[Fanfic] MGSV: 1984 ตอนที่ 2

posted on 20 Apr 2016 15:08 by eveba in Fiction

Spoiler Alert!

Fanfiction เรื่องนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของ MGSV

 

 

1984

Chapter 2/3

‘Ocelot’

 

- 0 -

 

“If you want to keep a secret, you must also hide it from yourself.” 

― George Orwell1984

.

.

.

 

“If you loved someone, you loved him, and when you had nothing else to give, you still gave him love.”


― George Orwell1984

 

- 1 -

 

ย้อนกลับมายังปี 1984 ช่วงที่เรายังอยู่ในจุดเริ่มต้น

            ความทรงจำของผมอัดแน่นไปด้วยภาพผืนน้ำสะท้อนประกายแดด  ฐานกลางน้ำที่ค่อย ๆ ถูกขยายต่อเติมออกไป  และสหายใกล้ชิดที่ร่วมต่อสู้มาด้วยกัน

                หนึ่งในสหายเหล่านั้นคือ รีวอลเวอร์ ‘ชาลาชาชกา’ โอเซลอต

                โอเซลอตในภาพจำของผมเป็นหนุ่มใหญ่ผมสีซังข้าวโพดสวมชุดคาวบอย  ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปจากนั้น

               

“ยินดีต้อนรับกลับ  บอส”

                โอเซลอตจะพูดกับผมเช่นนั้นเมื่อผมกลับจากการทำภารกิจ

                บางวันเขายืนรอผมที่ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ท่ามกลางแดดร้อนเปรี้ยง  บางวันก็รอท่ามกลางสายฝน  แววตาที่เขามองผมบ่งถึงความห่วงใย  ความภาคภูมิใจและความรักเทิดทูน

                เป็นการยากที่จะไม่รู้สึกอะไรเลยกับบุคคลที่มองมาด้วยสายตาเช่นนี้

                ‘ความจริง’ ที่ผมรับรู้ในปี 1984 คือโอเซลอตเป็นสหายของผม  เป็นผู้คอยเฝ้าอารักขาผมยามโคม่ายาวนานถึง 9 ปี  หากผมจะไว้วางใจใคร  ผมควรไว้วางใจโอเซลอต  แต่ความทรงจำของผมในเวลานั้นกลับแทบไม่มีเรื่องราวของเขาบรรจุอยู่  เมื่อแรกพบผมจำเขาไม่ได้ด้วยซ้ำ  เขาเป็นผู้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเขาเอง  และเล่าเรื่องราวการพบกันครั้งแรกของเราให้ผมฟัง  เมื่อเขาเอ่ยถึงอดีต  ผมเห็นแววเคลิ้มฝันในดวงตาของเขา

                โอเซลอตทำได้ทุกอย่างเพื่อ ‘บิ๊กบอส’  ไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรมากไปกว่านั้น

                ผมไว้ใจเขา  เขาเทิดทูนผม  นั่นคือสายสัมพันธ์ของเรา

               

ความสัมพันธ์ของผมกับโอเซลอตมาถึงจุดเปลี่ยนในคืนฉลองวันเกิดของผม

            หรือหากพูดจากมุมมอง ‘บิ๊กบอส’  มันอาจเป็นการคืนกลับเข้ารูปเข้ารอยครั้งแรกหลังร้างราไปนาน

            หลังตัดเค้กวันเกิด  ผมปลีกตัวไปอยู่บนชั้นสองของอาคารที่ยังสร้างไม่เสร็จดี  ปล่อยให้ทหารทั้งหมดสนุกสนานกันตามสบายบนลานกว้าง  คืนนั้นมีการเปิดเพลงเสียงดังกระหึ่ม  พวกเขาดื่มกิน  จับคู่เต้นรำกัน  ภาพแห่งความสนุกสนานเช่นนี้เกิดไม่บ่อยนักในฐาน

                ผมยืนสูบซิการ์อยู่พักใหญ่  กว่าจะสังเกตเห็นทหารหญิงคนหนึ่งยืนยามอยู่บริเวณใกล้เคียง  ผมยังจำชั่วขณะนั้นได้แจ่มชัดจนถึงเดี๋ยวนี้  เธอยังสาว  รอยยิ้มน้อย ๆ ของเธอแฝงความเสียดายที่ไม่อาจไปร่วมสนุก  สายตาของเธอจับจ้องไปที่ทหารหนุ่มคนหนึ่ง  และแล้วอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย  เธอก็ร้องเพลงที่มีท่วงทำนองร่าเริง  เป็นการร้องด้วยเสียงแผ่วเบาให้ตัวเองฟัง  คล้ายการฮัมเพลงของไควเอ็ท  แต่เสียงสดใสไพล่ไปเหมือนเสียงของพาซอย่างน่าเจ็บปวด

 

Under the spreading chestnut tree,

When I held you on my knee,

We were happy as can be

Under the spreading chestnut tree

           

            ผมเคยได้ยินบทเพลงนั้นมาก่อน  แต่จำไม่ได้ว่าเคยได้ยินจากไหน  ขณะกำลังคิด  โอเซลอตก็เดินขึ้นบันไดมาและเอ่ยทักผม

                “ทำไมปลีกตัวมาเร็วนัก  บอส  งานนี้เราจัดเพื่อคุณ”

                เสียงเพลงขาดช่วงทันใด  ทหารหญิงรู้แล้วว่าเธอไม่ได้อยู่ลำพัง  เธอเหลียวขวับมาเจอผมกับโอเซลอต  ลนลานกระทำวันทยหัตถ์  ถึงกับแทบทำปืนหลุดมือ  ผมนึกเอ็นดูเธอ

                “ไปสิ  ไปร่วมสนุก”  ผมพยักพเยิด  ส่งยิ้มให้  “ฉันจะอยู่ยามตรงนี้แทนเอง”

                “ขอบคุณค่ะ  บอส!” เธอตอบขึงขังและวิ่งลงไปข้างล่างอย่างรวดเร็ว  ไม่รอให้พูดซ้ำสอง

                โอเซลอตมองผมด้วยสายตาแปลก ๆ  เขาคงคิดว่าผมจะทำวินัยทหารหย่อน  ผมแบ่งซิการ์ให้เขาโดยรู้อยู่แล้วว่าเขาจะปฏิเสธ

                “คืนนี้ปล่อยให้หนุ่มสาวสนุกกันบ้างเถอะ  และสำหรับคำถาม..พวกเขาจะเกร็งถ้าฉันยังอยู่ตรงนั้น”  ผมบอกโอเซลอต  ขณะยังพยายามรำลึกอดีตเลือนราง  “ฉันเคยได้ยินเพลงนั้น  จำไม่ได้ว่าได้ยินที่ไหน  นายโผล่มาขัดจังหวะ  ถ้าได้ฟังท่อนต่อไปอาจนึกออก”

                โอเซลอตมองผมอยู่อึดใจหนึ่ง  แล้วเขาก็ทำให้ผมแปลกใจ...

 

Under the spreading chestnut tree,

I’ll kiss you and you’ll kiss me

Oh, how happy we will be

Under the spreading chestnut tree

 

                เขาเอ่ยท่อนต่อไปของเนื้อเพลงออกมา  ขณะสายตายังจับนิ่งอยู่ที่ผม

                “นึกออกแล้วหรือยัง”  เขาถาม  เมื่อพูดประโยคถัดไป  บนใบหน้าของเขามีรอยยิ้มคล้ายแมวเจ้าเล่ห์ประดับ  “ถ้านึกออกแล้ว  นึกต่อให้ไวว่าคุณจะตอบแทนผมยังไง  บอส”

                ผมจูบเขาหลังจบประโยคนั้น  จูบที่ปาก

                ผมเพียงแต่ทำลงไป  ทุกอย่างเป็นธรรมชาติ  เหมือนเป็นสิ่งที่ปฏิบัติกันมาจนคุ้นชินอยู่แล้ว  ง่าย ๆ อย่างนั้นเอง  จากนั้นเขาก็ยิ้มให้ผมและผละจากไป  คืนนั้นไม่มีการร่วมเพศ --- ยังไม่มี  แต่นั่นนับเป็นจุดเปลี่ยน

                เมื่อผมย้อนระลึกถึงเหตุการณ์คืนนั้นในอีกหลายปีต่อมา  บางครั้ง...แค่บางครั้ง  เนื้อเพลงที่โอเซลอตเอ่ยจะเปลี่ยนไป  ไม่ก็เนื้อเพลงที่ทหารหญิงคนนั้นร้องจะเปลี่ยนไป

                อย่างไรเสีย  มันก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 1984

 

จากคืนนั้น  โอเซลอตไม่ได้เป็นเพียงสหายร่วมอุดมการณ์ผู้ไว้ใจได้สำหรับผม

            ผมแน่ใจว่าระหว่างเรามี...หรือเคยมี...สายใยผูกพันพิเศษไปกว่าสหายศึก  ผมเริ่มพูดคุยกับเขามากขึ้น  ไม่เฉพาะเรื่องที่จำเป็นต่อการบริหารฟื้นฟู ไดมอนด์ ด็อกส์  แต่รวมถึงเรื่องเล็กน้อย  ผมพูดกับเขาเกี่ยวกับความรู้สึกแปลกพิกลยามปฏิบัติภารกิจ  ความอึดอัดยามต้องฆ่า  ความรำคาญต่ออาการเห็นสีไม่ครบที่เกิดเป็นระยะ  ไล่ไปจนถึงความรู้สึกโหยหาอดีตลึก ๆ ที่ผมไม่สามารถอธิบายได้

                ...รวมทั้งเรื่องพาซ

                ผมบอกโอเซลอตในคืนหนึ่งว่าพาซอาการไม่ค่อยดี  ผมแน่ใจว่าทีมแพทย์ของเราดูแลเธออย่างดี  แต่สภาพจิตของเธอดูจะยังไม่ปกติ  เธอยังฝังใจเรื่องระเบิด  และผมเห็นว่าแผลของเธอมีรอยฉีก  เป็นไปได้ว่าเธอทำร้ายตัวเอง

                “บอส”  เสียงของโอเซลอตแปร่งไปชั่วขณะ  แต่แล้วเขาก็เอ่ยต่ออย่างรวดเร็ว  “ไม่ต้องห่วง  ผมจะคอยดูเธอระหว่างที่คุณไปทำภารกิจ”

                “ขอบใจ”

                “ถ้าคุณไปเยี่ยมเธออีกครั้ง...”  โอเซลอตหยุดพูดกลางประโยค  ยิ้มให้  “ไม่มีอะไร  คุณวางใจเถอะ”

                “ฉันนึกว่าเราต้องเสียเธอไปแล้ว  ดีจริงที่เราช่วยเธอไว้ได้”  ผมยิ้มตอบเขา  “ดีจริงที่เธอยังอยู่กับเรา”

                “ใช่  เป็นเรื่องดีจริง ๆ”  เขารับ

                ถัดจากนั้นผมไปเยี่ยมพาซที่เมดิคัลแพลตฟอร์มอีกหลายครั้ง  สภาพของพาซเลวร้ายลง  เธอยังคงกลัวว่าในตัวมีระเบิด  ทั้งที่ระเบิดเหล่านั้นถูกนำออกไปหมดแล้ว  ท้ายที่สุด  ผมเห็นเธอฉีกแผลต่อหน้าต่อตา  ลำไส้ของเธอทะลักออกมาจากแผล  เธอล้วงเข้าไปในช่องท้อง  ควานหาระเบิดที่ไม่ควรจะมีอยู่จนเจอ  เธอยื่นระเบิดมาข้างหน้าผมด้วยมือเปื้อนเลือด  แล้วระเบิดก็ทำงาน

                ตูม!

                เมื่อผมได้สติขึ้นมาอีกครั้ง  ห้องผู้ป่วยทั้งห้องก็หายไปแล้ว  ไม่ใช่ด้วยแรงระเบิด  แต่เพราะมันไม่มีอยู่ตั้งแต่แรก

                ไม่มีห้องผู้ป่วย

                ไม่มีระเบิด

                ไม่มีพาซ

                มีเพียงผมที่เห็นภาพหลอนไปเองคนเดียวมาตลอด

                วันที่ตระหนักถึงเรื่องนี้  ผมเดินจากเมดิคัลแพลตฟอร์มกลับคอนโทรลแพลตฟอร์มอย่างเลื่อนลอย  พาซตายไปนานแล้ว  ผมรู้ด้วยว่าเธอตายไปนานแล้ว  ตายตั้งแต่ 9 ปีก่อน  แต่กระนั้นผมกลับสร้างภาพหลอนเป็นตุเป็นตะว่าเธอยังมีชีวิตอยู่

                ผมตอบตัวเองไม่ได้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ผมแยกภาพหลอนกับความจริงไม่ออก  และมีอะไรอีกบ้างที่เป็นภาพหลอน

                ผมเดินเท้าฝ่าแดดกลับไปจนถึงคอนโทรลแพลตฟอร์ม  ขณะนั้นโอเซลอตกำลังฝึกทหาร  แดดร้อนเปรี้ยงทำให้ร่างทุกคนชุ่มเหงื่อ  แต่ผมกลับรู้สึกเย็นเยียบไปทั้งตัว  เป็นไปได้หรือไม่ว่าผมเป็นบ้าและไม่รู้ตัวว่าบ้า  โอเซลอตสังเกตเห็นผมและปล่อยให้ทหารฝึกซ้อมยิงเป้ากันต่อไป  เขาจับไหล่ผม  พาเดินเข้าร่ม  ประโยคแรกที่เขาถามคือ

                “บอส  พาซอาการแย่ลงหรือ”

                เท่านั้นเอง  ผมอุ่นวาบในอก

                โอเซลอตรู้!  เขารู้แต่แรกว่าผมเห็นภาพหลอน  แต่กลับเลือกที่จะเล่นละครตามไป  ไม่ด่วนทำลายความฝันแสนสุขของผมลง

                “พาซตายแล้ว”  ผมตอบเขา

                “บอส...”

                “เธอตายไปนานแล้ว  ตั้งแต่ 9 ปีก่อน”

                โอเซลอตนิ่งไปชั่วครู่  แววแห่งความเข้าใจฉายวาบผ่านดวงตาสีเทา  แล้วเขาก็ตอบรับเรียบง่าย  “ใช่  เธอตายไปตั้งแต่ 9 ปีก่อน”

                ถัดจากนั้น  เราแยกย้ายกันเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

                ตกเย็น  ผมเดินกลับไปยังทางเชื่อมสู่เมดิคัลแพลตฟอร์ม  แม้รู้ว่าสุดปลายทางไม่มีพาซรอคอย  แต่ผมก็อยากจะไปที่นั่นอีกครั้ง

                “บอส”  โอเซลอตยืนพิงรถคอยผมอยู่ก่อนหน้า  เขามองผมเหมือนรู้อยู่แล้วว่าผมจะต้องมา

                ผีเสื้อสีน้ำเงินแกมดำตัวหนึ่งบินตัดผ่านระหว่างเราไป  ผมมองตาม  โอเซลอตมองตามสายตาผม

                “ฉันเห็นผีเสื้อ”  ผมเอ่ย  “มันมีจริงไหม”

                “ถ้าคุณว่าจริง...ก็จริง”  เขาตอบ

 

ใต้สะพานเชื่อมระหว่างแพลตฟอร์มมีทางเดิน

            โอเซลอตหยุดรถที่กึ่งกลางสะพานเชื่อม  เดินนำผมลงบันไดแคบ  ผมไต่บันไดตามเขาลงไปใต้สะพาน  ผมคิดว่าเขาจะขับรถพาผมไปส่งที่เมดิคัลแพลตฟอร์ม  แต่เขากลับนำผมมาที่นี่

                กลิ่นน้ำทะเลปะทะจมูกผม  เมื่อมองออกไป  ผมเห็นมหาสมุทรทอดตัวยาวสุดตา  ได้ยินเสียงคลื่นสาดซัดดังกึกก้อง  เราอยู่ใกล้ผืนน้ำเหลือเกิน

                “ที่นี่ไม่มีเครื่องบันทึกเสียง  ไม่มีกล้อง”  โอเซลอตกล่าว  ผ้าพันคอสีส้มของเขาสะบัดไปตามสายลมแรง  แต่สายตาของเขาจับนิ่งอยู่ที่ผม

                สายตาอ่อนโยน

                ผมวางมือลงบนไหล่เขา  ซึมซับความอบอุ่นที่ซ่านผ่านเนื้อผ้าขึ้นมา

                บางอย่างในท่าทีของโอเซลอตทำให้ผมไว้วางใจ  อุ่นใจ  สายตาของเขาเหมือนจะบอกว่าผมไม่จำเป็นต้องพูด  เขาเข้าใจดี  เขาเข้าใจทุกอย่าง  ผมไม่จำเป็นต้องปิดซ่อนอะไรและไม่จำเป็นต้องสารภาพอะไรเช่นกัน  เขารู้ทุกสิ่งทุกอย่างในใจผมอยู่แล้ว  ความรู้สึกว่าเรามีบางอย่างเชื่อมโยงกันท่วมท้นตัวผม  โดยเฉพาะเวลานี้

                ผมบีบบ่าเขา  เขาวางมือลงบนมือผม  นำมันเข้าไปสู่ความอบอุ่นใต้ผ้าพันคอ  ชีพจรของเขาเต้นตุบอยู่ใต้ผิวอุ่นจัด

                “นายมีตัวตนใช่ไหม”  ผมถามเขา

                โอเซลอตอยู่ใกล้  ใกล้มาก