สป๊อคต้องตาย
(Spock Must Die!)

เจมส์ บลิช เขียน, ชลธิชา จินดากุล แปล

04.
    ปัญหาในการสืบสวน

ปูมกัปตัน  เวลาอวกาศ  4019.2

ผมได้ประชุมหัวหน้าแผนกเพื่อประเมินสถานการณ์และขอคำแนะนำ  แต่ผมยังไม่แจ้งให้ลูกเรือคนอื่นทราบ  เพราะเกรงเสียขวัญ  เพื่อไม่ให้สป๊อคคนใดคนหนึ่งปรากฏตัวในห้องบังคับการบ่อยเกินไป  ผมจึงต้องหาเหตุผลชี้แจงการปฏิบัติหน้าที่ซึ่งผิดแปลกไปของคุณสป๊อคตลอดสิบชั่วโมงในเวลากลางวัน


    อย่างไรก็ตาม  เคิร์กยอมให้มีผู้รู้เรื่องนี้เพิ่มขึ้นอีกสองคน  คนหนึ่งคือ  ยีโอแมน  เจนิซ  แรนด์  เลขานุการ  คนรับใช้ส่วนตัวและองครักษ์ของเคิร์ก  หล่อนจำเป็นต้องรู้เรื่องนี้  เพราะเหตุการณ์ทั้งหลายจะง่ายขึ้นถ้าบอกหล่อนตามตรงว่าเกิดอะไรขึ้นแทนที่จะปกปิดเอาไว้  อีกคนคือ  คริสติน  ชาเปล  หัวหน้าพยาบาลของแม็คคอย  หล่อนเป็นผู้ช่วยศัลยแพทย์และได้รับปริญญาทางการวิจัยด้านการแพทย์หลายสาขา  หล่อนจะเป็นผู้ช่วยแม็คคอยในการแยกแยะสป๊อคตัวจริงได้
    ผู้หญิงทั้งคู่มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่สูงเท่าๆ กับผู้ชายในตำแหน่งเดียวกัน  และเชื่อได้ว่าทั้งคู่จะปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ  อย่างไรก็ตามทั้งสองคนไม่สามารถปิดบังความตื่นเต้นเอาไว้ได้เมื่อรู้ว่าขณะนี้มีสป๊อคสองคนเดินทางมาอยู่ในยานอวกาศเอ็นเตอร์ไพร้ส์
    ยีโอแมน  แรนด์  เห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดา  หล่อนถูกฝึกให้สนใจในเพื่อนมนุษย์เพื่อเตรียมป้องกันตนเองและกัปตันจากอันตรายที่จะมาถึงได้  แต่เคิร์กต้องแปลกใจที่พบลักษณะนิสัยแบบนี้ในตัวของนางพยาบาลชาเปลด้วย  หล่อนกลายเป็นที่ปรึกษาของแม็คคอยจอมโมโหได้อย่างดี  การปฏิบัติตามหน้าที่ของคนทั้งคู่และการเตือนตัวเองไม่ให้ทำอะไรตามใจช่วยให้หล่อนไม่เป็นคนเพ้อฝันอยู่กับความรักและมีความพอใจที่ได้ร่วมงานกับกองบังคับการอวกาศ
    อะไรเป็นสาเหตุให้ผู้หญิงทุกวัยไม่ว่าจะมีประสบการณ์ทางความรักมามากน้อยเพียงใดต่างรู้สึกพึงพอใจในตัวสป๊อค  เคิร์กยังหาคำตอบไม่ได้  แต่เขามีความคิดเห็นต่อเรื่องนี้สองแง่ด้วยกัน  ความคิดแรกคือ  มันเป็นสภาวะตอบสนองและท้าทาย  เขาอาจเย็นชาและไม่มีปฏิกิริยาต่อผู้หญิงคนไหน  แต่ถ้าฉันมีโอกาส  ฉันคงสามารถเข้าถึงหัวใจของเขาได้!  เหตุผลอีกข้อเป็นความคิดที่ซับซ้อนมากขึ้นและดูมีเหตุผลมากกว่าในความรู้สึกของเคิร์กขณะนี้  พวกลูกเรือผู้หญิงผิวขาวส่วนใหญ่ซึ่งเป็นลูกหลานของบรรพชนแองโกลอเมริกันที่มีอคติต่อเรื่องเชื้อชาติ  มองหนุ่มเลือดผสมวัลแคนผู้ไม่ใช่สายเลือดบริสุทธิ์ของมนุษย์โลกอย่างมีอคติต่อเชื้อชาติของเขา  แต่ในขณะเดียวกันก็อาจพึงพอใจเขาอยู่ในส่วนลึกตั้งแต่แรกพบเลยก็ได้
    ครั้งหนึ่งเคิร์กเคยพูดเรื่องนี้กับแม็คคอยหลังจากดื่มกันไปหลายแก้ว  แม็คคอยบอกว่า  “คุณก็เหมือนนักจิตศาสตร์ทั้งหลายที่เฝ้าหาความซับซ้อน  และเหตุผลลึกลับที่ซ่อนเร้นอยู่ในที่ซึ่งอาจว่างเปล่าก็ได้  คนส่วนมากเข้าใจได้ง่ายกว่านั้นมากจิม  แม้ว่าผมยังไม่อยากยอมรับ  แต่คุณสป๊อคของคุณมีลักษณะพิเศษของเพศชายตามชาติพันธุ์  กล้าหาญ  ฉลาด  สุขุม ซื่อสัตย์  และมีฐานะสูงในสังคมของเขาอย่างที่คุณบอก  ผู้หญิงที่มีสติคนไหนจะไม่ต้องการผู้ชายแบบนั้น  แต่ผู้หญิงเป็นเพศที่ฉลาดและช่างสงสัยเกี่ยวกับผู้ชาย  พวกหล่อนสามารถรู้ได้ว่าคุณสป๊อคยังไม่ใช่ผู้ชายที่สมบูรณ์  ความไม่สามารถแสดงอารมณ์ของเขาออกมาได้ทำให้พวกนั้นต้องปลดปล่อยเขาถึงแม้จะรู้ว่าเป็นงานที่ค่อนข้างน่ากลัวอยู่บ้างก็ตาม”
    “เอ....ถ้างั้นมันอาจเป็นสัญชาตญาณของเพศแม่ก็ได้นะ”
    แม็คคอยทำหน้าเบื่อหน่าย  “เอาอีกแล้ว  คุณกลับไปเรื่องเก่าอีกแล้ว  ผมอยากให้คุณทิ้งไอ้จิตวิทยานั่นไว้กับผมเสีย  มันเป็นหน้าที่ของผมนะ  เอาละ  ไม่ต้องกังวลไปหรอกจิม  ถ้าคุณสงสัยเรื่องนี้จริง  ลองสังเกตดูผู้หญิงทั้งหลายสักครั้งหนึ่งซิ  แล้วคุณจะมาพบว่าความรู้สึกที่จะพิทักษ์คุณสป๊อคแบบแม่กับลูก  เป็นสิ่งสุดท้ายที่พวกนั้นจะคิดถึง  พวกหล่อนต้องการปล่อยให้เขาเป็นอิสระ  เพื่อให้เขาเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง  เป็นชายหนุ่มที่เข้มแข็งผิดมนุษย์แบบที่เขาไม่เคยเป็นมาก่อน  แล้วหล่อนก็จะพยายามทำตัวให้ดีที่สุดสำหรับเขา  เหมือนอย่างที่ผมบอก  พวกหล่อนไม่รู้หรอกว่าจะต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะจัดการมันได้”
    “พื้นฐานทางวัฒนธรรมของชาววัลแคนงั้นรึ?”  เคิร์กถาม
    “ใช่  สำหรับตอนแรก  แต่ยังมีอย่างอื่นอีก  คุณรู้ใช่มั้ยจิม  ว่าถ้าสป๊อคไม่มีเลือดวัลแคนครึ่งหนึ่ง  ตอนนี้ผมอาจต้องเฝ้าสังเกตอาการมะเร็งของเขาทุกวันก็ได้”
    “ผมคิดว่ามันจบไปตั้งแต่ร้อยปีที่แล้วเสียอีก”
    “ยังหรอก  บางชนิดยังมีอยู่  และมนุษย์ผู้ชายหนึ่งในร้อยเปอร์เซ็นต์ของโลก  ที่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้เท่าคุณสป๊อคต่างเป็นจุดอ่อนสำหรับมะเร็งวัยกลางคนได้ทั้งนั้น  ไม่มีใครรู้ว่าทำไม”
    บทสนทนาดำเนินต่อไปสักครู่  แต่ปัญหานี้ก็ยังหาคำตอบไม่ได้เช่นเคย  แม็คคอยไม่เคยยืนยันเลยว่าจะมีโอกาสหาวิธีการทดสอบทางสรีรศาสตร์เพื่อจะแยกแยะระหว่างสป๊อคตัวจริง  และตัวจำลองได้หรือไม่
    “ผมไม่รู้ว่าจะเกิดการถอดแบบอย่างนี้ขึ้นมา  เพราะอย่างงั้นผมจึงไม่รู้ว่าควรจะเริ่มต้นที่ตรงไหนก่อน  และผมก็ไม่เคยเรียนรู้เกี่ยวกับรายละเอียดทางชีวะเคมีของชาววัลแคนมาก่อนด้วย  ผมเคยอ่านมาบ้างแล้วหลังจากคุณสป๊อคมาทำงานที่นี่ครั้งแรก  แต่ส่วนใหญ่ที่ผมรู้มาจากประสบการณ์ในการตรวจร่างกายของเขา  เขาเป็นส่วนผสมคนครึ่งชาติ  ดังนั้นกฎต่างๆ จึงใช้ไม่ได้กับเขา  แต่ผมจะพยายามคิดอะไรให้ออก  เรื่องนี้เป็นปัญหาทางฟิสิกส์จริงๆ  ผมต้องการรู้ทุกอย่างจากคุณสก๊อตว่าอุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร  ทำไม  และเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นหรือเปล่า”
    “ผมก็เกรงว่ามันจะเป็นแบบนั้น”  เคิร์กบอก
    “ถ้างั้นยังมีอย่างอื่นที่คุณควรจะสังเกตดู”
    “อะไรล่ะ?”
    “มันเป็นปัญหาทางจิตวิทยา  เรื่องของการแยกแยะฝาแฝดแม้ในภาวการณ์ธรรมดาทางชีววิทยา  การแยกแยะฝาแฝดที่คล้ายกันนับเป็นงานยากมาก  คุณต้องพบปัญหาในการแยกแยะอย่างแน่นอน  แม่ทั้งหลายคิดว่าเป็นเรื่องตลกในการแต่งตัวลูกให้เหมือนกัน  ครูก็มีปัญหาในการทำบันทึกเกี่ยวกับพวกเขา  เพื่อนๆ ไม่สามารถแยกออก  หรือคิดว่าเป็นเรื่องขบขันที่จะแสร้งทำเป็นว่าแยกไม่ออก  เรื่องทั้งหมดจะวกอยู่ในสมองของพวกเขา  พอย่างเข้าวัยรุ่นปัญหาที่ว่าใครเป็นใครกลายเป็นเรื่องสนุกสนานของทุกคน  แต่สำหรับพวกเขามันเป็นเรื่องเลวร้าย  ถ้าพวกเขาผ่านช่วงเวลานี้ไปได้โดยไม่กลายเป็นโรคประสาทเสียก่อน  พวกเขาก็จะอยู่อย่างปกติได้
    แต่สป๊อคไม่ยอมรับหรอก  เขาชินกับความสันโดษมาเกือบตลอดชีวิต  ตอนนี้เกิดมีฝาแฝดที่เป็นผู้ใหญ่อย่างทันทีทันใดจนเขาไม่มีโอกาสปรับตัวเองเลย  เหมือนธรรมชาติของฝาแฝดทั่วไป  ความตึงเครียดต้องเกิดขึ้นแน่ๆ”
    “ช่วยเขาด้วยนะหมอ  ถ้าเขายอมให้คุณช่วย  แล้วผมจะพยายามจัดการเรื่องนี้เองด้วย  แต่สำหรับผม  การปรับตัวเป็นสิ่งที่พวกเขาจะต้องพยายามทำให้ได้ด้วยตนเองเท่านั้น  และคิดไว้เสมอว่า  เขาเคยมีชีวิตที่ถูกหัดให้ควบคุมอารมณ์ของตนไว้”
    “อย่าควบคุมเขา  ห้ามเขาก็พอ”  แม็คคอยบอก  “สองอย่างนี้แตกต่างกันมาก  แต่เขาจะต้องควบคุมมันด้วยตัวเองอย่างแน่นอน  สิ่งหนึ่งซึ่งบุคคลที่ถูกฝึกมาเป็นพิเศษและไม่เคยเข้าใจเกี่ยวกับการรักษาทางจิต  คือไม่มีหมอคนไหนสามารถรักษาความหัวเสียทางจิตใจหรืออารมณ์ให้หายได้  ทำได้อย่างดีที่สุดก็แค่แสดงให้คนไข้รู้ว่าเขาอาจจะรักษาตัวเองได้ยังไงบ้างเท่านั้น”
    “แต่จิม  ไม่ต้องกลบเกลื่อนเรื่องนี้หรอก  มันไม่ใช่เรื่องเล็ก  ตามความคิดของผมมันจะกลายเป็นวิกฤตการณ์ทางอารมณ์แน่ๆ ไม่ช้าก็เร็ว  ผมพบว่าพวกเขาคนหนึ่งไม่กินอาหาร  มันจะไม่ทำร้ายเขาชั่วระยะหนึ่งเพราะชาววัลแคนอยู่เฉยๆ โดยไม่ทานอะไรได้นานทีเดียว  แต่การไม่อยากทานอาหารมักเป็นสัญญาณของความหงุดหงิดทางอารมณ์”
    “ขอบใจ”  เคิร์กพูดอย่างไม่ย่อท้อ  “ผมจะดูแลเขาด้วยตัวเอง  ตอนนี้ผมขอไปดูก่อนว่าสก๊อตตี้หาทางทดสอบเรื่องนี้ได้รึยัง”
    เขาออกจากห้องพยาบาล  และตรงไปยังห้องเครื่อง
    “สก๊อตตี้  ผมเกลียดการเทียวไปเทียวมาเพื่อถามคำถามเดียวกันซ้ำๆ ซากๆ  แต่หมอบอกว่าเขายังคิดอะไรไม่ออกเกี่ยวกับการทดสอบหาสป๊อคตัวจริง  จนกว่าเขาจะได้รู้บางสิ่ง  อย่างน้อยก็การจำลองร่างครั้งนี้เกิดขึ้นได้ยังไง  มีร่องรอยอะไรมั้ย?”
    สก๊อตพูดอย่างเสียใจ  “เอ้อ  ยังไม่รู้เลยครับกัปตัน  ผมยังไม่เข้าใจอะไรทั้งนั้น”
    รอยคล้ำใต้ตาแสดงว่าเขายังไม่ได้หลับเลยตั้งแต่เกิดความผิดพลาดจากการทดลองระบบขนส่งครั้งนั้น  เคิร์กหยุดเร่งเขาทันที  สก๊อตได้ทำอย่างดีที่สุดแล้ว  และการเร่งเขาก็ไม่ช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้นได้
    แล้วทุกคนก็ถูกขัดจังหวะด้วยสัญญาณประจำสถานีรบ
    เคิร์กคาดว่าเครื่องมือของอูฮูร่าคงจับสัญญาณบางอย่างซึ่งอาจมาจากยานลำอื่นได้  และก็เป็นความจริง  เมื่อไปถึงห้องบังคับการเขาได้รับแจ้งว่าเครื่องวัดอัตโนมัติเครื่องหนึ่งในแผงควบคุมแสดงให้เห็นว่ายานเอ็นเตอร์ไพร้ส์ได้บินออกนอกเส้นทางในเสี้ยววินาทีก่อนสัญญาณจะดังขึ้น  ขณะนี้มันกลับไปอยู่ในอวกาศชั้นต่ำลงมา  แต่ร่องรอยที่เครื่องจับสัญญาณได้เป็นวัตถุขนาดเล็กมากจนกระทั่งไม่อาจจับร่องรอยของยานเอ็นเตอร์ไพร้ส์ในเส้นทางโคจรที่ต่ำลงมาได้ถ้ามันเป็นยานของคลิงกอนจริง
    “เราออกนอกเส้นทางได้ยังไง?”  เคิร์กถามเสียงแข็ง
    “คอมพิวเตอร์จัดการครับ”  ซูลูตอบพร้อมทั้งรู้สึกโกรธที่เครื่องกลไกไร้สมองมาควบคุมเส้นทางเดินแทนเขาได้  “ดูเหมือนว่ามันยังทำงานด้วยตารางการเดินทางเดิมอยู่  บางทีความวุ่นวายทั้งหมดนี้อาจเกิดขึ้นเพราะไม่เคยมีใครบอกมันว่าเรากำลังไปดาวออร์กาเนียก็ได้ครับ”
    “เป็นไปไม่ได้แน่”  เคิร์กพูด  “ผมเป็นคนป้อนคำสั่งเอง  คนอื่นต้องมาถอนคำสั่งของผม  คุณสป๊อค  ถามเครื่องดูซิว่าใครสั่ง”
    เจ้าหน้าที่อันดับหนึ่งซึ่งเวลานี้คือสป๊อคสองหันมาจากแผงควบคุมแล้วรายงานว่า  “เครื่องคอมพิวเตอร์บอกว่าผมให้คำสั่งครับกัปตัน  และมันเป็นความจริงตามหลักตรรกะ  แต่ผมขอปฏิเสธการกระทำครั้งนี้  ผมสงสัยว่าปฏิปักษ์ของผมก็คงจะปฏิเสธด้วยเหมือนกัน”
    “ลบล้างคำสั่งนั้นซะ  แล้วคงคำสั่งเดิมไว้  คุณซูลู  พาเรากลับไปตามเส้นทางเดิมด้วยความเร็วสองเท่า”
    “เรียบร้อยแล้วครับกัปตัน”
    “คุณสป๊อค  คอมพิวเตอร์ทำงานผิดพลาดใช่มั้ย?”
    “เปล่าครับ  กัปตัน  มันทำงานได้สมบูรณ์ครับ  ไม่ต้องสงสัยเลย  พวกเราคนหนึ่งได้สั่งมันอย่างนั้น  แต่การกระทำเช่นนั้นเสี่ยงต่อการถูกชาวคลิงกอนพบ  และไม่ให้ผลตอบแทนอะไรเลย  มันถูกป้อนคำสั่งเพียงเพื่อหวังให้ฝ่ายตรงข้ามตรวจพบยานลำนี้เท่านั้น  ดังนั้นผมจึงบอกว่าปฏิปักษ์ของผมคงจะปฏิเสธการป้อนคำสั่งครั้งนี้ด้วยเหมือนกัน”
    “จากเหตุผลนี้มันอาจเป็นการกระทำของคุณก็ได้”  เคิร์กแย้ง
    “ผมทราบแล้วครับ  แต่โชคร้ายที่ผมไม่มีคำอธิบายที่สมเหตุสมผลกว่านี้”
    “ไม่มีการบันทึกเวลาตอนป้อนคำสั่งไว้ใช่มั้ย?”
    “ครับ  เหตุผลก็คือ  คนป้อนคำสั่งคงไม่อยากให้ใครรู้”
    เคิร์กหยุดคิดชั่วครู่  “เรือโทอูฮูร่า  จับสัญญาณอะไรได้บ้างมั้ย?”
    “คิดว่าได้ค่ะ  กัปตัน  ถ้าวัตถุนั้นปล่อยสัญญาณออกมา  มันก็อ่อนกำลังเกินกว่าจะมาถึงเราได้  แต่มันหายไปในชั้นอวกาศหลังจากเราลงมาไม่นานนัก  ทำให้คิดว่ามันอาจไม่ใช่วัตถุธรรมดา  แต่กำลังเฝ้าติดตามเราอยู่  แม้ว่าจะยังอยู่ห่างกันมากก็ตาม”
    “คุณซูลู  ปล่อยยานลวง  แล้วหลบมาคอยดูซิว่ามันตามไปหรือเปล่า  ถ้ามันทำยังงั้น  ทำลายมันเสีย  หรือถ้าคุณทำลายไม่ได้ก็แล่นหนีให้พ้น  กำลังของมันไม่เร็วพอจะตามเราทันหรอก”
    “ผมจะทำลายมันเลยครับ”  ซูลูพูดอย่างยินดี
    “คุณสป๊อค  คุณหมดหน้าที่แล้วตอนนี้  คุณซูลูจะทำหน้าที่แทนไปพลางๆ ก่อน  เรือโทอูฮูร่าแจ้งให้ทุกคนในยานทราบว่านับจากนี้ไป  คำสั่งของคุณสป๊อคไม่มีอำนาจ  เราจะมุ่งไปยังดาวออร์กาเนียเหมือนเดิม  จนกว่าผมจะสั่งอย่างอื่น  โปรแกรมการหาลานจอดให้เลื่อนไปก่อน  มีคำถามอะไรอีกมั้ย?”
    ไม่มีใครพูด
    “คุณสป๊อค  บอกให้ปฏิปักษ์ของคุณทราบด้วยว่าเรากำลังจะไปพบเขาที่ห้องพักของคุณ  เพื่อความสามัคคีบนยาน  ผมได้พยายามหลีกเลี่ยงการกระทำแบบนี้  แต่พวกคุณคนหนึ่งก็บังคับให้ผมจนตรอก  ผมและตัวเขาเองด้วย”


    เคิร์กไม่เคยเข้าไปในห้องพักของเจ้าหน้าที่อันดับหนึ่งตั้งแต่เหตุการณ์เมื่อครั้งใกล้การแต่งงานของสป๊อคบนดาววัลแคนครั้งนั้น  เหตุการณ์อันเจ็บปวดที่เคิร์กอ้างถึงเมื่อคุยกับสป๊อคหนึ่ง  เหตุการณ์ที่สป๊อคคลุ้มคลั่งจนเกือบจะฆ่าเขาเสีย  ห้องพักออกแบบเหมือนห้องของเขาเพียงแต่ปราศจากสิ่งฟุ่มเฟือย  มีอาวุธแบบตะวันออกสองสามชิ้นเป็นเครื่องประดับ  ที่เตือนให้เคิร์กระลึกถึงวัฒนธรรมทางพ่อแม่ของสป๊อค  โดยเฉพาะทางพ่อซึ่งในขณะนี้เชื่อมั่นในเหตุผลอย่างแรงกล้า  แต่ครั้งหนึ่งเกือบจะเป็นกองทัพกระหายสงครามเหมือนกัน
    เคิร์กไม่แปลกใจเมื่อพบว่าห้องพักนั้นแทบไม่มีร่องรอยเลยว่ามีคนเข้าไปครอบครองอยู่ถึงสองคนแทนที่จะเป็นคนเดียว  อย่างไรก็ตาม  มีสป๊อคสองคนที่นี่ในเวลานี้  ทั้งคู่กำลังยืนเผชิญหน้ากันด้วยสีหน้าเย็นชาท่าทางเป็นเจ้าของห้อง  ในที่สุดการปะทะกันก็เกิดขึ้น  บางทีอาจเป็นการดีก็ได้
    “คนหนึ่งในพวกคุณสองคนได้ทำสิ่งที่โง่มาก”  เคิร์กพูด  “และถ้าผมจับได้ว่าเป็นคนไหนแน่  ผมจะยิงเขาออกไปทางช่องทางออกฉุกเฉินโดยให้สวมแต่ชุดชั้นใน  การกระทำซึ่งนำอันตรายมาสู่ยานเอ็นเตอร์ไพร้ส์เป็นอาชญากรรมขั้นรุนแรงพอที่จะเป็นการละเมิดกฎข้อบังคับทั่วไปหมายเลขหนึ่งได้  คุณทั้งสองและผมก็รู้ดีอยู่แล้ว  ด้วยเหตุนี้ผมจะทำสงครามอย่างเปิดเผยกับคนใดคนหนึ่งในพวกคุณ  และพวกคุณทั้งสองคนจะต้องได้รับความทรมานจากเรื่องนี้ด้วย  สป๊อคหนึ่ง  คุณลบล้างคำสั่งที่ผมป้อนให้เครื่องคอมพิวเตอร์รึเปล่า?”
    “เปล่าครับ  กัปตัน ไม่ใช่แน่นอน”
    “ถ้างั้นก็ยังเป็นปัญหาต่อไป  ดีแล้ว  คุณถูกถอดถอนจากหน้าที่ทั้งสองคน  และผมหวังว่าพวกคุณคงสนุกกับการคอยหลีกให้ห่างกันอยู่ภายในห้องพักเดียวกันโดยไม่มีอะไรให้ทำ  ในระยะนี้ผมไม่อยากเป็นสาเหตุให้พวกคุณคนไหนลำบากเลย  คุณคงรู้ว่าผมหมายความว่ายังไง  และผมคิดว่าผมไม่ได้ทำอย่างนั้นด้วย  ในทางตรงกันข้าม  ผมยังต้องการคำแนะนำของคุณอยู่  สป๊อคหนึ่ง  คุณเห็นด้วยมั้ยว่า  ใครก็ตามที่สั่งให้คอมพิวเตอร์พาเราออกนอกเส้นทางบินต้องการให้ชาวคลิงกอนตรวจพบยานเอ็นเตอร์ไพร้ส์”
    “มันดูเป็นข้อสรุปที่น่าเป็นไปได้เพียงประการเดียวเท่านั้นครับ”  สป๊อคหนึ่งพูด
    “ทำไมเขาทำยังงั้น?”
    “ผมเดาได้ครับกัปตัน  เป็นได้ที่สป๊อคร่างต้นแบบได้เดินทางไปถึงดาวออร์กาเนีย  และพบว่ามันถูกพวกคลิงกอนยืดครองอยู่หรือถูกพวกคลิงกอนสกัดไว้ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง  และร่างจำลองซึ่งเป็นสายลับของชาวคลิงกอนก็ถูกส่งกลับมาพร้อมกับร่างต้นแบบ  สำหรับเรื่องที่ไม่มีความทรงจำเรื่องนี้เหลืออยู่ในจิตสำนึกของร่างต้นแบบ  ไม่ได้บ่งชี้หรือเป็นหลักฐานของความสับสนทางจิตใจได้  เรากำลังเผชิญกับอำนาจใหม่ที่ไม่เคยรู้จักที่นี่  วิธีป้องกันของคุณสก๊อตคงเป็นหลักฐานได้ดี”
    “อาจเป็นไปได้”  เคิร์กเห็นด้วย  “และมันคงเป็นสาเหตุให้เครื่องคอมพิวเตอร์ถูกลบล้างคำสั่ง  สป๊อคสอง  คุณมีความเห็นยังไงบ้าง?”
    “คำเดียวที่ผมจะพูดได้นะครับกัปตัน”  สป๊อคสองพูด  “คือคำว่า ’เหลวไหล’”
    “เอาอีกแล้ว  ทำไมล่ะ?”
    “เพราะมันเป็นการสันนิษฐานที่เตรียมไว้เพื่อจุดมุ่งหมายพิเศษมากเกินไป  วิลเลียมแห่งอ๊อกแค็ม  หนึ่งในผู้บุกเบิกกรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์ของโลกได้กล่าวว่า  ไม่ต้องเพิ่มจำนวนสิ่งที่มีอยู่จริงโดยไม่มีเหตุผลเพียงพอ  หลักข้อนี้ชื่อว่ากฎแห่งพาริสโมนี่”
    “พูดใหม่ก็คือคำอธิบายที่สมเหตุสมผลที่สุดสำหรับความจริงทั้งหมดอยู่ที่กฎข้อนั้น”  เคิร์กพูด  “คุณมีอะไรเสริมอีกมั้ย?”
    “ผมคิดอย่างนั้น”  สป็อคสองพูด  “ไม่มีหลักฐานแสดงว่า  สป๊อคร่างต้นแบบได้เดินทางไปที่ไหน  มันดูจะมีเหตุผลกว่าถ้าจะสันนิษฐานว่า  สิ่งที่เราเห็นกันนั้นที่จริงแล้วเป็นเรื่องความผิดพลาดของวิธีการใหม่ที่ก่อให้เกิดร่างซ้ำแบบกระจกเงาขึ้น  ถ้ามันเกิดขึ้นอย่างนั้นมันจะเกี่ยวไปถึงระดับลึกสุดของระบบประสาทของร่างจำลอง  และจะเป็นเหตุผลของพวกคุณสำหรับการเข้าข้างพวกคลิงกอนครั้งนี้ก็ได้”
    “สป๊อคหนึ่ง  คุณจะว่ายังไงเกี่ยวกับความเห็นนี้บ้าง?”
    “มันเป็นความสามารถที่ตรงไปตรงมา”  สป๊อคหนึ่งพูดอย่างเย็นชา  “และน่าจะพิจารณาความเห็นนี้มากกว่า  แต่กฎของอ็อคแค็มเป็นการกล่างถึงมนุษย์เท่านั้น  ไม่ใช่กฎธรรมชาติ  และสมมติฐานการเกิดร่างซ้ำแบบกระจกเงาเป็นการทึกทักที่หาหลักฐานยืนยันได้ไม่หนักแน่นพอ”
    “ยอมรับ”  สป๊อคสองพูด  “แต่ขอผมชี้แจงนะครับกัปตัน  แม้ว่าข้อสันนิษฐานแต่ละข้อเข้ากันไม่ได้  แต่การโต้เหตุผลครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน  คือการทำลายล้างร่างจำลองโดยทันที”
    “บางทีข้อสันนิษฐานทั้งสองอาจไม่ผิดเท่าๆ กัน”  สป๊อคหนึ่งพูด
    “หรือถูกเพียงข้อเดียว”  เคิร์กพูด  “ผมก็ยังตอบคำถามเดิมไม่ได้อยู่นั่นแหละ  ใครกันแน่เป็นร่างจำลอง”
    ไม่มีสป๊อคคนใดตอบคำถามของเคิร์ก  และเคิร์กก็คงไม่เชื่อใครเลย  ถ้าเขาตอบ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

สองวันสี่ตอน ไฟแรงมั่กๆ sad smile

#1 By EGUANA on 2009-05-15 20:39







แถมยาวด้วยอ่ะดิ

#2 By tangmae on 2009-05-15 20:41

super eve กำลังบ้าพลังเลยนะคะ open-mounthed smile

#3 By Daughter Of Sparda on 2009-05-15 22:57

โอยย พอเห็นสป็อคสองคนแล้วมึนตึ๊บ 555
คนไหนคือตัวจริงกันแน่
เคิร์ก นายมีวิธีพิสูจน์อยู่นะ จับปล้ำทีละคนเลยสิ 555

#4 By gallantfoal on 2009-05-21 16:40

^
^
เห็นด้วยกับคอมเม้นด้านบนค่ะ

ซาบมึนแทนกัปตันเคิร์กเลย orz แต่อ่านแล้วขำมากตอนที่ป๋าบอกว่าจะยิงส่งสป็อคออกไปให้เหลือแต่ชุดชั้นใน 55+ (แล้วก่อนหน้านี้กัปตันทำอะไรสป็อคคะ ถึงเหลือแต่ชุดชั้นใน แฮ่กๆ /โดนต่อย)

#5 By ป้าซาบ on 2009-05-27 06:48

^
^
^
...เคิร์ก นายกล้าทำจริงๆอะ
(ประโยคเดียวพาเอาอารมณ์รั่วทั้งตอน)



//นั่งอ่านสี่ตอนรวด

ยอดมากเลยค่ะคุณอีฟ ขยันจริงๆ >__<
//บีบๆนวดๆไหล่ ฮา

#6 By ★ O*MIX ★ on 2009-05-28 21:17

อ่านซะเหนื่อยเลยแฮะ
แต่กะลังมันส์
ชอบตอนนี้ค่ะ ขำๆแบบน่ารักดี
เคิร์กจะไปอยากรู้เรื่องสป็อคอะไรมากขนาดนั้นยะ

แต่นี่หนึ่งในสป็อคเป็นตัวร้ายเหรอเนี่ย? โอ้ยย ทำใจไม่ได้ รักทั้งคู่

#7 By blank on 2009-05-31 11:31