[BT]Gael: 000 หิมะแรก, ผ้าพันคอ, แมว
posted on 14 Jan 2009 20:51 by eveba in Blodwen
Gael MacEmer: 000 หิมะแรก, ผ้าพันคอ, แมว
ระยะนี้ ผมมักปลอบใจตัวเองเสมอว่า ชีวิตเริ่มต้นหลังสามสิบอีกตั้งเกือบสองปีแน่ะ กว่าจะเริ่ม
.
.
.
.
เสียงนาฬิกาปลุกดังสนั่นลั่นโลก ผมเอื้อมมือไปปิด แต่พลาด นาฬิการูปหลอดทดลองตกกระแทกพื้น เจ้าหนูตะเภาสะดุ้งตื่น มันย้ายก้นอ้วนๆ มานั่งแปะข้างเตียง เลียไม้เลียมือผมเป็นการใหญ่
ไม่เป็นไรนะ โอ๋ๆ ไม่ต้องตกใจ สายตามันบอกแบบนั้น บางครั้งผมอดสับสนไม่ได้ว่าใครกันแน่ที่เป็นสัตว์เลี้ยง
“กี่โมง...?” ผมพึมพำ ปวดหัวจี๊ด เจ้าหนูตะเภาก้มมองนาฬิกา คาบมาใส่มือให้
เย็นแล้ว ได้เวลาเดินเล่นของเจ้านายขนปุกปุย
ผมยักแย่ยักยันขึ้นจากเตียง อ้าปากหาว บิดขี้เกียจ เจ้าหนูตะเภาวิ่งไปคาบปลอกคอมาส่งถึงที่ หางเล็กไม่สมตัวส่ายรัวจนแทบหลุด ผมหัวเราะ เจ้าหนูตะเภาเอียงคอ ส่งเสียงฉงน
“รอก่อนครับ เจ้านาย ขอข้าทาสล้างหน้าเดี๋ยว” ผมบอก เจ้าหนูตะเภาเดินตามผมไปถึงห้องน้ำ
เงาในกระจกดูแย่ อย่างที่มันก็แย่อยู่ทุกวัน ผมถอนใจ ระยะหลังผมกินนอนไม่เป็นเวลา โหยหาความอบอุ่นจากเพศตรงข้ามบ่อยกว่าปกติ...และทุกครั้งลงเอยด้วยการใช้บริการแม่นางทั้งห้า
ถ้าจะว่ากันตามตรง ผมจำไม่ได้แล้วว่าสัมผัสตัวผู้หญิงครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่
“โฮ่ง!” เจ้าหนูตะเภาเห่าเร่ง
ผมล้างหน้าหวีผมลวกๆ ก้าวออกจากห้องน้ำพลางก่นด่าอาการปวดหัวที่ไม่มีทีท่าจะหาย
เจ้าหนูตะเภาซอยเท้าเร่งเครื่องตามผมมาติดๆ โดยไม่ลืมคาบปลอกคอมาด้วย
“ทราบแล้วครับท่าน มา เชิญหย่อนก้นข้างหน้าผมนี่”
เจ้าหนูตะเภานั่งแปะ ก้นนุ่มนิ่มของมันแนบหลังเท้าผม ก็อุ่นดีนะ
หลังใส่ปลอกคอคล้องสายจูงเสร็จสรรพ เจ้าหนูตะเภาวิ่งปรู๊ดไปรอหน้าประตู ผมเช็คเครื่องแต่งกายเป็นครั้งสุดท้ายก่อนก้าวตามไป ทันทีที่ประตูเปิดอากาศหนาวก็ปะทะหน้า ผมถอยกลับไปหยิบผ้าพันคอ เจ้าหนูตะเภาเห่าเร่งอีกครั้ง
ปวดหัว...
อาจจะเป็นเพราะเมื่อวานดื่มหนัก
มีไม่กี่ครั้งหรอกที่จะมีใครขอให้ผมนั่งดื่มเป็นเพื่อนยันสว่าง
วันนี้ อากาศนอกอาคารเย็นกว่าเมื่อวานหลายเท่า แต่เจ้าหนูตะเภาก็ยังวิ่งเริงร่า ขนหนาสีขาวกับรูปร่างอ้วนป้อมทำให้มันดูเกือบเหมือนลูกบอลหิมะที่กำลังกลิ้งไปตามพื้น
กลุ่มนักเรียนสาวมัธยมปลายเดินสวนมา เย็นย่ำ แต่พวกเธอยังเตร็ดเตร่อ้อยอิ่งอวดขาสวยท่ามกลางความหนาว ผมพยายามทำตัวลีบ ขณะเจ้าหนูตะเภาวิ่งหน้าบานไปทักทายเด็กสาวเหล่านั้น
เจ้าขนปุยชอบสัมผัสมือของเด็กหนุ่มสาว...ผมก็เหมือนกัน
ให้ตาย ทำไมผมถึงไม่เกิดเป็นหมานะ?
เด็กสาวคนหนึ่งผงะไปเมื่อบังเอิญสบตาผม เธอพยายามปั้นยิ้ม ขอโทษขอโพยต่ออาการตกใจเกินเหตุนั้น ผมยิ้มตอบ เธอหน้าซีดกว่าเดิม ดูท่าผมคงทำให้เธอลำบากใจ ผมเดินปลีกตัวออกมา ตะโกนเรียกเจ้าหนูตะเภา แต่มันไม่สน
ใช่สิ เด็กหนุ่มเด็กสาวมันน่าเล่นด้วยมากกว่าเจ้าของแก่ๆ นี่
“หนูตะเภา เด็กดี มานี่มา!” เสียงทุ้มดังจากด้านหลัง เจ้าหนูตะเภาเหลียวมอง
“กร...”
กร หรือ จิตรกร วิชิตวงศ์ เดินข้ามมาจากอีกฟากด้วยท่าทีสบายๆ เขาโบกมือทักทายผมและเด็กสาวอีกโขยง เด็กสาวหลายคนหน้าแดง กรจะรู้ตัวไหมนะว่าเขาเป็นหนุ่มใหญ่ที่มีเสน่ห์ทีเดียว โครงหน้าแบบชายชาวเอเชียแท้ๆ ทำให้เขาดูโดดเด่นออกมาจากประชากรของที่นี่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกครึ่งไม่ก็ลูกเสี้ยว แววตาอ่อนไหวยากแก่การเข้าใจตามแบบฉบับศิลปินนั่นก็...
“เหม็นเหล้า” เขาวิจารณ์ผมทันทีที่เข้าถึงตัว ดวงตาฉายแววขบขัน
เอาเข้าไป ขำได้ทั้งที่คิ้วยังขมวด
ผมถอยห่าง เจ้าหนูตะเภาส่ายหางดุกดิก มองผมที มองกรที
“หน้าอย่างนี้เมาค้างสิท่า เตือนแล้วไม่ฟัง คออ่อนๆ ไม่น่าดื่มหนัก”
ก็ใครล่ะที่ชวนผมดื่มเป็นเพื่อนทั้งคืน?
ทั้งที่เมื่อคืนกรดื่มมากกว่าผม แต่ตอนนี้เขากลับไม่มีอาการอะไรเลย เขายังคงเป็นจิตรกรผู้แจ่มใส หย่อนเสน่ห์ใส่หัวใจสาวน้อยได้โดยไม่รู้สึกตัว ไม่เหลือเค้าขี้เหล้าที่ร้องห่มร้องไห้คิดถึงลูกแม้แต่น้อย
กรบอกผมไม่ต่ำกว่าสิบครั้งว่าเขาอยากเลิกเหล้า แต่ทุกครั้งที่คิดถึงลูก เหล้ากลับเป็นสิ่งเดียวที่พอจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดลงได้
ผมเองก็เจ็บทุกครั้งที่เห็นกรดื่ม แต่คนอย่างผมจะทำอะไรได้ นอกจากนั่งดื่มเป็นเพื่อนตามคำขอ
ในเวลาแบบนั้น ผมรู้สึกเกลียดตัวเองพิกล
กรจามพรืดทั้งที่กำลังหัวเราะ ผมยื่นผ้าเช็ดหน้าให้โดยอัตโนมัติ เท่าที่เห็น ไม่มีวันไหนที่เขาไม่ป่วย ไม่เป็นโน่นก็เป็นนี่ อากาศแบบนี้เขาไม่น่าออกมาเดินด้วยซ้ำ
“หนาวนะเนี่ย” เขากอดอก
ผมยื่นผ้าพันคอแถมให้อีก
กลุ่มเด็กสาวที่เดินห่างออกไปเหลียวกลับมามอง บางคนป้องปากกระซิบ หัวเราะคิกคัก หน้าแดง
ผมงง กรหัวเราะ รับผ้าพันคอ เขาเรียนรู้ที่จะไม่ปฏิเสธผมเช่นเดียวกับผมเรียนรู้ที่จะบริการเขาโดยไม่รอคำขอ พวกเราสนิทกันตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ถ้านี่จะเรียกว่า ‘สนิท’ ได้น่ะนะ
“เด็กสาวๆ สมัยนี้ชอบฟุ้งซ่าน ไม่ต้องไปสนใจ” กรว่า “หนูตะเภา อยากไปดื่มอะไรอุ่นๆ ไหม?”
กรก้มลงขอผ่านเจ้าหนูตะเภา มันมองหน้าผมอีกต่อ
“ไม่” ถ้าแบบนี้ ผมปฏิเสธได้
ระยะหลัง เหมือนกรเริ่มจับได้ว่าผมไม่เคยปฏิเสธเขา แม้บางครั้งผมจะไม่เต็มใจ ดังนั้น เขาเปลี่ยนไปถามผ่านเจ้าหนูตะเภาแทน ครั้งแรกที่ผมปฏิเสธ บอกได้เลยว่าเขาแปลกใจ แต่ก็พอใจ บ่อยครั้งที่เขาพึมพำเป็นภาษาบ้านเกิดว่าผม ‘แปลกคน’ ผมไม่เคยถามคำแปล ถึงจะอยากรู้ก็เถอะ
“งั้นก็น่าเสียดาย ว่าจะชวนไปถอนสักหน่อย โอกาสหน้าแล้วกัน” กรพูด ไอควันจางๆ ลอดริมฝีปาก
“หนูตะเภา” ผมเรียกเจ้าหนูตะเภา คราวนี้มันทำตัวเป็นเด็กดี วิ่งเหยาะๆ นำหน้า
ผมกับเจ้าหนูตะเภาวิ่งไปเรื่อยๆ จนเริ่มรู้สึกอุ่นขึ้น หิมะแรกของเดือนโปรยลงมาจากฟ้า เจ้าหนูตะเภากระโดดตัวลอย ไล่งับหิมะ ผมปลดสายจูงให้ มองเจ้าหนูตะเภาวิ่งควบอยู่ตัวเดียวในลานโล่ง ดีใจที่มันไม่รู้สึกเหงา แต่ก็เสียใจที่เห็นมันเดียวดายไร้เพื่อน
อากาศเย็น สะอาด ทำให้ผมนึกถึงศูนย์วิจัย ที่นั่น ผมเคยมีสังคมอีกแบบหนึ่ง แวดล้อมไปด้วยผู้ที่คุยกันรู้เรื่อง สนใจสิ่งเดียวกัน พูดภาษาเดียวกัน...ภาษาวิทยาศาสตร์
ผมคงไม่มีวันได้กลับไปที่นั่นอีก อนาคตผมจบลงตั้งแต่ชีวิตยังไม่เริ่มด้วยซ้ำ
เจ้าหนูตะเภาเห่าเรียก
ผมเดินไปหา ก้มมอง
ขาหน้าของแมวโผล่ออกมาจากใต้พื้นดิน เจ้าหนูตะเภาลงมือขุดหน้าตาตื่น
แม่แมวสีเทาถูกฝังอย่างขอไปทีในหลุมตื้นๆ ในท้องยังมีลูก ซึ่งตอนนี้ก็คงจะตายหมดแล้ว สภาพศพยับเยินบอกให้รู้ว่าถูกชน บ่อยครั้งที่กลุ่มวัยรุ่นจากต่างเมืองใช้ถนนของที่นี่เป็นสนามประลองความเร็ว คิดในแง่ดี อย่างน้อยก็ยังมีแก่ใจกลบฝัง ไม่สิ กรณีนี้ฆาตกรจงใจอำพรางศพมากกว่า
น่าสงสาร
ผมโอบร่างแมวเทาไว้ในอ้อมแขน สังเกตเห็นปลอกคอสีชมพูสวย มีที่อยู่เขียนไว้ชัด แต่สภาพอย่างนี้ สู้ให้เจ้าของคิดว่าหายหรือไปอยู่กับคนอื่นยังดีเสียกว่า ถ้าไม่เห็นศพก็ยังคิดในแง่ดีได้
ผมยอมรับว่าคิดโดยเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง ก็ถ้าเจ้าหนูตะเภา...ยับเยินแบบนี้ ผมยอมไม่รู้ไม่เห็นเสียดีกว่า
“คนเก่ง ไปนอนหลับในที่ที่อุ่นกว่านี้กัน” ผมกระซิบบอก ลูบขนที่แข็งกระด้างเพราะคราบเลือด
แม้ไม่อยากนึกถึง แต่ผมก็รู้ว่าแม่แมวไม่ได้ตายในทันที ในหัววาดภาพเธอส่งเสียง กระเสือกกระสนขึ้นจากหลุม จนกระทั่งตาย ไม่มีใครสน
เจ้าหนูตะเภาเดินหูตกหางตกนำผมกลับบ้าน หงอยไปถนัดใจ
ขณะเดินย้อนทางเดิม คู่หนุ่มสาวในเครื่องแบบพนักงานบริษัทเดินสวน สะดุ้ง ฝ่ายหญิงกระตุกแขนเสื้อฝ่ายชาย ดันเบียดให้ถอยห่าง ทั้งสองลอบมองผมด้วยสายตาแบบที่ผมคุ้นเคยดี
โรคจิต ฆ่าแมว ลูกตาหายไป กินไปแล้ว?
ผมได้ยินบทสนทนาชัดแจ๋ว แต่คร้านจะหันไปชี้แจง คนเราคิดอะไรได้พิลึกพิลั่น ตลกมากกว่าน่าโมโห
หิมะตกหนักขึ้น ผมก้มมองแมวเทาในอ้อมแขน ถ้ายังมีผ้าพันคอ ผมจะเอามาห่อร่างเธอไว้
เดิน
เดิน
เดิน
ปวดหัว
เสียงแตรรถดังสนั่น ดังกว่าเสียงนาฬิกาปลุกพันเท่า
ผมชะงัก รถวอลโว่V70 สีไทเทเนียมเกรย์ปาดหลบ เฉียดตัวผมไปนิดเดียว ล้อธอร์ฝากรอยครูดเป็นทางยาวบนพื้นถนน เจ้าหนูตะเภาเห่าลั่น เก็บหางมิด เจ้าของรถชะโงกหน้ามอง แว่นตาสะท้อนแสงสุดท้ายยามเย็น
วัชพืชถูกเหยียบบี้แบน
“เดินประสาอะไรของคุณ?” เขาถาม
คนนี้...ทัตสึมิ จำได้แต่ชื่อ เขาอยู่บ้านหลังตรงข้ามกับผม
ผมกล่าวขอโทษ กระชับร่างเปราะบางไร้ชีวิตในอ้อมแขน ไม่อยากให้เห็น
“คุณแมคอาแวร์” ทัตสึมิเสียงอ่อนลง เขาเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ออกเสียงนามสกุลผมถูกตั้งแต่ครั้งแรก
เจ้าหนูตะเภาเบียดขาผม ตัวสั่นเทา แต่ยังเปล่งเสียงเห่าเป็นชุด ทัตสึมิเขม้นมอง ท่าทางไม่ชอบใจ...เหมือนแมว?
ทัตสึมิไม่ค่อยชอบเจ้าหนูตะเภา
แต่เจ้าหนูตะเภาค่อนข้างชอบทัตสึมิ
ทั้งชอบ ทั้งกลัว
“จะไปไหนครับ?” ทัตสึมิถาม
“กลับบ้าน ฝ...”
“ถ้าไม่รังเกียจ ให้ผมไปส่งนะ” ทัตสึมิไม่รอให้ผมพูดจบ เขาเปิดประตูข้างให้
เจ้าหนูตะเภากระโจนขึ้นนั่งก่อนผมจะทันได้ขยับตัวเสียอีก มันชอบทัตสึมิ แล้วก็ชอบนั่งข้างคนขับด้วย
ผมปีนขึ้นนั่งเบาะหลัง พึมพำขอบคุณ
“แมวหรือลูกหมาครับ?” ทัตสึมิเอ่ยปากถาม เหลือบมองสิ่งที่อยู่ในอ้อมแขนผมผ่านกระจกส่องหลัง
“แมว ศพไม่สวย”
ทัตสึมิพยักหน้ารับรู้
“ฝังที่สวนบ้านผมสิ”
“...?”
“ผมชอบแมว”
....?
เป็นอันว่าแมวเทาได้หลับต่ออย่างสบายในสวนหลังบ้านใหญ่ของทัตสึมิ ดีกว่าตำแหน่งที่ผมตั้งใจพาเธอไปฝัง
กลับถึงตึก ร้านอาหารชั้นล่างปิดไปแล้ว ปิดเร็วกว่าทุกวัน เข้าใจว่ากิจการไม่ค่อยดี เจ้าของเคยเปรยว่าอาจไม่ต่อสัญญา ตึกเงียบเหงากว่าเดิม
ถ้าไม่มีร้านนี้ ชั้นล่างทั้งชั้นก็ว่างเปล่า วังเวงสุดขีด
เจ้าหนูตะเภาเลียมือผม ปลอบใจ
ความโดดเดี่ยวเป็นสิ่งที่ไม่ว่าจะอยู่กับมันนานแค่ไหนก็ไม่เคยชิน ผมเร่งฝีเท้าเดินขึ้นชั้นบน ไขกุญแจเข้าห้อง เพียงเพื่อจะปะทะกับความว่างเปล่าอีกครั้ง ห้องชุดขนาดใหญ่ที่ตกแต่งไว้เสียดิบดี มีค่าไม่ต่างจากโรงแรมราคาถูกที่เอาไว้ซุกหัวนอน
ผมอยู่คนเดียว
เจ้าหนูตะเภาเลียมือผม ส่งเสียงในคอเบาๆ
ผมถอดรองเท้า เดินไปยังห้องนอน ทิ้งตัวลงบนเตียงไร้ไออุ่น เจ้าหนูตะเภาปีนขึ้นมานอนหมอบข้างๆ
ดีที่ได้อยู่คนเดียว ปลอดภัย
แต่ก็ไม่ดีที่ต้องโดดเดี่ยว เหงา
เจ้าหนูตะเภาสอดหัวเข้ามาใต้มือ ส่งเสียงงี้ดเบาๆ ขนชื้นหิมะเสียดสีกับผ้าปูเตียง
“ไว้จะผสมน้ำอุ่นให้อาบนะครับ เจ้านาย”
ผมให้สัญญา...แต่ก็ผล็อยหลับไปยันเช้า...........
.................................................................................................
EVE:
(ขอยืมไอคอนมาใช้หน่อยนะโด๋ยจ๋า)
มือมันพาไป แล้วก็ไปเรื่อยเลย
*ขอร่วมปลิดปลิวกับโด๋ยซักวันได้มั้ย ปลิดปลิวเองแบบไม่ต้องง้อใครถีบน่ะ* สิ้นหวังแล้ว
Special Thanks - คุณจิตรกรกับคุณทัตสึมิ ขอบคุณที่มาเป็นดารารับเชิญนะคะ
อ้อ แล้วก็ภาพรถคุณทัตสึมิ...
ส่วนพวกรูปประกอบจะตามมาทีหลังนะคะ แหะๆๆๆๆ *เหงื่อแตกซิก*






ปล.ก็อบฟิคจากเวิร์ดลงบล็อคแล้วระยะห่างระหว่างบรรทัดมันแปลกๆ แฮะ....
เอ้า อีดิทดูดิ๊...ลงโน๊ตแพดก่อนแล้วค่อยมาลงบล็อค....จะแก้ปัญหาได้มั้ยเนี่ย..............
ปล.2 อีดิทแล้วเพิ่งเห็นคอมเมนต์ ขอบคุณมากๆ ค่ะ
)
)
ป.ล. ลองก็อปแปะใน word pad ก่อนสิคะ แล้วค่อยก็อปจากในนั้นแปะบล็อกอีกที
#1 By [BT] Shila @ Brown Sucre Bar on 2009-01-14 21:07