สป๊อคต้องตาย
(Spock Must Die!)

เจมส์ บลิช เขียน, ชลธิชา จินดากุล แปล

01.
    แม็คคอยไร้กระดูก

ปูมกัปตัน  เวลาอวกาศ  4011.9

เรากำลังบันทึกระยะทางและเวลาของเส้นการบินในอวกาศบริเวณนี้ตามคำสั่ง  ทั้งๆ ที่ความว่างเปล่าระหว่างหลายลูกบาศก์พาร์เช็คเหล่านี้ดูไม่เหมาะสมเลยที่จะนำยานลงจอด  คุณสป็อครายงานว่าปฏิบัติการนี้ยังคงถูกเรียกว่าการหาลานจอดยานอยู่หลังจากที่ปฏิบัติการสำรวจเส้นทางเพื่อทำแผนที่ในสมัยโบราณถูกยกเลิกไปก่อนถึงยุคแห่งการเดินทางในอวกาศนี้
    ถึงแม้เราจะแล่นห่างจากอาณาจักร คลิงกอน ออกมาแล้วด้วยพลังขับเคลื่อน วาร์ป ก็ตาม  ผมมั่นใจว่าพวกคลิงกอนยังคงอ้างว่าเรายังอยู่ในดินแดนของเขาและคณะทูตคงทำงานไม่ได้ผล  ผมเชื่อว่าผมสังเกตอารมณ์เบื่อหน่ายปรากฏขึ้นในหมู่ลูกเรือของผม  อย่างไรก็ตามพวกเขายังปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ


    “ผมกังวลว่า”  แม็กคอย พูดขึ้น  “ผมยังเป็นตัวของตัวเองอยู่อีกหรือเปล่า  ผมสงสัยว่าผมอาจเป็นผี  และอาจเป็นมานานเกือบยี่สิบปีแล้วก็ได้”
    เคิร์ก ได้ยินคำพูดนั้นขณะถือถ้วยกาแฟข้ามห้องสันทนาการมา  ถึงแม้แม็คคอยจะไม่ได้พูดกับเขา  แต่เคิร์กเห็นศัลยแพทย์ของยานอวกาศลำนี้กำลังนั่งคุยอยู่กับ สก๊อต  ซึ่งฟังอย่างเพลิน  สก๊อตตี้กำลังฟังความลับส่วนตัวหรือ?  เมื่อหมอเล่าให้เขาฟังเอง?  ตามธรรมดาสก๊อตตี้สนใจเรื่องของมนุษย์ไม่มากเท่าเครื่องกลไกของเขา  และแม็คคอยก็ไม่ชอบพูดเรื่องทำนองนี้มาก่อน
    “ผมขอร่วมวงด้วยคนได้มั้ย?”  เคิร์กถาม  “เป็นเรื่องส่วนตัวหรือเปล่า?”
    “ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวหรอกครับ  ผมว่าเป็นเรื่องไร้สาระมากกว่า”  สก๊อต  วิศวกรประจำยานพูดขึ้น  “หมอกำลังขยายความความคิดที่ว่าระบบขนส่งเป็นเก้าอี้ไฟฟ้าชนิดหนึ่ง  เขาคิดไปไกลจนผมตามไม่ทัน  แต่ผมก็กำลังพยายามติดตามอยู่  สาบานได้เลย”
    “อ้อ”  เคิร์กพูดขึ้นแล้วทรุดตัวลงนั่ง  เขาคิดว่าแม็คคอยกำลังพูดพาดพิงถึงการหย่าร้างของเขา  เคิร์กรู้จักแม็คคอยดี  การเข้าใจลักษณะนิสัยของแม็คคอยมีความสำคัญต่อเคิร์กเท่ากับยานลำนี้  เพราะในฐานะเป็นศัลยแพทย์อาวุโสของยาน  แม็คคอยเป็นบุคคลเพียงคนเดียวที่สามารถใกล้ชิดเคิร์กเสมอๆ จนเกิดความสนิทสนมกับเป็นการส่วนตัว  อันที่จริงแล้วเป็นหน้าที่โดยตรงของแม็คคอยที่จะรู้ถึงสภาพร่างกาย  สภาพจิตใจ  และภาวะทางอารมณ์ของกัปตันและพูดออกมาได้อย่างเปิดเผย  โดยไม่ต้องเก็บเงียบเอาไว้
    เมื่อแม็คคอยเข้าร่วมปฏิบัติการในยาน เอ็นเตอร์ไพร้ส์  เคิร์กเกิดความสงสัยว่า  การหย่าร้างอาจเป็นเหตุให้เขาหันกลับมาสนใจงานด้านอวกาศ  อย่างไรก็ตามรายละเอียดเรื่องนี้ยังไม่เป็นที่เปิดเผย  เคิร์กว่าแม็คคอยมีลูกสาวที่ต้องเลี้ยงดูชื่อ โจอันนา  หล่อนกำลังฝึกหัดเป็นนางพยาบาล  แม็คคอยจะได้รับข่าวจากหล่อนทุกครั้งที่ได้รับอนุญาตให้ติดต่อระหว่างดวงดาว  ซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก
    “ใครเล่าให้ผมฟังบ้างซิ”  เคิร์กพูดขึ้น  “หมอ  คุณพูดมาเก้าถึงสิบครั้งแล้วว่าคุณไม่ชอบระบบขนส่ง  ความจริงแล้วผมคิดว่าคุณอยากจะใช้คำว่า “รังเกียจ” เสียด้วยซ้ำไป  ผมไม่แคร์หรอกว่ามันจะทำให้โมเลกุลทั้งหลายของผมต้องถูกคนเข้าด้วยกันแล้วถูกส่งไปที่หนึ่งที่ใดเหมือนกับว่าผมเป็นข่าวสารที่ถูกส่งมาทางวิทยุ  มันจะเป็นแบบนี้ไม่ใช่หรือ?”
    “มันทั้งใช่และไม่ใช่”  แม็คคอยตอบ  “มันทำงานแบบนั้นตามที่ผมเข้าใจ  ระบบขนส่งจะเปลี่ยนร่างกายของเราเป็นพลังงานแล้วสร้างพวกเราขึ้นใหม่เมื่อถึงปลายทาง....”
    “เข้าใจเลยเถิดไปแล้ว”  สก๊อตขัดขึ้น  น้ำเสียงของเขาแสดงว่าทั้งสองกำลังคุยกันถึงเครื่องจักรที่เขารักยิ่งชีวิต  “ระบบขนส่งนั้นแยกแยะภาวะพลังงานของแต่ละอนุภาคในร่างกายของมนุษย์ออกแล้วสร้างภาวะที่เหมือนกันขึ้นใหม่ในอีกที่หนึ่ง  ไม่มีการแปลงใดๆ เข้ามาเกี่ยวข้องเลย  ถ้ามันเป็นแบบนั้นเราคงทำให้ยานลำนี้ระเบิดแน่ๆ”
    “ผมไม่สนใจเรื่องนั้น”  แม็คคอยพูด  “สิ่งที่ผมแคร์ก็คือสภาวะอำนาจความนึกคิดของผม  ตัวตนของผม  ถ้าคุณชอบแบบนั้นก็ไม่สำคัญหรอกที่ผมจะเรียกมันว่าพลังงาน  หรืออะไรก็ตาม  เพราะที่จริงแล้วมันเป็นปรากฏการณ์สำคัญของความคิดมนุษย์ทั้งหมด  นอกจากนั้นเราทั้งหมดต่างรู้ดีว่าเรากำลังอาศัยอยู่ในเอกภพที่แตกต่างกันในแง่ความคิด”
    “หมายความว่ายังไง?”  เคิร์กถาม
    “เราอาศัยอยู่ในสองเอกภพ”  แม็คคอยพูดอย่างอดทน
    “อย่างหนึ่งคือ  เอกภพภายในกะโหลกศีรษะของเราหรือเอกภพของความคิดตามแบบที่มันเป็นอยู่  อีกอย่างคือเอกภพอาเพศ - ซึ่งนานไปก็สอดคล้องกับเอกภพความคิด  และเพิ่มพูนขึ้นจากความรู้ที่สะสมไว้ในหนังสือและเครื่องกลไกชนิดต่างๆ  เอกภพที่สอดคล้องกันนี้เป็นผลผลิตของอำนาจความนึกคิดด้วยเหมือนกัน  คุณเห็นด้วยกับผมมั้ยจิม?”
    “น่าทดลองดูก่อน”  เคิร์กพูด  “หวังว่าผมคงพบบางสิ่งที่ทำให้เรื่องเอกภพที่สอดคล้องกันของคุณน่าเชื่อถือมากขึ้นกว่านี้”
    “เกี่ยวกับสถิติละก็ใช่แน่นอน  แต่มันจะไม่ได้ผลเลยถ้าคุณตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ทางสถิติที่ล้าหลังเหล่านั้น  ทั้งหมดที่เรารู้คือสิ่งที่ถูกบรรจุภายในกะโหลกศีรษะของเรา  มันเป็นไปตามทฤษฎีที่เคยเรียกกันว่า  ลัทธิที่ถือเอาแต่เพียงสิ่งที่เห็นได้เป็นความจริงเท่านั้น  ผมขออธิบายต่อ  ผมพูดว่าอาจไม่มีเอกภพที่สอดคล้องกันเลยก็ได้  และไม่มีสิ่งใดสามารถพิสูจน์ความจริงได้ยกเว้นอำนาจความนึกคิดของผม  ซึ่งผมไม่สามารถประมาณออกมาได้  สภาพที่เรียกว่าระบบซึ่งแตกต่างกันทางความคิดและยอมรับแต่เพียงว่า  อัตมัน  เป็นสิ่งที่คงอยู่หรือสามารถเรียนรู้ได้  ผมพูดว่าความจริงแล้วอำนาจความคิดของตนจะบีบบังคับเราทั้งหมดให้เป็นบุคคลที่ยึดมั่นในระบบดังกล่าวฝังใจตั้งแต่เกิด  เราแทบไม่เคยตระหนักถึงอำนาจของมันเลย  ทั้งหมดแค่นั้นนะ”
    “การเดินทางในอวกาศ  อาจเป็นไปตามที่คุณพูดก็ได้”  เคิร์กเห็นด้วย  “โดยเฉพาะเราอยู่ไกลจากบ้านเหมือนในขณะนี้  โชคดีที่คุณคิดถึงมันก่อน  อย่างน้อยก็พอจะทันการ”
    “ไม่มีใครเคยคิดไปถึงมันได้อย่างสมบูรณ์หรอก”  แม็คคอยพูดอย่างไม่แจ่มใสนัก  “ผมเชื่อว่าการค้นพบสภาวะนี้ครั้งแรกจะก่อความตื่นตระหนกสุดขีดในพัฒนาการของมนุษย์ชาติ…..อาจสำคัญพอที่จะเป็นความเจ็บปวดตั้งแต่เกิดก็ได้  บอกผมหน่อยซิ  จิม  ไม่ใช่ตอนนี้หรือชั่วโมงนี้  แต่ในวัยเด็กหรือวัยผู้ใหญ่ตอนต้น  คุณเคยสำนึกด้วยความตกใจว่าคุณเป็นบุคคลคนเดียวในโลก  มีแต่ จิม เคิร์ก เท่านั้นที่อยู่ ณ ศูนย์กลางของเอกภพทั้งหมดใช่มั้ย?  แล้วเมื่อคุณพยายามนึกถึงเอกภพจากความคิดของคนอื่น  บางทีอาจเป็นพ่อคุณเองก็ได้  คุณก็สำนึกได้ว่าคุณตกเป็นทาสความคิดของคุณเสียแล้ว”
    เคิร์กทบทวนความทรงจำ  “ใช่เคยเป็น”  เขาบอก  “ว่าที่จริงแล้วผมยังจำมันได้ดีทีเดียว  ดูเหมือนมันจะสำคัญต่อผมมากในตอนนั้น  แต่หลังจากนั้นไม่นาน  ผมก็ละเลยปัญหาทั้งหมดและไม่รู้ว่ามันมีผลอะไรเกิดตามมาบ้าง  อย่างไรก็ตาม  ผมไม่สามารถทำอะไรกับมันได้เลย  แต่คุณยังไม่ได้ตอบคำถามของผม  ทั้งหมดนี้เกี่ยวอะไรกับระบบขนส่งด้วย?”
    “ไม่มีเลย”  สก๊อตพูด
    “ตรงกันข้าม  ไม่ว่าเครื่องกลไกใดๆ ก็ตาม  ผลของระบบขนส่งก็คือละลายร่างของผม  และสร้างขึ้นใหม่ให้เหมือนเดิมในที่อื่น  คุณคงยอมรับจากประสบการณ์ว่า  ขบวนการนี้มีขอบเขตจำกัด  ใช้ระยะเวลาสั้นมากจนไม่อาจคะเนได้  จากประสบการณ์อีกเช่นกัน  คุณต้องยอมรับว่าช่วงเวลาเหล่านั้นร่างกายหรืออำนาจความนึกคิดยังคงอยู่ใช่มั้ย?”
    “ใช่  มันเป็นอย่างนั้น”  เคิร์กพูด
    “ดีละ  ตอนนี้ในทางกลับกัน  ร่างกายที่คล้ายคลึงกันซึ่งเกิดขึ้นจากร่างต้นแบบเดิมยังมีชีวิตอยู่  อำนาจความนึกคิดและความทรงจำทั้งมวลของร่างเดิม  แต่ไม่ใช่ร่างต้นแบบ  ร่างไหนควรจะถูกทำลาย”
    “ผมว่าไม่เห็นจะยากเลย”  สก๊อตพูด  “ไม่มีอะไรมากกว่าสภาพความคิดที่ยอมรับตนเองของคุณ  คุณสป๊อคชอบพูดเสมอว่า  ความแตกต่างที่ไม่ก่อให้เกิดความแตกต่างก็คือ  ความไม่แตกต่างกัน”
    “ไม่  ไม่ใช่สำหรับผมแน่”  แม็คคอยพูด  “เพราะแม็คคอยคนใหม่ควรมีท่าทางและความประพฤติเหมือนคนเก่า  แต่ผมเป็นอย่างนั้นรึ?  ผมไม่อาจยอมรับอย่างนั้นได้  พูดง่ายๆ ผมไม่ใช่ชายคนเดิมที่เข้าไปในระบบขนส่งครั้งแรกเมื่อยี่สิบปีที่แล้วมา  ผมเป็นสิ่งที่เครื่องกลไกสร้างขึ้นใหม่จากเค้าโครงของชายที่ตายไปแล้ว  และให้ตายซิ  ผมไม่แน่ใจว่าถูกเลียนแบบได้เหมือนเดิมหรือไม่  เพราะ........เอาละ  เพราะถ้าบางสิ่งขาดหายไป  ผมก็ไม่อาจจำมันได้”
    “ขอถามหน่อย”  เคิร์กถามขึ้น  “คุณรู้สึกว่าแตกต่างไปรึไง?”
    “ฮ้า”  สก๊อตร้องอย่างสนใจ
    “ไม่ใช่จิม  ไม่ใช่อย่างนั้น  แต่ผมพูดอย่างไรนะ?  ผมคิดว่าผมจำอะไรได้เหมือนก่อน  แต่ขณะเดียวกันผมอาจผิดพลาดได้มากขึ้น  โดยเฉพาะทางจิตใจเท่าที่คุณเห็น  ผมกลายเป็นชายที่ลังเลแม้แต่จะหยิบยา  ผมรู้ว่าจิตสำนึกส่วนใหญ่ของผมไม่ยอมรับอำนาจความนึกคิดของผมยกเว้นภายใต้สภาวะพิเศษ  เช่นภายใต้กรณีฉุกเฉินหรือในความฝัน  อะไรจะเกิดขึ้นถ้าจิตสำนึกไม่ยอมรับร่างจำลองนี้?  ผมจะรู้ได้ยังไง?”
    “คุณถามคุณสป๊อคดูก็ได้”  สก๊อตแนะนำ
    “ขอบคุณ  แต่ไม่หรอก  ครั้งหนึ่งผมติดต่อทางจิตกับเขา  มันช่วยชีวิตผม  มันช่วยชีวิตพวกเราทั้งหมด  คุณคงจำได้  แต่ผมรู้สึกไม่สบายใจเลย”
    “ถึงยังไงคุณก็ควรจะลอง”  สก๊อตพูด  “ถ้าคุณกังวลกับเรื่องนี้มาก  คุณสามารถเก็บส่วนที่ไม่สอดคล้องกันไว้แล้วตรวจสอบดูว่ามันยังอยู่ที่นั่นหรือไม่หลังการเดินทางด้วยระบบขนส่งครั้งต่อไปของคุณก็ได้”
    “มันน่าจะเป็นอย่างนั้น”  เคิร์กสนับสนุน  “ผมไม่เข้าใจว่าทำไมคุณจึงสันนิษฐานว่าระบบขนส่งจะแยกคลื่นไม่ให้ปนกันได้พิเศษขนาดนั้น  ทำไม?  ทำไมมันถึงจะทำให้อำนาจความนึกคิดปลีกย่อยเสียไปแทนที่จะเป็นอำนาจความนึกคิดสำคัญๆ ?”
    “ทำไมถึงไม่ควรเป็นเช่นนั้นล่ะ?  ประเด็นอยู่ที่ว่า  มันทำหรือไม่ทำ?  มันเป็นปัญหาที่ผมต้องการคำตอบ  ถ้ามันไม่เป็นไปตามที่สงสัย  ผมจะยอมจำนนต่อการทดลองที่คุณสก๊อตต้องการ  ถามคนอื่นๆ ที่ถูกส่งไปบ้างก็ได้”
    “ผม”  เคิร์กพูด  “ปฏิบัติหน้าที่บนยานอวกาศลำนี้มานานกว่าคุณทั้งสอง  ผมขอบอกว่าเรื่องที่คุยกันวันนี้แปลกประหลาดที่สุดเท่าที่ผมเคยได้ยินมา  แต่แน่นอน  หมอ  เราต้องพูดให้ตรงประเด็น  ปัญหาของคุณคืออะไร?"
    “ไปหวังอะไรกับพวกนักจิตศาสตร์กัน?”  แม็คคอยถาม  “แน่นอนปัญหาก็คือวิญญาณ  ถ้ามันมีอยู่จริง  ผมก็ไม่รู้มากไปกว่าชายคนที่กลับคืนมาที่นี่  เมื่อผมถูกรวมร่างขึ้นใหม่ด้วยเครื่องมือบ้าๆ นั่น  วิญญาณของผม  ถ้ามีอยู่จริงได้ข้ามมิติมากับผมด้วยมั้ย?  หรือผมเป็นเพียงมนุษย์กลเท่านั้นเอง”
    “ความสามารถคิดกังวลเกี่ยวกับปัญหานี้  ดูเหมือนจะเป็นคำตอบของมันเองอยู่แล้ว”  เคิร์กพูด
    “คุณอาจพูดถูกจิม  อันที่จริงแล้วคุณพูดถูก  เพราะถ้าคุณไม่ถูก  ทุกครั้งที่เราขนส่งคนผ่านระบบขนส่งไปในครั้งแรกเราก็ได้ประกอบอาชญากรรมไปเรียบร้อยแล้ว”
    “ไม่ต้องต่อล้อต่อเถียงกันอีกหรอก  มันเป็นเพียงแค่เรื่องย่อยอาหารเท่านั้นเอง”  สก๊อตพูดอย่างฉุนเฉียว  “เอาละหมอ  วิญญาณของคุณเป็นอมตะ  ถ้ามันมีอยู่จริงมันก็ยังไม่ได้ถูกทำลาย........”

    “กัปตันเคิร์กครับ”  เสียงเรียกติดต่อดังขึ้น
    เคิร์กลุกขึ้นอย่างโล่งใจ  การโต้เถียงชะงักไป  แต่เขาก็โล่งใจอยู่ได้ไม่นาน
    “ในห้องสันทนาการ  คุณสป๊อค”
    “ผมขอความช่วยเหลือสักหน่อยได้มั้ยครับ  กัปตัน?  เราอยู่ในภาวะที่ต้องการการตัดสินใจของผู้บังคับบัญชา”
    แม็คคอยและสก๊อตเงยหน้าขึ้นอย่างตกใจ  ต้องการการตัดสินใจของผู้บังคับบัญชาขณะอยู่ในวงแขนของแกแล็คซี่ที่ยังไม่ได้สำรวจ
    “ผมกำลังจะไป”  เคิร์กพูด  “บอกมาซิว่ามีปัญหาอะไรกัน”
    “ครับ”  เสียงเจ้าหน้าที่อันดับหนึ่งตอบ  “สงครามคลิงกอนได้เกิดขึ้นแล้ว  ออร์กาเนีย  ดูเหมือนจะถูกทำลาย  และเราถูกตัดขาดจากสหพันธ์”

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อา..ขอบคุณมากค่ะพี่อีฟ ที่เขียนให้อ่าน /ซบ

ยาวดีจังเลย ฮี่ๆ

#1 By ป้าซาบ on 2009-05-15 12:48

กร๊ากกก ล้ำลึกจังค่ะคุณหมอ 555
เป็นเรื่องที่น่าคิดเหมือนกันนะเนี่ย เคิร์กนี่จริงๆแล้วเป็นพวกชอบกอสซิบสินะ นึกว่าจะพูดเรื่องอดีต แต่ดันกลายเป็นเรื่องปรัชญา 555

#2 By gallantfoal on 2009-05-15 13:52