สป๊อคต้องตาย 02

posted on 14 May 2009 17:30 by eveba  in Fiction
สป๊อคต้องตาย
(Spock Must Die!)

เจมส์ บลิช เขียน, ชลธิชา จินดากุล แปล

02.

ปูมกัปตัน  เวลาอวกาศ  4011.8

วงแขนของกาแล็คซี่วงนี้ยังไม่เคยมีมนุษยชาติหรือสิ่งที่มีชีวิตเผ่าพันธุ์อื่นเดินทางมาถึงเลย  ปฏิบัติการครั้งนี้เรามุ่งสร้างยานจอดสำหรับจรวดวาร์ปเป็นประเด็นสำคัญและรายงานสิ่งที่ได้เผชิญหน้าในบริเวณนี้ให้ทราบ  ซึ่งอาจมีค่าต่อการสืบสาวเรื่องราวในอวกาศได้อีกด้วย  แต่ขณะนี้เกิดอะไรขึ้นเราไม่สามารถรายงานให้กองบังคับการได้เลย

    ขณะที่เคิร์กเดินเข้ามาในห้องบังคับการ  สป๊อคลุกจากเก้าอี้บัญชาการและเดินเงียบๆ ไปประจำตำแหน่งที่คลังข้อมูลคอมพิวเตอร์ของเขา  ซูลู อยู่ที่พวงมาลัย  เรือโท อูฮูร่า ประจำที่แผงเครื่องติดต่อ  ไม่มีสิ่งใดปรากฏขึ้นบนจอนอกจากหมู่ดาวและยานเอ็นเตอร์ไพร้ส์  ซึ่งกำลังโคจรอยู่รอบๆ ดาวดวงหนึ่งเท่านั้น  เคิร์กไม่สนใจมัน  เพราะรู้ว่าเป็นภาพลวงตา
    “เอาละ  คุณสป๊อค”  เคิร์กพูดพร้อมกับนั่งลง  “บอกรายละเอียดมาซิ”
    “อยู่ห่างมากครับกัปตัน  ดูไม่น่าจะเข้ามาใกล้กว่านี้ได้”  เจ้าหน้าที่อันดับหนึ่งรายงาน  “สิ่งที่ผมรู้เป็นเรื่องที่รู้กันอยู่แล้ว  ผมได้ระงับการติดต่อกับกองบังคับการอวกาศด้วยเหตุผลหลายประการ  เราไม่เคยมีเหตุการณ์ทำนองนี้กับอาณาจักรคลิงกอนมากว่าปีแล้ว  แต่ตอนนี้พวกเขากำลังจะเปิดการโจมตีสหพันธ์ครั้งใหญ่โดยไม่นำพากับสนธิสัญญาที่ทำไว้  ผลจากการติดต่อ  เรือโทอูฮูร่าได้รับการยืนยันว่าสหพันธ์กำลังต่อต้านการกระทำครั้งนี้อยู่  แต่ผมเห็นว่าเราวางใจเรื่องนี้น้อยมาก  แถลงการณ์ใดๆ ภายใต้สถานการณ์ทำนองนี้มักเป็นไปเพื่อให้ทุกคนอุ่นใจก่อนแล้วค่อยยิงจรวดใส่ศัตรูในภายหลัง  เรื่องนี้อาจมีความจริงอยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง”
    “แน่นอน”  เคิร์กพูด  “ภายใต้สนธิสัญญาสันติภาพออร์กาเนียน  เราไม่อาจจุดชนวนสงครามก่อนได้  เราอยู่บนออร์กาเนียนเมื่อสนธิสัญญาฉบับนั้นถูกลงนาม  และเราก็รู้อยู่แล้วว่าชาวออร์กาเนียนได้ยึดสัญญาการเดินทางในอวกาศของทั้งสองฝ่ายไว้ด้วย”
    “นั่นก็จริง  แต่กัปตันครับ  ชาวออร์กาเนียนไม่อาจเข้ามาแทรกแซงได้อีกแล้ว  และไม่มีสัญญาใดที่จะถูกลงนามบนดาวพระเคราะห์ดวงนั้นได้อีกต่อไป  มันดูเหมือนจะสูญหายไปจากจักรวาล  การที่ไม่มีข้อมูลเพิ่มเติมทำให้ผมคิดว่าเราควรสันนิษฐานว่ามันถูกทำลายไปแล้วด้วย”
    ซูลู  หันหน้ามาจากเก้าอี้สำหรับเจ้าหน้าที่ผู้ถือท้ายยาน  “ตอนนี้จะเกิดอะไรขึ้นได้บ้างครับ?”  เขาถาม  “ชาวออร์กาเนียนเป็นสิ่งมีชีวิตมีความคิดบริสุทธิ์  พวกเขาไม่น่าถูกทำลาย  พวกนั้นไม่ได้ยับยั้งสงครามเพียงครั้งเดียว  แต่เขายับยั้งกองทัพทั่วแกแล็คซี่ไว้ได้ในเวลาเดียวกัน”
    “ชาวออร์กาเนียนเป็นคนช่างคิด”  สป๊อคพูด  “ไม่ต้องสงสัยเลย  สิ่งที่เราเห็นบนดาวพระเคราะห์ดวงนั้นเป็นผลของการสะกดจิต  แต่เราก็ยังไม่มีเหตุผลแท้จริงที่จะสันนิษฐานได้ว่าดาวพระเคราะห์ดวงนั้นเป็นภาพลวงตา  เราไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกนั้นบ้าง  ทั้งหมดที่พวกเรารู้จักก็คือพวกเขาไม่แทรกแซงสงครามขณะนี้  และดูท่าว่าพวกเราจะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา”
    “เอาละ”  เคิร์กพูด  “มาดูกันซิว่าปัญหาของเราคืออะไร  เราทำให้อาณาจักรคลิงกอนทั้งหมดอยู่ระหว่างยานเอ็นเตอร์ไพร้ส์กับสหพันธ์และยานบินบนดาวต่างๆ ทั้งสิบเจ็ดแห่ง  ในขณะนี้ดาวคลิงกอนยังไม่รู้ว่าพวกเขากำลังอยู่บนด้านที่มืดมิดของเขา  เราอาจฉวยโอกาสนี้ปฏิบัติการก่อนได้  เรือโทอูฮูร่า  มีโอกาสบ้างมั้ยที่เราจะขนเครื่องมือบางอย่างมาจากกองบังคับการอวกาศโดยไม่ต้องแสดงตัว?”
    “ตามสภาพการณ์แล้วเป็นไปไม่ได้เลยค่ะ  กัปตัน”  หญิงสาวชาวบันตูตอบ  “แต่ถ้าเราส่งคำถามแต่ละข้อไปให้เร็วเท่ากับความเร็วของเครื่องไอพ่นขนาดหนึ่งในหนึ่งล้านวินาที  โดยเราส่งออกไปซ้ำแล้วซ้ำอีก  และใช้ความถี่สูงขึ้นเรื่อยๆ  บางทีอาจมีสักครั้งหนึ่งที่สัญญาณถูกจับได้  เชพเล่ย์  เซ็นเตอร์  หัวใจของแกแล็คซี่ขวางอยู่ระหว่างเรากับโลก  และหมู่ดาวเหล่านั้นได้ก่อให้เกิดรอยโป่งของพลังงานขึ้นในอวกาศ การจะผ่านสถานการณ์นี้ไปได้  เราต้องยิงสัญญาณสม่ำเสมอ  เพื่อดึงดูดความสนใจของเขา  และความสนใจของดาวคลิงกอนด้วย  พวกเขาไม่สามารถอ่านข้อความของเราเข้าใจ  แต่จะรู้ตำแหน่งของเราได้อย่างง่ายดาย”
    “ดีแล้ว”  เคิร์กพูด  “ส่งสัญญาณให้มากกว่าปกติ  คุณสป๊อคช่วยบอกตารางตัวเลขสุ่มจากคอมพิวเตอร์ให้เรือโทอูฮูร่าด้วย  เพื่อเธอจะได้ใช้เป็นตารางเวลา  บางทีมันอาจไม่สำเร็จ  แต่ก็ควรลองดูก่อน  ในระหว่างนั้น  เราต้องถือว่าสิ่งใดก็ตามที่เราทำเป็นการทำเพื่อตัวเราเองทั้งสิ้น  และถ้าเราต้องการช่วยเหลือสหพันธ์เราจะต้องปฏิบัติการอย่างรวดเร็ว  ผมคิดว่าเราควรเริ่มต้นด้วยการตัดโอกาสที่จะพยายามโคจรรอบจักรวรรดิคลิงกอนทั้งหมดด้วย”
    “ผมเห็นด้วยครับ”  สป๊อคพูด  “พอถึงเวลานั้นเราก็พร้อมสำหรับการเดินทางแบบนั้นหรืออาจเดินทางไปอยู่ในระยะปลอดภัย  และใกล้พอจะส่งสัญญาณไปยังสหพันธ์และฐานบินต่างดาวอื่นๆ ได้  บางทีอาจทำให้สงครามสิ้นสุดลงก็ได้”
    “เราอาจตีฝ่าออกไปได้”  ซูลูพูด  “เรามีอาวุธมากมาย  และอาจจู่โจมโดยไม่ให้รู้ตัวได้จากด้านนี้  พวกนั้นคงไม่อาจป้องกันข้าศึกได้ทั้งหมด  คิดดูซิ  เราสามารถก่อความวุ่นวายได้ยังไงบ้าง  แหล่งเสบียง  เส้นทางคมนาคม  และกองทหารของพวกเขาทั้งหมด  เราจะก่อความเสียหายได้มากเท่ากับที่ยานอวกาศลำหนึ่งสามารถทำได้ในสภาวะสงคราม  เพื่อต่อต้านกำลังของศัตรู”
    “เราอาจถูกดักโจมตีได้ด้วยเหมือนกัน”  เคิร์กพูดอย่างสยดสยอง
    “อาจไม่ถูกโจมตีในช่วงตื้นๆ”  ซูลูพูด  “เราสามารถโจมตีแล้วถอยกลับ  ผมสามารถออกอุบายหาเส้นทางให้ได้นะ  บางทีอาจใช้ตัวเลขสุ่มอีกครั้งก็ได้  ผมกล้าท้าเลยว่าคอมพิวเตอร์เครื่องไหนก็ไม่สามารถทายออก”
    “คุณไม่สามารถทำแบบนั้นและโจมตีเป้าหมายสำคัญได้ในเวลาเดียวกัน” เคิร์กพูด  “หรือปฎิบัติการให้พัวพันกับสหพันธ์มากขึ้น  เพราะถ้าเส้นทางนั้นไม่ใช่เลขสุ่มอย่างแท้จริงและเครื่องคอมพิวเตอร์สามารถทำนายได้  เราก็ยิ่งพัวพันกับสหพันธ์มากขึ้นเท่านั้น  และทำให้เราต้องเข้าร่วมสงครามโดยเป็นฝ่ายผิดด้วย  เราจะถูกระเบิดทิ้งในอวกาศก่อนที่จะโคจรข้ามไปได้ด้วยซ้ำ”
    “ความเสียหายที่เราสร้างขึ้น”  สป๊อคพูด  “อาจะเป็นสิ่งที่มีค่ากับสหพันธ์ก็ได้  คำแนะนำของคุณซูลูเคยได้รับการพิจารณาถึงข้อดีข้อเสียทางยุทธศาสตร์ด้วย”
    “และผมก็เต็มใจที่จะสนุกสนานกับเกมนี้ถ้าผมทำได้”  เคิร์กพูด  “แต่มันเป็นยุทธวิธีที่ทำลายตัวเองอย่างเห็นได้ชัด  ผมมีความรับผิดชอบต่อยานลำนี้และลูกเรือทุกคนเช่นเดียวกับที่มีต่อสหพันธ์  ผมไม่ยอมเสียเอ็นเตอร์ไพร้ส์และทุกคนบนยานลำนี้ด้วยการเสี่ยงทำแบบนั้น  ถ้าไม่มีคำสั่งโดยตรงจากสหพันธ์ให้ปฏิบัติการทำนองนั้น  ถ้าผมได้คำสั่ง  ผมจะปฏิบัติการทันที  แต่ถ้าไม่มีคำสั่งผมไม่อาจปฏิบัติการอะไรได้  ใครมีความคิดอื่นอีกมั้ย?”
    “ยังมีสิ่งที่ผมขอเรียกว่า  ความเป็นไปได้อย่างกะทันหันครับกัปตัน”  สป๊อคพูด  “มันมาจากแนวแห่งเหตุผลทางตรรกวิทยาที่ค่อนข้างคลอนแคลน  แต่มันอาจเป็นวิธีที่ดีที่สุดซึ่งเราสามารถจัดการได้”
    “ไหนพูดให้ฟังซิ”
    “ครับ  ก่อนอื่น  เราสามารถทึกทักได้อย่างปลอดภัยว่าชาวคลิงกอนจะไม่เสี่ยงเป็นฝ่ายเริ่มทำสงครามก่อนโดยไม่มั่นใจว่าเขาจะได้รับความช่วยเหลือจากสหพันธ์ด้านอาวุธและกำลัง  ไม่มีใครนอกจากพวกบ้าเลือดที่จะก่อสงครามภายใต้กรณีแวดล้อมอย่างนี้ได้  แม้ว่าจะมีสภาพการณ์ภาวะสงครามมากที่สุด  แต่ชาวคลิงกอนก็ไม่ใช่พวกบ้าเลือด”
    “ประเด็นที่รองลงมาคือ  เราอาจสันนิษฐานได้ว่าชาวคลิงกอนมีอาวุธชนิดใหม่ที่พวกเขาเชื่อถือในอานุภาพของมัน  แต่เราก็ไม่รู้ว่ามันเป็นอะไรแน่”
    “อีกสองประเด็นที่สำคัญก็คือ  เนื่องจากชาวออร์กาเนียนขัดขวางสงครามและมีอำนาจพอจะยับยั้งมันได้  ชาวคลิงกอนจึงไม่อาจก่อสงครามขึ้นท่าหากพวกเขาไม่มีความรู้ที่ก้าวหน้าจนชาวออร์กาเนียนไม่อาจตัดสินความผิดของเขาได้”
    “ประเด็นที่สอง  ความรู้นี้อาจเป็นความลับสุดยอดของอาวุธแบบใหม่ในเงื้อมมือของชาวคลิงกอน  อย่างไรก็ตาม....”
    “สรุปได้ว่า  อย่างน้อยก็มีโอกาสเป็นไปได้ถึงสี่สิบเปอร์เซ็นต์ที่ชาวคลิงกอนได้ใช้อาวุธแบบใหม่นี้ยึด  หรือทำลายดาวออร์กาเนียนแล้ว”
    “โอโฮ”  ซูลูพูด  “ผมกำลังคิดตามคุณอยู่นะคุณสป๊อค  แต่ผมไม่แน่ใจเลยว่า  นั่นเป็นเรื่องที่คุณกำลังพูดถึง”
    “คุณไปเอาเรื่องราวที่น่าจะเป็นไปได้ทำนองนี้มาจากไหนกัน?”  อูฮูร่าถามขึ้น  “ดิฉันไม่เคยได้ยินเรื่องแบบนี้จากคุณมาก่อนเลย”
    “บางคนอาจโต้แย้งว่า  เรื่องนี้เป็นเรื่องวกไปวนมา”  สป๊อคพูด  “แต่เมื่อคุณแยกแยะความจริงเหล่านั้นออกจากเรื่องราวทั้งหมดได้แล้ว....”
    “อย่ากังวลเรื่องนั้นหน่อยเลย”  เคิร์กพูด  “เพราะสิ่งที่คุณบอกเราเป็นเพียงแนวทางแห่งเหตุผลทางตรรกวิทยาอย่างที่คุณบอกไว้  ไหนคุณลองบอกวิธีจัดการมาซิ”
    “มีแน่”
    “เอาละ  อูฮูร่า  เรียกคุณหมอแม็คคอยและคุณสก๊อตให้ขึ้นมาที่นี่เลย  ผมไม่ต้องการไปไกลกว่านี้  จนกว่าพวกเขาจะเข้าใจสถานการณ์เสียก่อน”
    สป๊อคได้บันทึกการสนทนาตั้งแต่ต้นจนถึงการตัดสินใจของกัปตันไว้เรียบร้อย  สก๊อตและศัลยแพทย์ใหญ่ฟังเทปอย่างตั้งใจ
    “ทุกอย่างชัดเจนดีใช่มั้ย  หมอ?  มีคำถามอะไรอีกหรือเปล่า?  เอาละ  คุณสป๊อค  บอกแนวทางปฏิบัติการของคุณได้แล้ว”
    เจ้าหน้าที่อันดับหนึ่งพูดขึ้น  “ทำไมไม่ไปดาวออร์กาเนียนแทนสถานีอวกาศอื่น  และพยายามค้นหาว่าเกิดอะไรขึ้นที่นั่นบ้าง  ปฏิบัติการนี้มีประโยชน์ทางยุทธศาสตร์เกือบทุกด้านตามที่คุณซูลูอ้าง  เราจะทำให้กองทัพของชาวคลิงกอนวุ่นวายมากขึ้นโดยผ่านทางจุดอ่อนทางทหารตามบริเวณนี้ของจักรวรรดิ  นอกจากนั้นเราจะทำในสิ่งที่พวกเขาคาดไม่ถึงเหมือนที่ครั้งหนึ่งชาวคลิงกอนเคยสืบความลับของเราได้  เป็นธรรมดาที่พวกเขาคงคิดว่าเราน่าจะกลับไปรวมกับกองทัพหรืออยู่ภายใต้การคุ้มครองของอาวุธปืนใหญ่ที่สถานีอวกาศ  กรณีที่ดาวออร์กาเนียนจะเป็นจุดหมายของเราจะเป็นการเดาครั้งที่สอง  หรือบางทีอาจเป็นครั้งที่ห้าที่หกเลยก็ได้  ในที่สุดผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ที่อาจเป็นไปได้ก็จะเกิดขึ้นมากมายเกินคาด  เราควรจะพบความสำเร็จในการค้นหาว่าอะไรเกิดขึ้นที่นั่นและได้ปฏิบัติการบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้  เพื่อให้สงครามนั้นยุติลงเสีย”
    “ถ้าหาก” แม็คคอยเสริมขึ้น  “สิ่งที่เกิดขึ้นบนดาวออร์กาเนียนกลับกลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจแก้ไขได้เลย  ยกเว้นพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น”
    “ผมไม่ได้รับประกันอะไร”  สป๊อคพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
    “ผมชอบข้อเสนอของคุณ”  เคิร์กพูดช้าๆ  “แน่นอนมันเสี่ยงมากไปหน่อยแต่อย่างน้อยก็ยังดีกว่าปฏิบัติการที่ฆ่าตัวเอง  คุณสป๊อค  ผมต้องการข้อมูลจากคอมพิวเตอร์สองอย่าง  ประการแรก  กำหมดเวลาเดินทางจากที่นี่ถึงดาวออร์กาเนียด้วยความเร็วหกวาร์ป  และประการที่สอง  กำหนดเวลาสำหรับการเข้าใกล้เขตแดนอวกาศของจักรวรรดิแห่งนั้นตามเส้นทางนี้”
    สป๊อคหันกลับไปที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของเขาและพูดขึ้นหลังจากนั้นสักครู่  “เราจะผ่านเข้าอวกาศของคลิงกอนอย่างเป็นทางการภายในสองเดือน  และกำหนดเวลาเดินทางไปดาวออร์กาเนียจะกินเวลาอีกสี่เดือนต่อจากนั้น  มีโอกาสมากที่ชาวคลิงกอนจะออกลาดตระเวนดินแดนของพวกเขา  แต่ผมคะเนว่ามีโอกาสเป็นได้น้อยมากสำหรับบริเวณด้านนี้ของจักรวรรดิ”
    เคิร์กตระหนักว่ามันอาจเลวร้ายกว่านั้นได้  ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้บังคับยาน  ซึ่งเขาอาจโชคดีหรือร้ายก็ได้  ขณะนี้เขาสั่งให้ปฏิบัติการ  แต่เขาก็ยังมีเวลาร่วมเดือนหนึ่งที่อาจเปลี่ยนใจได้ในภายหลัง
    “คุณซูลู  เปลี่ยนเส้นทางไปดาวออร์กาเนียด้วยความเร็ววาร์ปหก  เรือโทอูฮูร่าขยายสนามพลังเซนเซอร์ออกไปในระดับสูงสุด  เริ่มตั้งแต่เดี๋ยวนี้เลย  และเชื่อมกับระบบเตือนภัยอัตโนมัติเพื่อจับว่ามียานอื่นเข้ามาในระยะหรือไม่  และแจ้งผมทันทีที่มีข่าวจากกองบัญชาการอวกาศ”  เคิร์กสั่ง
    “ค่ะ  กัปตัน”  เจ้าหน้าที่สื่อสารรับคำสั่ง
    น่าแปลกที่ไม่มีข่าวใดผ่านเข้ามาเลยในเวลานี้  แม้ว่ายานอวกาศจะออกจากสภาสูงแห่งสหพันธ์มาเป็นเวลานานแล้วก็ตาม  แต่ก็ยังส่งข่าวถึงกองบัญชาการอวกาศโดยตรงอย่างสม่ำเสมอ  และบางครั้งก็ได้รับข่าวนอกราชการจากการส่งสัญญาณของหนึ่งในล้านของหนึ่งวินาที  ส่วนมากเป็นข่าวรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ  เคิร์กจำเป็นต้องตัดสินใจจัดการกับภาวการณ์นี้ตามลำพังเสียแล้ว
    อย่างไรก็ตาม  เขาสังเกตว่ามีบางส่วนของเครื่องคอมพิวเตอร์ภายในยานกำลังปฏิบัติงานผิดปกติ  สก๊อตตี้กำลังพบปัญหาสลับซับซ้อนซึ่งควรแก่การพิจารณา  ตลอดสัปดาห์เขาต้องปรึกษาหารือกับสป๊อคอย่างเคร่งเครียด  เริ่มต้นด้วยสมการและกลายเป็นการแก้ไขทางวิศวกรรม  เคิร์กมอบปัญหาเหล่านั้นให้กับพวกเขาไป  และเคิร์กคงจะได้รับรายงานว่ามันอยู่ในสภาพดีดังเดิม
    ในปลายสัปดาห์นั้น  สก๊อตขอร้องและซักถามเคิร์กเกี่ยวกับการทำงานด้านต่างๆ ของกัปตัน
    “กัปตันครับ  จำเรื่องที่เราคุยกับหมอเกี่ยวกับเรื่องระบบขนส่งและสิ่งที่ขาดหายไปของเขาได้มั้ย?”
    “จำได้ซิ  สก๊อตตี้  แม้แต่ในยามหลับ”
    “ดีแล้วครับ  ผมเกิดความคิดว่าเรื่องนี้นอกเหนือจากปัญหาด้านศีลธรรมแล้วมันเป็นปัญหาทางเทคนิค  และสิ่งที่ผมคิดนี้ดูเหมือนจะมีผลต่อพฤติกรรมของเราในสถานการณ์ปัจจุบันด้วย”
    “ผมไม่แปลกใจหรอก”  เคิร์กพูด  “บอกมาเลย”
    “คุณรู้ว่า แท็ชยอนส์ คืออะไรแล้วใช่มั้ย?”
    “ผมเคยรู้เมื่ออยู่โรงเรียน  เท่าที่ผมจำได้มันเป็นอนุภาคที่เดินทางเร็วกว่าแสง  เพราะไม่เคยมีใครนำมันมาใช้ประโยชน์ได้เลย”
    “นั่นเป็นความจริง  แต่เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น  แท็ชยอนส์เดินทางเร็วกว่าแสง  และเราไม่อาจกำหนดความเร็วสูงสุดของมันได้  มันคงอยู่ในสิ่งที่เราเรียกว่า  อวกาศฮิลเบิร์ต  ซึ่งมีมิติมากมายจนคุณต้องสันนิษฐานเอาเองเพื่อแก้ปัญหาแปลกประหลาดบางอย่าง  สำหรับทุกอนุภาคในอวกาศปกติ  ไม่ว่าจะเป็นโปรตรอน  อิเล็กตรอน  โนลิตรอน  นิวตรอน  ต่างก็มีแท็ชยอนส์เหมือนกันทั้งนั้น”
    “นั่นเกินกว่าที่ผมรู้มากนัก”  เคิร์กยอมรับ
    “นับตั้งแต่นั้นมามันได้ถูกค้นพบมากมาย  ผมต้องเรียนความรู้ใหม่จากคุณสป๊อคด้วยตนเอง  เชื่อผมเถอะ  มันเป็นเรื่องสำคัญ  สมมติว่าเราต้องออกแบบระบบขนส่งใหม่  เพื่อถอดแบบเขาออกมาในรูปของแท็ชยอนส์แทนที่จะฉายภาพมนุษย์แล้วสร้างรูปจำลองนี้ขึ้นที่ปลายทางให้มีสภาวะปกติเหมือนร่างเดิม  มันจะเป็นขั้นสุดท้ายของขบวนการนี้ได้มั้ย?  มันอาจแก้ปัญหาทางศีลธรรมได้เพราะร่างต้นแบบไม่ได้เดินทางไปที่อื่น  แล้วสิ่งซึ่งถูกสร้างขึ้นจากแท็ชยอนส์ก็จะไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่กับเราภายในจักรวาลนี้ได้  แต่จะมีชีวิตอยู่ได้แต่เฉพาะจุดหมายปลายทางของเขาและหันกลับไปสู่สภาพปกติที่นั่น  เราไม่ถือว่าเป็นการฆาตกรรมถ้าเกิดปัญหาแบบนั้นขึ้น”
    “อืมม....ดูเหมือนว่าผม....”
    “เดี๋ยวก่อนครับกัปตัน  ยังมีมากกว่านั้นอีก  วิธีการขยายขอบเขตของระบบขนส่ง  ผมไม่สามารถบอกคุณได้ว่าไกลขนาดไหน  แต่วงจำกัดหนึ่งหมื่นหกพันไมล์ของเราในขณะนี้เปรียบได้แค่ริ้นตัวเล็กๆ ที่บินอยู่เท่านั้น”
    “ผลล่ะ?  เราส่งมนุษย์จากที่นี่ไปดาวออร์กาเนีย  ให้เขารวบรวมข้อมูลที่เราต้องการ  เมื่อเขากลับมาถึงยานเราต้องกักขังเขาเอาไว้ในภาวะแท็ชยอนส์ให้นานเท่าที่จำเป็นเพื่อไม่ยอมจำนนต่อร่างกายนั้น  แล้วก็ปล่อยมันออกไปเสีย  รูปจำลองจะกลายเป็นแท็ชยอนส์พลาสม่ามากขึ้นในจักรวาลอื่น  และร่างต้นแบบเดิมของเราจะไม่ไปจากยานลำนี้เลย”
    “ประหลาดมาก”  เคิร์กพูดช้าๆ  “คุณจะไม่นำเรื่องนี้มาบอกผมถ้าคุณไม่แน่ใจว่าคุณและพวกได้แก้ปัญหานั้นแล้ว”
    “เป็นความจริงครับกัปตัน  และมันก็เป็นความภาคภูมิใจของเราด้วยเหมือนกัน”  สก๊อตพูด  “เราเป็นอัจฉริยะ  และคุณอาจให้เหรียญกับเราก็ได้  แต่ที่สำคัญมันจะทำงาน  และเราสามารถทำได้  การเปลี่ยนแปลงเครื่องกลไกต้องใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์  และเราไม่ต้องเดินทางเข้าไปใกล้จักรวรรดิคลิงกอนมากกว่าที่เราอยู่ขณะนี้แม้แต่เพียงนิดเดียว”
    “ถึงยังไงเราก็คงต้องเดินทางต่อไป”  เคิร์กพูด  “ผมอยากมีทางเลือกอื่นๆ อีก”
    “แน่ใจได้เลยครับ  คำพูดที่เกินความจรงิของผมกำลังจะกลายเป็นจริงแล้ว”
    เคิร์กกดปุ่มเครื่องติดต่อภายใน  “เคิร์กพูด  คุณสป๊อค  ปล่อยให้ยานอยู่ในระบบควบคุมอัตโนมัติเต็มที่  ทุกแผนกกำหนดอัตราที่ศูนย์จุดเจ็ด  เลิกติดต่อ”  เครื่องติดต่อภายในถูกปิด  “คุณสก๊อตดำเนินการหาทางเลือกสำหรับระบบขนส่งได้เลย  ให้แน่ใจในขบวนการที่ทำให้พวกนั้นไม่อาจคงอยู่อย่างถาวรได้”
    “แน่นอนครับ”  สก๊อตพูดพร้อมทั้งลุกขึ้น  เคิร์กยกมือห้าม
    “แต่”  เขาพูดเสริม  “ถ้าผมเป็นคุณ  ผมจะไม่บอกหมอแม็คคอยว่าผมจะแก้ปัญหาศีลธรรมของเขา”
    “ไม่รึครับ”
    “ไม่  คุณก็รู้นี่สก๊อต  เขาต้องถามคุณว่ารูปจำลองแท็ชยอนส์มีวิญญาณที่ไม่เป็นอมตะหรือไม่  และไม่ว่าอย่างไรก็ตามผมไม่คิดว่าคุณจะอยู่ในภาวะที่จะตอบคำถามของเขาได้ในขณะนี้”

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

คุณอีฟไซโคกันอย่างงี้เลยเหรอคะ (ฮา)


ปล.สัญญาใจอันนั้นขอดองไว้ก่อนนะคะ อิอิ
(ขอปั่นงานก่อนเน่)

#1 By dearchan on 2009-05-14 19:31

อ่า...ตามมาอ่านค่ะพี่อีฟ... เพิ่งได้อ่าน orz

#2 By ป้าซาบ on 2009-05-19 13:18