[Fanfic] MGSV: 1984 ตอนที่ 2

posted on 20 Apr 2016 15:08 by eveba in Fiction

Spoiler Alert!

Fanfiction เรื่องนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของ MGSV

 

 

1984

Chapter 2/3

‘Ocelot’

 

- 0 -

 

“If you want to keep a secret, you must also hide it from yourself.” 

― George Orwell1984

.

.

.

 

“If you loved someone, you loved him, and when you had nothing else to give, you still gave him love.”


― George Orwell1984

 

- 1 -

 

ย้อนกลับมายังปี 1984 ช่วงที่เรายังอยู่ในจุดเริ่มต้น

            ความทรงจำของผมอัดแน่นไปด้วยภาพผืนน้ำสะท้อนประกายแดด  ฐานกลางน้ำที่ค่อย ๆ ถูกขยายต่อเติมออกไป  และสหายใกล้ชิดที่ร่วมต่อสู้มาด้วยกัน

                หนึ่งในสหายเหล่านั้นคือ รีวอลเวอร์ ‘ชาลาชาชกา’ โอเซลอต

                โอเซลอตในภาพจำของผมเป็นหนุ่มใหญ่ผมสีซังข้าวโพดสวมชุดคาวบอย  ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปจากนั้น

               

“ยินดีต้อนรับกลับ  บอส”

                โอเซลอตจะพูดกับผมเช่นนั้นเมื่อผมกลับจากการทำภารกิจ

                บางวันเขายืนรอผมที่ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ท่ามกลางแดดร้อนเปรี้ยง  บางวันก็รอท่ามกลางสายฝน  แววตาที่เขามองผมบ่งถึงความห่วงใย  ความภาคภูมิใจและความรักเทิดทูน

                เป็นการยากที่จะไม่รู้สึกอะไรเลยกับบุคคลที่มองมาด้วยสายตาเช่นนี้

                ‘ความจริง’ ที่ผมรับรู้ในปี 1984 คือโอเซลอตเป็นสหายของผม  เป็นผู้คอยเฝ้าอารักขาผมยามโคม่ายาวนานถึง 9 ปี  หากผมจะไว้วางใจใคร  ผมควรไว้วางใจโอเซลอต  แต่ความทรงจำของผมในเวลานั้นกลับแทบไม่มีเรื่องราวของเขาบรรจุอยู่  เมื่อแรกพบผมจำเขาไม่ได้ด้วยซ้ำ  เขาเป็นผู้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเขาเอง  และเล่าเรื่องราวการพบกันครั้งแรกของเราให้ผมฟัง  เมื่อเขาเอ่ยถึงอดีต  ผมเห็นแววเคลิ้มฝันในดวงตาของเขา

                โอเซลอตทำได้ทุกอย่างเพื่อ ‘บิ๊กบอส’  ไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรมากไปกว่านั้น

                ผมไว้ใจเขา  เขาเทิดทูนผม  นั่นคือสายสัมพันธ์ของเรา

               

ความสัมพันธ์ของผมกับโอเซลอตมาถึงจุดเปลี่ยนในคืนฉลองวันเกิดของผม

            หรือหากพูดจากมุมมอง ‘บิ๊กบอส’  มันอาจเป็นการคืนกลับเข้ารูปเข้ารอยครั้งแรกหลังร้างราไปนาน

            หลังตัดเค้กวันเกิด  ผมปลีกตัวไปอยู่บนชั้นสองของอาคารที่ยังสร้างไม่เสร็จดี  ปล่อยให้ทหารทั้งหมดสนุกสนานกันตามสบายบนลานกว้าง  คืนนั้นมีการเปิดเพลงเสียงดังกระหึ่ม  พวกเขาดื่มกิน  จับคู่เต้นรำกัน  ภาพแห่งความสนุกสนานเช่นนี้เกิดไม่บ่อยนักในฐาน

                ผมยืนสูบซิการ์อยู่พักใหญ่  กว่าจะสังเกตเห็นทหารหญิงคนหนึ่งยืนยามอยู่บริเวณใกล้เคียง  ผมยังจำชั่วขณะนั้นได้แจ่มชัดจนถึงเดี๋ยวนี้  เธอยังสาว  รอยยิ้มน้อย ๆ ของเธอแฝงความเสียดายที่ไม่อาจไปร่วมสนุก  สายตาของเธอจับจ้องไปที่ทหารหนุ่มคนหนึ่ง  และแล้วอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย  เธอก็ร้องเพลงที่มีท่วงทำนองร่าเริง  เป็นการร้องด้วยเสียงแผ่วเบาให้ตัวเองฟัง  คล้ายการฮัมเพลงของไควเอ็ท  แต่เสียงสดใสไพล่ไปเหมือนเสียงของพาซอย่างน่าเจ็บปวด

 

Under the spreading chestnut tree,

When I held you on my knee,

We were happy as can be

Under the spreading chestnut tree

           

            ผมเคยได้ยินบทเพลงนั้นมาก่อน  แต่จำไม่ได้ว่าเคยได้ยินจากไหน  ขณะกำลังคิด  โอเซลอตก็เดินขึ้นบันไดมาและเอ่ยทักผม

                “ทำไมปลีกตัวมาเร็วนัก  บอส  งานนี้เราจัดเพื่อคุณ”

                เสียงเพลงขาดช่วงทันใด  ทหารหญิงรู้แล้วว่าเธอไม่ได้อยู่ลำพัง  เธอเหลียวขวับมาเจอผมกับโอเซลอต  ลนลานกระทำวันทยหัตถ์  ถึงกับแทบทำปืนหลุดมือ  ผมนึกเอ็นดูเธอ

                “ไปสิ  ไปร่วมสนุก”  ผมพยักพเยิด  ส่งยิ้มให้  “ฉันจะอยู่ยามตรงนี้แทนเอง”

                “ขอบคุณค่ะ  บอส!” เธอตอบขึงขังและวิ่งลงไปข้างล่างอย่างรวดเร็ว  ไม่รอให้พูดซ้ำสอง

                โอเซลอตมองผมด้วยสายตาแปลก ๆ  เขาคงคิดว่าผมจะทำวินัยทหารหย่อน  ผมแบ่งซิการ์ให้เขาโดยรู้อยู่แล้วว่าเขาจะปฏิเสธ

                “คืนนี้ปล่อยให้หนุ่มสาวสนุกกันบ้างเถอะ  และสำหรับคำถาม..พวกเขาจะเกร็งถ้าฉันยังอยู่ตรงนั้น”  ผมบอกโอเซลอต  ขณะยังพยายามรำลึกอดีตเลือนราง  “ฉันเคยได้ยินเพลงนั้น  จำไม่ได้ว่าได้ยินที่ไหน  นายโผล่มาขัดจังหวะ  ถ้าได้ฟังท่อนต่อไปอาจนึกออก”

                โอเซลอตมองผมอยู่อึดใจหนึ่ง  แล้วเขาก็ทำให้ผมแปลกใจ...

 

Under the spreading chestnut tree,

I’ll kiss you and you’ll kiss me

Oh, how happy we will be

Under the spreading chestnut tree

 

                เขาเอ่ยท่อนต่อไปของเนื้อเพลงออกมา  ขณะสายตายังจับนิ่งอยู่ที่ผม

                “นึกออกแล้วหรือยัง”  เขาถาม  เมื่อพูดประโยคถัดไป  บนใบหน้าของเขามีรอยยิ้มคล้ายแมวเจ้าเล่ห์ประดับ  “ถ้านึกออกแล้ว  นึกต่อให้ไวว่าคุณจะตอบแทนผมยังไง  บอส”

                ผมจูบเขาหลังจบประโยคนั้น  จูบที่ปาก

                ผมเพียงแต่ทำลงไป  ทุกอย่างเป็นธรรมชาติ  เหมือนเป็นสิ่งที่ปฏิบัติกันมาจนคุ้นชินอยู่แล้ว  ง่าย ๆ อย่างนั้นเอง  จากนั้นเขาก็ยิ้มให้ผมและผละจากไป  คืนนั้นไม่มีการร่วมเพศ --- ยังไม่มี  แต่นั่นนับเป็นจุดเปลี่ยน

                เมื่อผมย้อนระลึกถึงเหตุการณ์คืนนั้นในอีกหลายปีต่อมา  บางครั้ง...แค่บางครั้ง  เนื้อเพลงที่โอเซลอตเอ่ยจะเปลี่ยนไป  ไม่ก็เนื้อเพลงที่ทหารหญิงคนนั้นร้องจะเปลี่ยนไป

                อย่างไรเสีย  มันก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 1984

 

จากคืนนั้น  โอเซลอตไม่ได้เป็นเพียงสหายร่วมอุดมการณ์ผู้ไว้ใจได้สำหรับผม

            ผมแน่ใจว่าระหว่างเรามี...หรือเคยมี...สายใยผูกพันพิเศษไปกว่าสหายศึก  ผมเริ่มพูดคุยกับเขามากขึ้น  ไม่เฉพาะเรื่องที่จำเป็นต่อการบริหารฟื้นฟู ไดมอนด์ ด็อกส์  แต่รวมถึงเรื่องเล็กน้อย  ผมพูดกับเขาเกี่ยวกับความรู้สึกแปลกพิกลยามปฏิบัติภารกิจ  ความอึดอัดยามต้องฆ่า  ความรำคาญต่ออาการเห็นสีไม่ครบที่เกิดเป็นระยะ  ไล่ไปจนถึงความรู้สึกโหยหาอดีตลึก ๆ ที่ผมไม่สามารถอธิบายได้

                ...รวมทั้งเรื่องพาซ

                ผมบอกโอเซลอตในคืนหนึ่งว่าพาซอาการไม่ค่อยดี  ผมแน่ใจว่าทีมแพทย์ของเราดูแลเธออย่างดี  แต่สภาพจิตของเธอดูจะยังไม่ปกติ  เธอยังฝังใจเรื่องระเบิด  และผมเห็นว่าแผลของเธอมีรอยฉีก  เป็นไปได้ว่าเธอทำร้ายตัวเอง

                “บอส”  เสียงของโอเซลอตแปร่งไปชั่วขณะ  แต่แล้วเขาก็เอ่ยต่ออย่างรวดเร็ว  “ไม่ต้องห่วง  ผมจะคอยดูเธอระหว่างที่คุณไปทำภารกิจ”

                “ขอบใจ”

                “ถ้าคุณไปเยี่ยมเธออีกครั้ง...”  โอเซลอตหยุดพูดกลางประโยค  ยิ้มให้  “ไม่มีอะไร  คุณวางใจเถอะ”

                “ฉันนึกว่าเราต้องเสียเธอไปแล้ว  ดีจริงที่เราช่วยเธอไว้ได้”  ผมยิ้มตอบเขา  “ดีจริงที่เธอยังอยู่กับเรา”

                “ใช่  เป็นเรื่องดีจริง ๆ”  เขารับ

                ถัดจากนั้นผมไปเยี่ยมพาซที่เมดิคัลแพลตฟอร์มอีกหลายครั้ง  สภาพของพาซเลวร้ายลง  เธอยังคงกลัวว่าในตัวมีระเบิด  ทั้งที่ระเบิดเหล่านั้นถูกนำออกไปหมดแล้ว  ท้ายที่สุด  ผมเห็นเธอฉีกแผลต่อหน้าต่อตา  ลำไส้ของเธอทะลักออกมาจากแผล  เธอล้วงเข้าไปในช่องท้อง  ควานหาระเบิดที่ไม่ควรจะมีอยู่จนเจอ  เธอยื่นระเบิดมาข้างหน้าผมด้วยมือเปื้อนเลือด  แล้วระเบิดก็ทำงาน

                ตูม!

                เมื่อผมได้สติขึ้นมาอีกครั้ง  ห้องผู้ป่วยทั้งห้องก็หายไปแล้ว  ไม่ใช่ด้วยแรงระเบิด  แต่เพราะมันไม่มีอยู่ตั้งแต่แรก

                ไม่มีห้องผู้ป่วย

                ไม่มีระเบิด

                ไม่มีพาซ

                มีเพียงผมที่เห็นภาพหลอนไปเองคนเดียวมาตลอด

                วันที่ตระหนักถึงเรื่องนี้  ผมเดินจากเมดิคัลแพลตฟอร์มกลับคอนโทรลแพลตฟอร์มอย่างเลื่อนลอย  พาซตายไปนานแล้ว  ผมรู้ด้วยว่าเธอตายไปนานแล้ว  ตายตั้งแต่ 9 ปีก่อน  แต่กระนั้นผมกลับสร้างภาพหลอนเป็นตุเป็นตะว่าเธอยังมีชีวิตอยู่

                ผมตอบตัวเองไม่ได้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ผมแยกภาพหลอนกับความจริงไม่ออก  และมีอะไรอีกบ้างที่เป็นภาพหลอน

                ผมเดินเท้าฝ่าแดดกลับไปจนถึงคอนโทรลแพลตฟอร์ม  ขณะนั้นโอเซลอตกำลังฝึกทหาร  แดดร้อนเปรี้ยงทำให้ร่างทุกคนชุ่มเหงื่อ  แต่ผมกลับรู้สึกเย็นเยียบไปทั้งตัว  เป็นไปได้หรือไม่ว่าผมเป็นบ้าและไม่รู้ตัวว่าบ้า  โอเซลอตสังเกตเห็นผมและปล่อยให้ทหารฝึกซ้อมยิงเป้ากันต่อไป  เขาจับไหล่ผม  พาเดินเข้าร่ม  ประโยคแรกที่เขาถามคือ

                “บอส  พาซอาการแย่ลงหรือ”

                เท่านั้นเอง  ผมอุ่นวาบในอก

                โอเซลอตรู้!  เขารู้แต่แรกว่าผมเห็นภาพหลอน  แต่กลับเลือกที่จะเล่นละครตามไป  ไม่ด่วนทำลายความฝันแสนสุขของผมลง

                “พาซตายแล้ว”  ผมตอบเขา

                “บอส...”

                “เธอตายไปนานแล้ว  ตั้งแต่ 9 ปีก่อน”

                โอเซลอตนิ่งไปชั่วครู่  แววแห่งความเข้าใจฉายวาบผ่านดวงตาสีเทา  แล้วเขาก็ตอบรับเรียบง่าย  “ใช่  เธอตายไปตั้งแต่ 9 ปีก่อน”

                ถัดจากนั้น  เราแยกย้ายกันเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

                ตกเย็น  ผมเดินกลับไปยังทางเชื่อมสู่เมดิคัลแพลตฟอร์ม  แม้รู้ว่าสุดปลายทางไม่มีพาซรอคอย  แต่ผมก็อยากจะไปที่นั่นอีกครั้ง

                “บอส”  โอเซลอตยืนพิงรถคอยผมอยู่ก่อนหน้า  เขามองผมเหมือนรู้อยู่แล้วว่าผมจะต้องมา

                ผีเสื้อสีน้ำเงินแกมดำตัวหนึ่งบินตัดผ่านระหว่างเราไป  ผมมองตาม  โอเซลอตมองตามสายตาผม

                “ฉันเห็นผีเสื้อ”  ผมเอ่ย  “มันมีจริงไหม”

                “ถ้าคุณว่าจริง...ก็จริง”  เขาตอบ

 

ใต้สะพานเชื่อมระหว่างแพลตฟอร์มมีทางเดิน

            โอเซลอตหยุดรถที่กึ่งกลางสะพานเชื่อม  เดินนำผมลงบันไดแคบ  ผมไต่บันไดตามเขาลงไปใต้สะพาน  ผมคิดว่าเขาจะขับรถพาผมไปส่งที่เมดิคัลแพลตฟอร์ม  แต่เขากลับนำผมมาที่นี่

                กลิ่นน้ำทะเลปะทะจมูกผม  เมื่อมองออกไป  ผมเห็นมหาสมุทรทอดตัวยาวสุดตา  ได้ยินเสียงคลื่นสาดซัดดังกึกก้อง  เราอยู่ใกล้ผืนน้ำเหลือเกิน

                “ที่นี่ไม่มีเครื่องบันทึกเสียง  ไม่มีกล้อง”  โอเซลอตกล่าว  ผ้าพันคอสีส้มของเขาสะบัดไปตามสายลมแรง  แต่สายตาของเขาจับนิ่งอยู่ที่ผม

                สายตาอ่อนโยน

                ผมวางมือลงบนไหล่เขา  ซึมซับความอบอุ่นที่ซ่านผ่านเนื้อผ้าขึ้นมา

                บางอย่างในท่าทีของโอเซลอตทำให้ผมไว้วางใจ  อุ่นใจ  สายตาของเขาเหมือนจะบอกว่าผมไม่จำเป็นต้องพูด  เขาเข้าใจดี  เขาเข้าใจทุกอย่าง  ผมไม่จำเป็นต้องปิดซ่อนอะไรและไม่จำเป็นต้องสารภาพอะไรเช่นกัน  เขารู้ทุกสิ่งทุกอย่างในใจผมอยู่แล้ว  ความรู้สึกว่าเรามีบางอย่างเชื่อมโยงกันท่วมท้นตัวผม  โดยเฉพาะเวลานี้

                ผมบีบบ่าเขา  เขาวางมือลงบนมือผม  นำมันเข้าไปสู่ความอบอุ่นใต้ผ้าพันคอ  ชีพจรของเขาเต้นตุบอยู่ใต้ผิวอุ่นจัด

                “นายมีตัวตนใช่ไหม”  ผมถามเขา

                โอเซลอตอยู่ใกล้  ใกล้มาก  ผมได้กลิ่นแดด  เห็นริ้วรอยที่พาดผ่านใบหน้าของเขา  เขาดูเป็นมนุษย์  มีแววของความเหนื่อยล้า  ไม่สมบูรณ์แบบ  ภาพพาซผุดขึ้นมาเป็นตัวเปรียบเทียบ  พาซที่อยู่ในห้วงหลอนของผมเป็นเด็กสาวสวยสมบูรณ์แบบ  ยกเว้นแผลที่หน้าท้องของเธอ  แผลที่เธอฉีกกระชากด้วยมือ  ล้วงเข้าไป---

                “คุณคิดถึงเธอ”  โอเซลอตดึงผมเข้าไปกอด  อ้อมกอดกระชับแน่น  มั่นคง

                “เธอจากไปแล้ว”  ผมเอ่ย  ฝืนใจยอมรับข้อเท็จจริง

                “ไม่หรอก  คุณไม่เชื่ออย่างนั้น  ไม่จำเป็นต้องเชื่ออย่างนั้นด้วย”  เขากระซิบ  น้ำเสียงอ่อนโยนเหมือนพูดกับเด็กน้อย  “ให้ผมยืนยันกับคุณเรื่องหนึ่งเถอะ  ไม่มีใครจากไป  ทุกคนยังอยู่  พาซยังอยู่  เธออยู่กับเราที่นี่เสมอ  ตราบใดที่คุณระลึกถึงเธอ”

                เขาพูดเหมือนพาซ  ไม่...พูดเหมือนเสียงพาซจากความคิดผม  เขาพูดเหมือนผม  คิดเหมือนผม

                “โอเซลอต---“

                “ผมไม่ใช่อดัมของคุณแล้วเหรอ”  เขาจูบผมที่เปลือกตา

                ถัดจากนั้นเป็นความรีบเร่ง  เลือนราง  ผมโถมเข้าหาเขา  ดึงผ้าพันคอของเขาออก  สัมผัสลำคอเปลือยเปล่า  ปลดกระดุมเสื้อ  ฝังหน้าลงไปบนผิวที่มีรอยแดดเผา  ไล้มือไปตามร่างที่กึ่งจะคุ้นเคยแต่ก็ไม่คุ้น  บดจูบ  ขบกัด  ได้ยินเสียงครางเบา ๆ สนองตอบกลับมา  ใบหูของผมร้อนผ่าว  หัวใจเต้นกระหน่ำ  เวลาคล้ายจะเดินเร็วขึ้นจนหายใจตามไม่ทัน  ผมปลดเปลื้องตัวเองออกจากชุด  เบียดร่างเข้าไประหว่างต้นขาสองข้างที่เปิดรับ...

                แต่ไม่มีอะไรมากกว่านั้น  ไม่มีกิจกรรมทางเพศเกิดขึ้น

                มีไม่ได้

                ร่างกายส่วนที่จำเป็นไม่ตอบสนอง

                เวลาเดินเชื่องช้าลง  เขาโอบผมไว้ขณะนอนราบกับพื้น  ลูบศีรษะผมเบา ๆ  ผมแนบหน้ากับอกเขา  ฟังเสียงชีพจรสม่ำเสมอ  ฟังเสียงน้ำทะเล

                ความอบอุ่นจากร่างกายขัดแย้งกับความหนาวของสายลม

               

ปี 1984  ผมใกล้ชิดกับไควเอ็ทบ่อยครั้ง

            ลักลอบเอากัน --- หากจะใช้คำตรงไปตรงมา

                เธอต้องการ  ผมเต็มใจ

                พวกเราจะลงสนามด้วยกัน  ปฏิบัติภารกิจจนเสร็จสมบูรณ์  และใช้เวลาหลังจากนั้นในการเอากันบนทุ่งหญ้า  ใต้เงาไม้  ในป่า  หรือในบ้านร้างสักหลังที่เรามั่นใจว่าจะไม่ถูกตรวจจับ  เราทิ้งเครื่องมือสื่อสารเอาไว้ห่างไกลตัว  เอากันครั้งแล้วครั้งเล่า...ก่อนจะเรียกเฮลิคอปเตอร์มารับพวกเรากลับไป

                ผมเป็นมนุษย์ปุถุชน  มีเลือดเนื้อ  มีแรงขับทางเพศ  แน่ละ  สาวรูปร่างสวยสวมบราตัวเดียวกับถุงน่องโปร่งเห็นทะลุถึงชั้นในทำให้ผมเกิดอารมณ์

                การร่วมเพศกับไควเอ็ททำให้ผมรู้สึกมีชีวิต

                โอเซลอตเป็นผู้สนับสนุนให้ผมพาไควเอ็ทออกมาปฏิบัติภารกิจด้วย  เธอเป็นสไนเปอร์ฝ่ายศัตรู  แม้ว่าผมจะจับเป็นเธอกลับมาก็ไม่ได้เปลี่ยนข้อเท็จจริงนี้  เธอยังคงเป็นศัตรู  ผมเคยระแวงเธอ  คิดว่าเธอจะหาโอกาสฆ่าผม  การที่เธอยอมให้ผมจับกลับมาง่าย ๆ ย่อมมีจุดประสงค์บางอย่างแอบแฝง  แต่หลังจากเธอปลดบราสีดำตัวนั้นต่อหน้าผม  ทอดร่างให้ผม  ความระแวงของผมก็เจือจางไป

                เธอช่างดูมีชีวิตชีวาเมื่อขยับขึ้นลงอยู่บนตัวผม

                เธอสวย

                ความเต่งตึงของผิวพรรณ  ความคอดเว้าของช่วงเอว  ความนุ่มนวลของสองเต้า  ความงดงามของวัยสาวที่เธอครอบครอง  และความพึงพอใจที่ฉายผ่านแววตาขณะร่วมเพศ  ทั้งหมดนี้จับใจผม

                เธอมีชีวิต  เป็นมนุษย์  ไม่ว่าจะถูกดัดแปลงไปมากแค่ไหนก็ตาม

                ผมไม่แน่ใจว่าความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเมื่อไร  แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง  การร่วมเพศของเราไม่ใช่แค่การบำบัดความใคร่ให้กันและกัน  ผมใกล้ชิดกับเธอ  ผูกพันกับเธอ  บางครั้งก็รู้สึกเหมือนเธอเป็นส่วนหนึ่งของตัวผม  เราปฏิบัติภารกิจเสี่ยงชีวิตด้วยกันนับครั้งไม่ถ้วน  ปกป้องชีวิตของกันและกัน  ผมฆ่าเพื่อเธอ  เธอฆ่าเพื่อผม  เราร่วมรักกัน...ร่วมรักกัน...ร่วมรักกัน

                ...รักกัน

                ผมอยากให้วงจรชีวิตของเราดำเนินไปเช่นนี้เรื่อย ๆ  แต่ผมก็รู้ว่าเป็นไปไม่ได้  เธอยังคงเป็นศัตรู  ตลอดช่วงเวลาที่เรามีร่วมกัน  ไม่ว่าจะเป็นส่วนตัวหรือไม่  ไควเอ็ทไม่เคยพูดเลย

                เธอเงียบเหมือนกับฉายาของเธอ

                ไม่พูด  ไม่หายใจ

                แต่เธอก็ยังเป็นมนุษย์

               

มีสิ่งหนึ่งที่กองโจรอัฟกันกลัว...การสอบสวนของโอเซลอต

                ความจริงไม่ใช่แค่กองโจรอัฟกัน  แม้แต่ในหมู่ทหารของเราเองก็เช่นกัน  ชื่อเสียงเรื่องนี้ของเขาฉาวโฉ่

                ฉายาชาลาชาชกาของโอเซลอตนั้นส่วนหนึ่งได้มาจากฝีมือการสอบสวน  ลือกันว่าเขาสามารถทำให้คนคนหนึ่งทรยศแม้แต่พ่อแม่พี่น้องของตัวเอง  และก็ลือกันอีกว่าการทรมานผู้ถูกสอบสวนของเขาโหดเหี้ยมมาก

                มีสิ่งหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจ  การทรมานเชลยกับการสอบสวนนั้นแยกออกจากกันไม่ได้

                ผมได้ยินทหารในฐานคุยกันว่าโอเซลอตชอบการทรมาน  แต่สิ่งที่ผมได้ยินเจ้าตัวพูดก็คือการทรมานควรจะทำให้สั้นที่สุด  มิฉะนั้นก็จะเจ็บปวดกันทั้งฝ่ายทรมานและผู้ถูกทรมาน  ตัวผมเองนึกภาพไม่ออกว่าบุคคลที่มักแสดงท่าทีเมตตาเชลยเช่นเขาจะสอบสวนอย่างโหดเหี้ยมได้ยังไง  และเขาเคยบอกผมไว้ก่อนแล้วว่าข่าวลือเกี่ยวกับตัวเขาเลวร้ายเกินจริง  แต่ทหารแทบทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเขาเป็นผู้สอบสวนและนักทรมานที่น่ากลัว

                ผมเคยเห็นโอเซลอตสอบสวนมาบ้าง  แต่การสอบสวนเชลยส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นตอนผมไม่อยู่ที่ฐาน  ทหารที่อยู่ในเหตุการณ์ไม่พูดถึงเรื่องนี้  และคงแปลกหากผมจะจี้ถาม  ในเมื่อไม่เคยเห็นความเหี้ยมโหดด้วยตาตัวเอง  ผมก็จำต้องเลือกระหว่างจะเชื่อสิ่งที่คนอื่นพูดเกี่ยวกับโอเซลอต  หรือเชื่อคำพูดของตัวโอเซลอตเอง

                ไม่มีใครทนการสอบสวนอย่างนั้นได้หรอก  พวกเขาพูดกันเช่นนั้น

                แต่ไควเอ็ทยังคงเงียบภายใต้การสอบสวนของโอเซลอต

                ถ้าการสอบสวนของโอเซลอตเปิดปากทุกคนได้  ไควเอ็ทก็เป็นกรณียกเว้น

                ผมอยู่ด้วยขณะที่เธอถูกช็อตไฟฟ้า  การทรมานดำเนินไป  ความเจ็บปวดยกระดับขึ้น  แต่เธอก็ยังคงเงียบ  แม้แต่ตอนที่คาซก้าวเข้ามาแทรกและสาดน้ำเกลือใส่เธอก็ยังไม่ปริปาก  ผิวหนังของเธอถูกดัดแปลง  น้ำเกลือสำหรับเธอก็เปรียบเสมือนน้ำกรด  ผมนับถือความอดทนของเธอ  นับถือน้ำใจเธอ  ยิ่งเมื่อรับรู้เหตุผลในภายหลังก็ยิ่งนับถือ

                เธอทรมาน  แต่เธอช่างแกร่ง  อดทนเหลือเกิน

                ความอดทนของผมขาดก่อนเธอ  ผมเสียอีกที่ถึงจุดทนไม่ได้  ผมกำลังจะก้าวเข้าไป  แต่...

                “พอแล้ว!”  โอเซลอตสั่งจบการสอบสวน

                เขาราดน้ำชะเกลือออกจากผิวไควเอ็ท  อีกครั้งที่ผมเห็นความอ่อนโยนทั้งในแววตาและในการกระทำของเขา  สีหน้าของเขาบอกชัดว่าทนเห็นภาพตรงหน้าไม่ได้อีกต่อไป  และสายตาของเขากำลังประณามว่าคาซทำเกินเลย

                “ถ้าไควเอ็ทจะฆ่าบอส  เธอทำไปนานแล้ว  เธอมีโอกาสตั้งมาก”  โอเซลอตโต้กับคาซทำนองนั้น  เขาคิดแบบเดียวกับผม

                ใช่ เธอมีโอกาสตั้งมาก  แต่เธอไม่ทำ

                “ไม่สำคัญหรอกว่าเธออยู่ที่นี่ทำไม  ตอนนี้เธอทำงานให้คุณ”  เขาหันมาพูดกับผมโดยตรง  “เธอตกหลุมรักตำนานเข้าแล้ว”

                “ทำไมแน่ใจนัก”  คาซถาม

                “เพราะฉันก็เคยผ่านช่วงนี้มาเหมือนกัน”  โอเซลอตตอบ

                เขาพูดกับคาซ  แต่สื่อสารถึงผม

                ผมได้แต่ยืนอยู่ตรงนั้น  จ้องมองเขาเหมือนไอ้งั่ง  ปล่อยให้ความนุ่มนวลในแววตาและความมั่นคงในน้ำเสียงของเขาแทงทะลุผม

                เขาไม่ได้บอกออกมาตรง ๆ  ขณะเดียวกันก็ตรงมาก

                วิธีที่เขาสื่อสารกับผม  จังหวะที่เขาเลือก  ทุกสิ่งทุกอย่างพอเหมาะพอเจาะ

                ขณะที่ผมรักไควเอ็ทที่สุดเท่าที่ชายคนหนึ่งจะพึงรักหญิงคนหนึ่งได้  ความรู้สึกที่ผมมีให้โอเซลอตก็ระอุขึ้นมาจนผมไม่รู้จะทำอย่างไร

                เขาปกป้องไควเอ็ทแทนผม  เข้าใจผม  ยืนอยู่ข้างผม

                ไม่เหมือนกับความรักแผดเผาที่ผมมีต่อไควเอ็ท  สิ่งที่ผมรู้สึกกับโอเซลอตคือการยอมรับและความอบอุ่นใจ

               

ผมเสียไควเอ็ทไปหลังจากนั้นไม่นาน...ปีเดียวกัน  ปี 1984

            ความเจ็บปวดเหมือนคราวสูญเสียพาซย้อนกลับมาหาผมอีกครั้ง

                เช่นเดียวกับพาซ  เธอยอม ‘ไป’ เพื่อปกป้องผม

                ผมพยายามที่จะฉุดเธอกลับมาครั้งหนึ่ง  แต่การไปครั้งที่สองซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย  ผมไม่สามารถฉุดเธอไว้ได้  เธอทิ้งไว้แต่เพียงเทปบอกเล่าความในใจ  ผมมีโอกาสได้ยินเสียงพูดของเธอก็ต่อเมื่อตัวเธอจากผมไปแล้ว

                …จากไปเพื่อตายเพียงลำพัง

                บางอย่างในตัวผมแตกสลาย  ผมรู้สึกเหมือนตนเองตายตามเธอไปด้วย  แต่ผมก็ยังคงมีชีวิตอยู่  ยังหายใจ

                “จอห์น”  โอเซลอตประคองหน้าผม  สบตา

                เราอยู่กันเพียงลำพังในที่ของเรา  ที่ที่ไม่มีกล้องบันทึกภาพ  ไม่มีเครื่องบันทึกเสียง

                ที่ที่ใกล้น้ำทะเลที่สุด

                “ฉันจะพยายาม...”  ผมบอกเขา  เสียงแห้งหายไปก่อนจบประโยค

                “ไม่  คุณไม่ต้องพยายามอะไรทั้งนั้น”  เขาโอบผมเอาไว้  สอดมือไปใต้เส้นผม  จูบดวงตาข้างที่บอด  “ได้โปรด  ไม่จำเป็นต้องพยายาม”

                ผมตะปบคว้าร่างเขา  ยึดจับเหมือนคนจมน้ำคว้าเชือก  รัดแน่น

                หากผมร้องไห้  ผมก็ไม่ได้ยินเสียงของตัวเอง

                เสียงคลื่นทะเลดังกลบทุกสิ่ง

 

โอเซลอตเห็นทุกด้านของผม  ทั้งข้อตำหนิและความอ่อนแอ  แต่สายตาของเขาไม่เคยเปลี่ยน

            เขายังคงมองผมด้วยสายตารักเทิดทูน  เชื่อมั่น  มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งอยู่ในดวงตาคู่นั้นแม้เขาจะไม่เคยเอ่ยปาก

                สายตาเทิดทูนของทหารมีไว้ให้ชายผู้เป็นตำนาน  ยิ่งใหญ่ไม่มีใครโค่นได้  ผมจะต้องยืนหยัดเพื่อตอบสนองความคาดหวังนั้น  ต้องเข้มแข็งไร้จุดอ่อนเพื่อรักษาความเคารพนับถือนั้นเอาไว้  ผมเคยคิดว่าสายตาเทิดทูนของโอเซลอตก็คงเป็นแบบเดียวกัน  หลงติดอยู่ในภาพเลิศลอยของตำนานเช่นเดียวกัน  แต่เขาต่างออกไป

                เคยหลงรักตำนานมาครั้งหนึ่ง  แต่ผ่านช่วงนั้นไปแล้ว  และยังรักไม่เปลี่ยนแปลง  นั่นคือสิ่งที่เขาบอก  ไม่ได้บอกด้วยคำพูด  แต่ด้วยการยืนอยู่เคียงข้างและเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่าง

                ผมคือบิ๊กบอส  ผมคือตำนาน

                ผมคือชายวัยกลางคน  ตาบอดข้างหนึ่ง  แขนด้วนข้างหนึ่ง

                โอเซลอตเห็นความจริงทั้งสองด้านและยืนอยู่ข้างผม

                เขายอมภักดีต่อผมโดยไร้เงื่อนไข  และเพราะเหตุนั้น...ในแง่หนึ่ง  ผมยอมสยบต่อเขาเช่นกัน

 

บ้านจะเป็นบ้านก็ต่อเมื่อมีคนอยู่ที่นั่นและรอเรากลับไป

            ปี 1984  ฐานแม่คือบ้านอันอบอุ่นของผม

                ด้วยการบริหารของโอเซลอตและคาซ  ภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งปี  ไดมอนด์ ด็อกส์ เติบโตยิ่งใหญ่กว่าที่มันเคยเป็นมา  ฐานแม่แผ่ขยายกิ่งก้านออกเหนือมหาสมุทร  กลายเป็นสถานที่ใหญ่โตกว่าที่ผมนึกฝันไว้แต่แรก  และกลายเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยความทรงจำระหว่างผมกับสหายผู้ล่วงหน้าไปก่อน  ยามมองสถานที่นี้จากบนฟ้า  ผมภาคภูมิและเจ็บปวดไปพร้อมกัน  เพื่อความฝันที่เป็นไปได้ยากยิ่ง  และอาจไม่กลายเป็นความจริงในช่วงชีวิตของเรา...เราทุกคนสูญเสียไปมากเหลือเกิน

                พีควอดพาเฮลิคอปเตอร์บินวน  ก่อนร่อนลงจอด

                “โฮ่ง!”  ดีดีเห่าต้อนรับ  กระดิกหางรัว  ขณะที่ทหารนายอื่น ๆ ยืนตรง  ตั้งแถวรอรับผม

            “ว่าไง  ดีดี”  ผมลูบหัวเจ้าหมา  มันกระโจนขึ้นมาเลียหน้าเลียตาตั้งแต่ผมยังไม่ทันลงจากเฮลิคอปเตอร์

                “บอส  กลับฐานบ่อยหน่อยเถอะ  ดีดีคิดถึงคุณ”  โอเซลอตก้าวออกมาต้อนรับผม  ดีดีโจนลงไปนั่งข้าง ๆ  พยายามจะทำตัวเรียบร้อยต่อหน้าครูฝึก  แต่ขาหน้าก็ยังซอยสลับกัน  นั่งแทบไม่ติด

                “แล้วโอเซลอตล่ะคิดถึงด้วยหรือเปล่า”

                “ยุ่งกับการฝึกทหารอยู่ทุกวัน  จะเอาเวลาที่ไหนไปคิด---“

                “ฉันถามดีดี”  ผมก้มไปมองดีดี  ลูบหัวมัน  “หือ  นายคิดว่าไง  ดีดี”

                “โฮ่ง!”  ดีดีส่ายหาง  ตาเป็นประกาย

                “อ้อ  ครูฝึกแกก็คิดถึงฉันสินะ”  ผมยิ้ม

                “บอส  คุณพูดภาษาดีดีได้ตั้งแต่เมื่อไหร่”  โอเซลอตนิ่วหน้า

                “แมวยังฝึกหมาได้  ทำไมงูจะคุยกับหมาไม่รู้เรื่องล่ะ”  ผมกระเซ้า

                ดีดีทนนั่งเรียบร้อยไม่ไหว  กระโจนเข้ากอดฟัดผมจนล้มหงายไปด้านหลัง  ผมปลุกปล้ำเล่นกับมัน  ปืนบรรจุกระสุนยาสลบบังเอิญลั่นใส่โอเซลอตที่ยืนอยู่ใกล้สุด

                “2 + 2 = 5”  โอเซลอตพึมพำสมการผิด ๆ ขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย  เขาเซไปทางหนึ่งแล้วพยายามทรงตัวอีกรอบ  สะบัดหัว  “ยาสลบ...ใช้กับผมไม่ได้ผล...”

                ผมหัวเราะ  “ไหน  เมื่อครู่ว่า 2 + 2 เท่ากับเท่าไหร่นะ”

                2 + 2 = 5  ผมเคยได้ยินโอเซลอตพูดมาแล้วมากกว่าหนึ่งครั้ง  เขามักจะพูดออกมายามเผลอไผล  ตอนนั้น...ผมยังไม่รู้ความหมายที่แท้จริงหลังประโยคดังกล่าว

            เมื่อผมเหลือบมองไปด้านบน  คาซกำลังมองลงมา  เขาหลบไปทันทีที่เห็นว่าโอเซลอตอยู่กับผม

                แม้ว่าคาซกับโอเซลอตจะร่วมกันบริหาร ไดมอนด์ ด็อกส์ อย่างมีประสิทธิภาพ  แต่ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาเองกลับไม่ราบรื่น  คาซเคยเตือนผมให้ระวังโอเซลอต  ส่วนโอเซลอตเคยบอกว่าหากจะขอความเห็นชอบจากคาซ  สู้ทำลงไปก่อนแล้วค่อยขออภัยทีหลังดีกว่า

                “คราวนี้เรื่องอะไร”  ผมถาม

                “คาซไม่พอใจที่ผมสอบสวนเชลยซ้ำ  เขาเชื่อว่าข้อมูลที่ได้จากการสอบสวนของตัวเองถูกต้อง  แต่เชลยคนนั้นโกหก”  โอเซลอตอธิบาย

                “รู้ได้ยังไง”

                “บอส  ไม่มีใครในโลกโกหกแนบเนียน  ต่อให้เป็นสายลับที่เชี่ยวชาญที่สุด  ปิดปากเงียบที่สุด  ก็ยังส่อพิรุธบางอย่างเสมอ”

                “เสมอเลยหรือ”

                “ใช่  การปกป้องข้อมูลลับที่ดีที่สุดก็คือลืมมันไปเสีย”

                “ฉันจะรู้ได้ยังไงถ้านายโกหก”  ผมถามต่อด้วยความใคร่รู้

            “คุณไว้ใจผมได้”  โอเซลอตชะงัก  ขมวดคิ้ว  “คุณรู้ดี  ผมไม่มีทางทรยศคุณ”

            “ฉันหมายถึงเราจะดูออกได้ยังไงหากใครสักคนโกหก”

                คิ้วของโอเซลอตขยับยกขึ้นเล็กน้อย  นั่นทำให้ตาของเขาดูไร้พิษภัยอย่างเหลือเชื่อ  แต่กระนั้นผมก็สังเกตเห็นวี่แววการประเมิน  เขาประเมินอะไรบางอย่างจากสีหน้าของผม  สีหน้าของเขาตึงเครียดขึ้นชั่วเสี้ยววินาทีหนึ่งและผ่อนคลายลง  แทบจับสังเกตไม่ออก

                “ดวงตาเป็นอวัยวะที่ซื่อตรงมาก  มันตอบสนองต่อสิ่งเร้าทั้งจากภายนอกและภายใน”  เขาเอ่ยช้า ๆ ขณะมองตาผม  “ผมหมายถึงสภาวะแวดล้อมและสภาพจิตใจ  มันเป็นอวัยวะที่...ควบคุมได้ยาก  บอส  หากคุณคิดว่าใครสักคนกำลังโกหก  สังเกต  แล้วคุณจะพบความจริงในดวงตาของเขาเสมอ”

                หลังจบประโยค  โอเซลอตมองผมนิ่งราวกับกำลังรอคอยคำตอบเฉพาะเจาะจงบางคำ  เมื่อผมไม่ตอบ  เรามองตากันอยู่อย่างนั้น  ผมยังจำชั่วขณะสั้น ๆ นั่นได้ดีจนถึงเดี๋ยวนี้

                “ผมไม่สามารถหลอกลวงคุณ  ทำไม่ได้  ไม่มีวัน”  เขากล่าวย้ำด้วยเสียงหนักแน่น

                แต่โอเซลอตโกหก  เขาโกหกโดยที่คิดว่าตนเองกำลังพูดความจริง

 

- 2 -

 

ปี 1984  ทุกสิ่งคือเรื่องโกหก

            ทุกคำพูดที่ผมรับรู้เกี่ยวกับตัวเองตั้งแต่ลืมตาตื่นคือเรื่องโกหก  ทุกความทรงจำที่ผมระลึกรู้ได้คือสิ่งที่ถูกบิดเบือน  แม้แต่โฉมหน้าที่ผมเห็นสะท้อนอยู่ในกระจกทุกวันก็ไม่ใช่ของจริง!

                ผมไม่ใช่จอห์นของโอเซลอต  ไม่ใช่บิ๊กบอสของเหล่าทหาร

                โอเซลอตหลอกลวงผมและคนทั้งหมด

                เขาหลอกแม้กระทั่งตัวเอง

                ที่ผ่านมาเขาสะกดจิตตัวเองให้ลืมความจริงและทำงานรับใช้ผมด้วยความเชื่ออย่างแท้จริงว่าผมคือบิ๊กบอส

                เมื่อผมรู้ว่าตัวเองเป็นใคร  โอเซลอตก็รู้ด้วยเหมือนกัน  เขาเป็นฝ่ายเข้าหาผมและอธิบายแผนการทั้งหมดเอง  เขาเป็นผู้เฝ้ามองผม  เตรียมการผม  ร่วมมือกับซีโร่ทำให้แผนตัวปลอมสำเร็จขึ้นมาขณะที่บิ๊กบอสตัวจริงยังหลับไม่ตื่น

                บิ๊กบอส...

                “เขาเห็นด้วยหรือ”  ผมถาม  แม้คำตอบจะอยู่ในเทปบรรจุความจริงม้วนนั้นแล้วก็ตาม

                “เขาเห็นด้วย”  โอเซลอตตอบด้วยเสียงอ่อนโยน  “ไม่มีใครเหมาะไปกว่านาย”

                “แล้วนายก็ร่วมมือ  ไม่คัดค้าน”  ผมเอ่ยราวกับคนโง่  ไม่อยากเชื่อ  ใจผมคิดย้ำอยู่แต่ว่าโอเซลอตน่ะหรือจะทำอย่างนี้กับผม  ถ้าเป็นคนอื่นผมอาจเชื่อได้  แต่เมื่อเป็นเขา  ผมไม่สามารถยอมรับได้

                ทั้งที่ผมก็รู้อยู่แก่ใจ  ก่อนผมจะกลายเป็นบิ๊กบอส  ผมเป็นอะไรสำหรับโอเซลอตน่ะหรือ  ไม่เลย  ไม่เคยเป็นอะไรทั้งนั้น

                “ฉันทำเพื่อประโยชน์สูงสุดของบิ๊กบอส  นายก็ทำเหมือนกัน”  โอเซลอตพูดด้วยใบหน้าเรียบเฉย  บอกเล่าความจริง  เหมือนกำลังพูดว่าพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก  “นายสละชีพเพื่อบิ๊กบอสมาแล้วครั้งหนึ่ง  สหาย  นายเลือกตายเพื่อบิ๊กบอสไปตั้งแต่ 9 ปีก่อนแล้ว”

                “แต่ฉันยังไม่ตาย  นายทำลายชีวิตฉัน  ทำลายตัวตนฉัน”  ผมเอ่ย  ไม่ใช่การกล่าวโทษ  เพียงแค่ต้องการชี้แจงความจริง

                “นายไม่มีตัวตน”

                ดวงตาสีเทาซึ่งครั้งหนึ่งเคยมองมาด้วยความรักเทิดทูนจ้องเขม็ง  เป็นครั้งแรกที่ผมอ่านแววตานั้นไม่ออก

                “ไม่มีตัวตน”  ผมทวน

                “ฉันเฝ้ามองนายมา 9 ปี”  น้ำเสียงของโอเซลอตกลับมาอ่อนโยนอีกครั้ง  ผมรอฟังเขาพูดต่อ  แต่ไม่มีประโยคถัดไป  อะไรก็ตามที่เขาคิดจะเอ่ยหยุดค้างอยู่เพียงเท่านั้น  เขาทิ้งช่วงเนิ่นนานก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงกระด้างเป็นการเป็นงาน  “จากนี้นายต้องเป็นบิ๊กบอสต่อไป  นายรู้หน้าที่ของตัวเองใช่ไหม”

                “...”

                “มีอะไรอยากถามไหม”

                “ที่ผ่านมามีอะไรเป็นเรื่องจริงบ้าง  อะไรที่ไม่ได้โกหก”

                “ที่ผ่านมา...”  เขาหลับตาลงชั่วขณะ  เมื่อลืมตาขึ้น  เขาตอบอย่างจริงใจทั้งแววตาและน้ำเสียง  “...ผมรักคุณ

                ความเงียบแทรกตัวเข้าคั่นกลางระหว่างเรายาวนาน  ผมจ้องเขา  เขาจ้องผม

                “เหมือน 2 + 2 = 5 น่ะรึ”

                “ใช่  เหมือน 2 + 2 = 5”

               

- 3 -

 

ปัจจุบัน  ทุกสิ่งที่เป็นผมกำลังจะถูกลบไปจากโลกใบนี้

                ขณะฟังเสียงสัญญาณนับถอยหลังเพื่อทำลายตัวเองของเอาเตอร์เฮเว่น  เสียงร้องเพลงเบา ๆ ของทหารหญิงในคืนวันเกิดของปี 1984 ดังแว่วอยู่ในหูของผม  แต่เนื้อเพลงที่เธอร้องเปลี่ยนไป…

...........

Under the spreading chestnut tree

I sold you and you sold me.

There lie they and here lie we

Under the spreading chestnut tree.

...........

 

                …อย่างไรเสีย...มันก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 1984

 

********************************

 

 

EVE: จบตอน 2/3  โรแมนติกมุ้งมิ้ง(?)  ร่ำ ๆ จะพิมพ์โอเซลอตผิดเป็นโอไบรอัน  ชื่อโอ ๆ เหมือนกัน

- เนื้อเพลง ‘Under the Spreading Chestnut Tree’ ของทหารหญิงกับโอเซลอตในช่วงแรก มาจากภาพยนตร์ปี 1974 เรื่อง The Black Windmill

- เนื้อเพลงที่ปรากฏช่วงท้ายของตอนคัดมาจาก 1984 ของจอร์จ ออร์เวล

- เพลง ‘Under the Spreading Chestnut Tree’ มีนักศึกษานำไปดัดแปลงเป็นเพลงบอกเล่าถึงเรื่องราวทั้งหมดของ 1984  ฟังบางท่อนแล้วเจ็บแปล๊บ  ชอบมากเลยละค่ะ

https://www.youtube.com/watch?v=Ul9jbIP_93g

- นำบางฉากในเกมมาใช้ในฟิค  อดไม่ได้จริง ๆ  ฉากเด็ด 555  แต่ไม่ได้ยกประโยคมาเป๊ะ ๆ  และยังหาคำแปลถูกใจไม่ได้  แต่ก็...นั่นแหละ  พอถูไถ

 

 

ป.ล. ตอนทวนคิดว่าทับศัพท์ ‘มาเธอร์เบส’ ไปเลยเข้าท่ากว่า  แต่ตอนแรกใช้ ‘ฐานแม่’ ไปแล้ว  เลยตามเลย

ป.ป.ล. ตอน 3/3 ก็จะยังย้อนมาเล่าถึงเหตุการณ์ในปี 1984 อยู่ดี  แต่จะเป็นการเห็นอีกด้านแบบไม่มีฟิลเตอร์บังตา(...)  ไม่รู้ว่าจะเขียนได้อย่างที่อยากเขียนไหม  อยากเก่งกว่านี้จังเลย  เอื้ออออ  o>---------< //นอนตายตัวยาว