหันต์ครับกัปตัน” เสียงสป๊อคหนึ่งดังขึ้น
“คุณไม่เหลือทางเลือกอื่นให้ผมนี่คุณสป๊อค ทุกคนเริ่มปฏิบัติการได้”
เคิร์กไม่ต้องปลอบขวัญตนเองมากนักสำหรับวิกฤตการณ์ที่จะเกิดขึ้นเมื่อผ่านเข้าไปในห้วงอวกาศ แต่การเตรียมพร้อมขณะนี้คงไม่ทำให้เขาอารมณ์ดีมากนัก อันที่จริงแล้วประสบการณ์ครั้งนี้ค่อนข้างเลวร้ายและยาวนานกว่าทุกครั้ง สก๊อตยืนยันว่าจะต้องแล่นไปนานถึงสี่สิบห้าวินาที นานพอจะทำให้ยานเอ็นเตอร์ไพร้ส์และลูกเรือทุกคนรู้สึกเหมือนกำลังตกดิ่งลงไปในนรก และในช่วงสิบวินาทีสุดท้ายจะมีแสงขาวจ้า ซึ่งพุ่งมาจากปืนเฟเซอร์บนด้านหนึ่งของยานด้วย
“นรกจริงๆ ซูลู” อูฮูร่าร้องบอก “บริเวณนี้เต็มไปด้วยพวกคลิงกอนทั้งนั้น”
(Spock Must Die!)
เจมส์ บลิช เขียน, ชลธิชา จินดากุล แปล
06.
ไม่มีใครที่บ้าน
ปูมกัปตัน เวลาอวกาศ 4150.0
ขณะนี้เราอยู่ลึกเข้าไปในอวกาศของคลิงกอนมาสามเดือนแล้ว และยังไม่ถูกค้นพบถึงแม้เราจะแล่นเหนือยานลาดตระเวนของพวกนั้น ผมสามารถจู่โจมฐานทัพของชาวคลิงกอนโดยไม่ให้รู้ตัวได้จากที่นี่ถ้าหากสถานการณ์บนดาวออร์กาเนียหมดหวัง เรายังได้ยินข่าวความพ่ายแพ้ของสหพันธ์อยู่ เครื่องคอมพิวเตอร์ตัดสินว่า ความคิดของสป๊อคสองเกี่ยวกับสถานีแปลกๆ หลายแห่งของกองทัพคลิงกอนมีอยู่จริง แต่เรายังไม่มีทางรายงานสรุปให้กองบังคับการฐานบินอวกาศทราบได้ พฤติการณ์ของเขาไม่มีที่ติ แต่สป๊อคหนึ่งก็ไม่มีอะไรน่ารังเกียจ เว้นแต่เขาปฏิเสธที่จะออกมาจากห้องเท่านั้น
สามเดือนผ่านไป บรรยากาศในห้องบังคับการเต็มไปด้วยการหลอกลวง ทุกอย่างดูเหมือนเป็นปกติ สป๊อคคนหนึ่งจะอยู่ที่คลังข้อมูลในขณะที่อีกคนหนึ่งอดอาหารอยู่ในห้องปฏิบัติการของแม็คคอย (ความพยายามที่จะให้เขาเลิกอดอาหารไม่ได้ผล เขาทำอย่างที่เขาบอกไว้ ทานอาหารเพียงเล็กน้อยจากเสบียงของแม็คคอย การอดอาหารนี้สามารถทำให้มนุษย์ธรรมดาไม่สบาย เพลียจนหมดสติได้ แต่ร่างกายกึ่งวัลแคนของเขายังทนทานอยู่ได้)
เคิร์กดีใจที่เจ้าหน้าที่ระดับหัวหน้าของเขาปรับตัวเข้ากับสถานการณ์นี้ได้ มันแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นของพวกเขา ไม่ใช่ว่าเคิร์กต้องการให้เป็นอย่างนั้น แต่ไม่มีใครยอมหัวหมุนไปกับกรณีแวดล้อมขณะนี้ แม็คคอยกับสก๊อตยังคงหาทางแก้ปัญหาเรื่องร่างจำลองต่อไปเท่าที่จะทำได้ แต่ก็ได้ร่องรอยอย่างเดียวคือสัตว์ทดลองทั้งหมดที่สก๊อตส่งออกไปในลักษณะเดียวกับสป๊อคจะมีร่างจำลองกลับมาเหมือนกัน แต่ร่างจำลองเหล่านั้นเสียชีวิตหมดในสองสามวันต่อมา ศัลยแพทย์ไม่สามารถหาเหตุผลให้กับการตายของมันได้ ถึงแม้เขาจะหาเหตุผลได้ มันก็ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มขึ้น เพราะยังไม่อาจใช้อธิบายกรณีร่างจำลองของสป๊อคซึ่งมีชีวิตอยู่ได้ยืนนานกว่ามาก เช่นเดียวกับร่องรอยอื่นๆ มันไม่อาจอธิบายอะไรได้เป็นพิเศษเลย
อย่างไรก็ตามความตึงเครียดได้เริ่มขึ้นอีกครั้งเมื่อยานเอ็นเตอร์ไพร้ส์เข้าใกล้ ๑๑๘๗ ได ๘๕๗๔๖ เคจุดที จะต้องตัดสินใจว่ายานควรจะแล่นออกจากเส้นทางไปที่ไหนเพื่อถ่ายภาพดาวออร์กาเนียและบางสิ่งที่ยังไม่รู้ว่าคืออะไร
“อยู่ห่างๆ” เคิร์กบอก “เรายังไม่มีเหตุผลพอที่จะทึกทักเอาว่าพวกคลิงกอนคิดว่าเราอยู่ที่ใดที่หนึ่งในบริเวณใกล้เคียงนี้ แต่เราก็อาจหมดโอกาสได้ คุณซูลู ผมต้องการให้คุณต่อปืนเฟเซอร์เข้ากับสนามพลังเซนเซอร์ของเรือโทอูฮูร่า เพื่อว่าถ้าเราคับขันเราจะได้ถอยออกมาด้วยพลังวาร์ปทัน เตรียมระเบิดระยะใกล้ไว้ด้วย โอกาสที่จะระเบิดพวกนั้นทางโน้นเลือนรางมาก แต่ในแนวรบด้านนี้ผมคิดว่ามันมีประสิทธิภาพ”
มือของซูลูกดไปบนแผงควบคุมของเขา อูฮูร่าจับตาดูที่แผงเครื่องมือตรงหน้าเหมือนแมวที่คอยระวังภัย หล่อนควบคุมสนามพลังเซนเซอร์ที่คุ้มครองยานลำนี้ เครื่องแสดงตำแหน่งสำหรับห้องปืนเฟเซอร์ปรากฏทีละเครื่อง เครื่องกลไกอันทรงอานุภาพเตรียมแล้ว
“ทั้งหมดบรรจุกระสุนพร้อมแล้วครับกัปตัน” ซูลูบอก
“กำหนดเวลาเริ่มต้นของเราเมื่อไหร่?”
“สิบสี่ สามสิบห้า ยี่สิบครับ”
“เรือโทอูฮูร่า คุณต้องใช้เวลาเท่าไหร่สำหรับการตรวจสอบดาวออร์กาเนีย”
“ดิฉันจะได้ภาพแผนที่ทรงกลมที่สมบูรณ์ของน่านฟ้าบริเวณนี้ภายในสิบห้าวินาทีค่ะ กัปตัน”
“ดีมาก คุณซูลู ให้เวลาเราอีกสิบวินาที แล้วบ่ายหน้าตรงไปที่สี่สิบแปดมาร์ค ศูนย์-หก-เก้า ด้วยความเร็ววาร์ปหนึ่ง จัดข้อมูลป้อนคอมพิวเตอร์ด้วยคุณสป๊อค”
สป๊อคสองพยักหน้า แต่ซูลูถามขึ้น “ตั้งเวลาจากแผงควบคุมของผมจะไม่สะดวกกว่ารึครับ”
“ผมต้องการทั้งสองอย่าง เพื่อป้องกันความผิดพลาด”
“คุณจะให้ผมนับถอยหลังมั้ยครับกัปตัน?” สป๊อคสองถาม
“ผมว่าไม่มีเหตุผลที่ต้องทำอย่างนั้น ในเมื่อทุกอย่างเป็นอัตโนมัติ มันจะก่อให้เกิดความตึงเครียดโดยไม่จำเป็น ปฏิบัติตามคำสั่งแล้วกัน”
หลายนาทีผ่านไป แล้วทันใดนั้นยานเอ็นเตอร์ไพร้ส์ก็อยู่ในอวกาศปกติ
และโดยไม่ทันรู้ตัว ทุกสิ่งทุกอย่างก็ไม่อยู่ในภาวะปกติอีกต่อไปแล้ว
แม้เขาไม่สามารถบอกถึงความรู้สึกส่วนตัวได้ แต่เคิร์กตระหนักถึงภาวะแห่งการทำลายล้าง การบาดเจ็บและพลังวนเวียนในระหว่างระยะเวลากับอวกาศ ดูคล้ายกับว่าพลังลึกลับอันทรงอานุภาพได้กระชากกรอบรองรับจักรวาลแห่งนี้ให้เปิดออกพร้อมทั้งเหลือไว้แต่เพียงความว่างเปล่าอย่างแท้จริง ความว่างเปล่าครั้งสุดท้ายซึ่งจะนำมาซึ่งความอลหม่านแห่งจักรวาล ยานเอ็นเตอร์ไพร้ส์กำลังถูกดึงตรงเข้าไปหามัน
ทุกคนรู้สึกหวาดกลัว เวลาสิบวินาทีนานเหมือนกับเวลาหลายชั่วโมง เคิร์กนั่งตัวแข็ง ลูกเรือยืนเกร็งเหมือนรูปปั้นอยู่รอบๆ ตัวเขา
แล้วทุกอย่างก็ผ่านไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยานเอ็นเตอร์ไพร้ส์กลับมาอยู่ในเส้นทางบินตามเดิม
เสียงสัญญาณจากห้องเครื่องดังขึ้น
“อะไรอยู่ในแสงสีฟ้าโชติช่วง”
“ไม่รู้เหมือนกัน สก๊อตตี้ ปล่อยมันไปก่อนจนกว่าเราจะนึกออก แล้วผมจะคุยกับคุณใหม่ ผมเชื่อว่าลูกน้องของคุณก็คงรู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน”
เงียบไปชั่วครู่ “ใช่ ก็คงแบบนั้นแหละ”
“คุณซูลู เรากำลังมุ่งหน้าไปตามเส้นทางใหม่ที่ตั้งไว้ใช่ไหมครับ?”
“ครับ” เขาตอบ
“อูฮูร่า คุณได้ภาพมาหลายภาพใช่มั้ย เอาละ ขอดูหน่อยซิ ต่อเข้าไปให้สป๊อคหนึ่งดูด้วย ผมคิดว่าเราต้องการสมองของคุณช่วยขบปัญหานี้”
ภาพหมู่ดาวเลือนรางบูดเบี้ยวในอวกาศหายไปจากจอภาพ ภาพผิวดวงดาวปกติดวงหนึ่งปรากฏขึ้นแทน อย่างไรก็ตามตรงใจกลางยังเป็นวัตถุทรงกลมมีแสงสว่างเรื่อๆ เป็นสีขาววาววับเหมือนแสงเงินปรากฏอยู่เลือนราง
“นั่นเป็นพิกัดสำหรับดาวออร์กาเนีย” อูฮูร่าพูด “ถ้าความจำของดิฉันไม่เล่นตลก ดวงดาวในภาพที่เราถ่ายเก็บไว้จากการมาเยือนครั้งแรกไม่มีแสงเรื่อๆ ขนาดนั้น ออร์กาเนียเคยแถลงถึงลักษณะพิเศษของพื้นผิวดวงดาว มันเป็นดาวพระเคราะห์ระดับเอ็ม แต่ดาวในภาพนี้ดูคล้ายก้อนแก๊สขนาดยักษ์ที่มองไม่ออกว่าเป็นอะไร”
“นอกจากนั้น” เคิร์กพูด “ขณะที่เราออกนอกเส้นทางเพื่อพุ่งตรงเข้าหามันนั้น ความรู้สึกทางจิตใจและภาวะทางอารมณ์ของผมบอกว่าไม่มีอะไรอยู่ที่นั่น ไม่มีอะไรเลย ใครมีความรู้สึกแตกต่างไปจากผมบ้างมั้ย?”
ทุกคนสั่นศีรษะ สป๊อคสองพูดขึ้น “กัปตันครับ เรารู้ว่าชาวออร์กาเนียนเป็นเจ้าแห่งการสะกดจิต และสามารถถ่ายเทกระแสพลังงานอื่นๆ ได้อย่างยอดเยี่ยม พวกเขาสามารถทำให้ดาวพระเคราะห์ของพวกเขาปรากฏในรูปไหนก็ได้ตามต้องการ แม้แต่กับกล้องถ่ายภาพ”
“ในสิบวินาทีแค่นั้นรึ?” เคิร์กถาม “ผมยอมรับว่าผลทางอารมณ์อาจเป็นส่วนหนึ่งของการส่งโทรภาพจิตตามปกติได้ แต่ผมสงสัยว่าชาวออร์กาเนียนสามารถข้ามมาถึงยานลำนี้ และตะกายหาวงจรที่สลับซับซ้อนของกล้องได้ภายในเวลาสั้นแค่นี้รึ?”
“นอกจากนั้นกล้องของดิฉันไม่ใช่กล้องทั่วๆ ไป ดิฉันคอยเปลี่ยนวงจรของมันอยู่เรื่อยๆ” อูฮูร่าบอก “ถ้าจะรู้ระบบวงจรต่างๆ ดีพอจะจัดการกับมันได้ พวกนั้นก็ต้องอ่านใจดิฉันออกหรือได้แผนผังวงจรที่ปรับปรุงใหม่จากคอมพิวเตอร์”
“ยังไม่รู้ขีดจำกัดความสามารถของพวกนั้น” สป๊อคสองพูด
“ผมไม่ได้เถียงเรื่องนั้น” เคิร์กพูด “แต่ทำไมเขาถึงต้องให้เราเห็นภาพหนึ่ง และให้กล้องถ่ายได้อีกภาพหนึ่งที่ไม่เหมือนกัน เขาต้องการให้เราคิดว่าดาวออร์กาเนียไม่ได้อยู่ที่นั่นหรือว่ามันถูกเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นกรณีไหน เราต้องการรู้ว่าทำไมพวกเขารู้ดีว่าความขัดแย้งกันจะกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของเรา แต่ปรากฏการณ์ทั้งสองดูเหมือนจะปรามเราอยู่ในที นั่นแสดงว่า ภาพจากกล้องไม่ใช่ฝีมือของพวกเขา ภาพเหล่านั้นแสดงสถานการณ์แท้จริงไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม”
“ถ้าเป็นอย่างนั้น” สป๊อคสองพูด “ก็เป็นไปได้ว่าชาวออร์กาเนียนล้อมรอบดาวของเขาไว้ด้วยฉากสนามพลังบางอย่างซึ่งกล้องถ่ายภาพจับได้และมีผลต่อความรู้สึกของเรา”
“มีเหตุผลน่าฟัง” เคิร์กพูด “แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง มันจะกระทบกระเทือนแผนการเดิมของเรา ผมรู้สึกว่าชาวออร์กาเนียนไม่ต้องการให้ใครไปเยือน และหากเราลงไปบนดวงดาวนั้น ผมมั่นใจว่าผมคงไม่สามารถต่อสู้ภายใต้ความกดดันของสนามพลังนั้นเกินกว่าหนึ่งนาที มีใครคิดว่าจะทนได้นานกว่านั้นบ้างมั้ย?”
“มีครับกัปตัน” เสียงสป๊อคหนึ่งดังผ่านเครื่องติดต่อภายใน “แม้ว่าผมจะไม่ได้เห็นภาพที่เป็นปัญหานั้น คำถกเถียงของพวกคุณก็เพียงพอที่จะให้ผมวิเคราะห์ได้แล้ว ดูท่าพวกคุณทั้งหมดกำลังหลงทาง คำตอบสำหรับปัญหานี้ธรรมดามากทีเดียว ไม่มีอะไรประหลาดเลย”
“อะไรล่ะ พูดออกมาเสียทีซิ”
“เพียงแต่รับรองผมครับกัปตัน”
“นั่นมันแบล็คเมล์กันชัดๆ” เคิร์กพูดเสียงเครียด
“ใช้คำนั้นก็ได้ ไม่มีอะไรจะทำให้ผมขุ่นเคืองหรือล่อลวงผมได้”
“แล้วเกี่ยวอะไรกับความปลอดภัยของยานลำนี้ด้วย”
“หลังจากวิเคราะห์สถานการณ์นี้แล้ว ผมขอสรุปว่า การปรากฏตัวของร่างจำลองเจ้าหน้าที่อันดับหนึ่งเป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวงต่อยานลำนี้ยิ่งกว่าการเข้าไปไม่ถึงดาวออร์กาเนียเสียอีก ดังนั้นผมยังยืนยันคำพูดของผมอยู่”
เคิร์กหันไปพูดกับร่างเหมือนของสป๊อคอีกร่างหนึ่งซึ่งอยู่ในห้องบังคับการอย่างขุ่นเคือง “สป๊อคสอง คุณคิดว่าเขากำลังพูดแนะอะไรบ้างมั้ย?”
“ผมบอกว่า ไม่มีอะไรเลย ขั้นตอนความคิดของเราในตอนนี้แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด จากข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ผมเชื่อว่าสถานการณ์บนดาวออร์กาเนียต้องเป็นไปตามภาพใดภาพหนึ่ง แม้ว่าอาจจะไม่สมบูรณ์นักก็ตาม”
เคิร์กคิดว่ามันเป็นการย้ำความคิดแต่ไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้นเลย ถ้าสป๊อคหนึ่งรู้คำตอบจริง มันน่าจะมีค่าถ้ายอมให้คำรับรองตามที่เขาขอมา ถ้าสป๊อคสองเป็นร่างจำลอง เขาจะขัดขวางเพื่อปกป้องตนเอง แต่ถ้าสป๊อคหนึ่งเป็นร่างจำลอง คำกล่าวอ้างว่ามีทางแก้ปัญหา อาจเป็นการหาคำรับรองว่าร่างต้นแบบต้องถูกทำลาย ถ้าการแก้ปัญหาของเขากลายเป็นทางที่ผิดแล้ว เขาสรมารถแก้ตัวว่ามีข้อมูลไม่เพียงพอได้ เคิร์กไม่เคยหวังว่าเจ้าหน้าที่อันดับหนึ่งของเขาจะไม่เคยผิดพลาด แม้ว่าตัวของสป๊อคเองไม่ชอบให้ตัวเองทำอะไรผิดพลาดก็ตาม
“เราจะปฏิบัติตามคำสันนิษฐานแรกของเขา” เคิร์กพูดขึ้นในที่สุด “เริ่มงานจากภาพเหล่านั้น โอกาสเดียวของเราที่จะเอาตัวรอดเพื่อทำตามแผนการเดิม คือหาทางผ่านฉากสนามพลังเหล่านั้นเข้าไปโดยกันตัวเองจากผลกระทบของมัน หรือลบล้างมันให้หมดไป ผมจะมอบหมายงานนี้ให้คุณสก๊อต แต่เขาจะต้องได้รับรายละเอียดการมองเห็นสนามพลังเซนเซอร์จากฉากเพื่อวิเคราะห์ ซึ่งผมเสียใจที่ขอบอกว่ามันหมายถึงการเดินทางผ่านแนวสนามพลังด้วยแรงขับดันวาร์ป คำสั่ง :
เรือโท อูฮูร่า ถามคุณสก๊อตว่า เขาคิดว่าการเตรียมเซนเซอร์ขนาดไหนจะมีส่วนช่วยเขาได้มากที่สุด และเขาจะใช้เวลาน้อยที่สุดสักเท่าไหร่ในการมองเพื่อวิเคราะห์ผลได้ คุณซูลู วางแผนการบินผ่านเข้าไป เตือนให้ลูกเรือของเราทั้งหมดรู้ตัวล่วงหน้าว่าจะเกิดเหตุการณ์วิกฤตขึ้น และมันจะกินเวลานานแค่ไหนกว่าจะสิ้นสุด
สป๊อคสองถามรายละเอียดทุกอย่างที่ควรรู้เกี่ยวกับฉากที่เลือนรางนั้นรวมทั้งภาพจินตนาการเห็นด้วย แล้วส่งต่อไปให้คุณสก๊อต” เคิร์กยืนขึ้นอย่างอ่อนเพลีย “ผมจะไปกินแซนด์วิชที่ห้องสันทนาการสักหน่อย ถ้าผมยังไม่กลับมาตอนใกล้กำหนดเวลาแล่นผ่านก็เรียกผมด้วยก็แล้วกัน การเตรียมการอย่างอื่นๆ ทั้งหมดสำหรับการแล่นผ่านครั้งนี้ ให้ดำเนินไปเหมือนครั้งก่อนๆ”
“คุณกำลังทำความผิดอย่างมหันต์ครับกัปตัน” เสียงสป๊อคหนึ่งดังขึ้น
“คุณไม่เหลือทางเลือกอื่นให้ผมนี่คุณสป๊อค ทุกคนเริ่มปฏิบัติการได้”
เคิร์กไม่ต้องปลอบขวัญตนเองมากนักสำหรับวิกฤตการณ์ที่จะเกิดขึ้นเมื่อผ่านเข้าไปในห้วงอวกาศ แต่การเตรียมพร้อมขณะนี้คงไม่ทำให้เขาอารมณ์ดีมากนัก อันที่จริงแล้วประสบการณ์ครั้งนี้ค่อนข้างเลวร้ายและยาวนานกว่าทุกครั้ง สก๊อตยืนยันว่าจะต้องแล่นไปนานถึงสี่สิบห้าวินาที นานพอจะทำให้ยานเอ็นเตอร์ไพร้ส์และลูกเรือทุกคนรู้สึกเหมือนกำลังตกดิ่งลงไปในนรก และในช่วงสิบวินาทีสุดท้ายจะมีแสงขาวจ้า ซึ่งพุ่งมาจากปืนเฟเซอร์บนด้านหนึ่งของยานด้วย
“นรกจริงๆ ซูลู” อูฮูร่าร้องบอก “บริเวณนี้เต็มไปด้วยพวกคลิงกอนทั้งนั้น”
#1 By ป้าซาบ on 2009-05-28 04:35